1. ที่มาและความสำคัญของปัญหา
ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่โลกก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างเต็มตัว ระบบการศึกษาทั่วโลก ต่างเผชิญกับความท้าทายในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีสมรรถนะที่พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและซับซ้อน ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 2580) และแผนการศึกษาแห่งชาติ จึงได้วางรากฐานสำคัญในการมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และมีทักษะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้จากการ เน้นการถ่ายทอดเนื้อหาความรู้แบบเดิม (Passive Learning) ไปสู่การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิดวิเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินระดับนานาชาติ เช่น PISA ที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะในการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาบริบทการจัดการศึกษาในระดับพื้นที่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 พบว่าการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวลงสู่ระดับห้องเรียนยังคงประสบปัญหาและอุปสรรคสำคัญหลายประการ จากการวิเคราะห์ผลการประเมินคุณภาพผู้เรียนระดับชาติ (O-NET) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในช่วง ปีการศึกษาที่ผ่านมา พบว่าคะแนนเฉลี่ยในภาพรวมของเขตพื้นที่การศึกษา ยังคงมีความผันผวนและมีช่องว่างของคะแนนระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่ และโรงเรียนขนาดเล็กอย่างชัดเจน เมื่อศึกษารายละเอียดเชิงลึกรายตัวชี้วัด (Indicator) พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังขาดทักษะการขาดทักษะการคิดขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ และการประเมินค่า นักเรียนที่คุ้นเคยกับการท่องจำนิยาม ประสบปัญหาเมื่อต้องเจอกับโจทย์สถานการณ์จำลอง ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญยิ่งต่อการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น สาเหตุสำคัญของปัญหาดังกล่าว จากการนิเทศติดตามและสังเกตการสอนในชั้นเรียน พบว่าครูผู้สอนส่วนหนึ่งยังคงเผชิญกับข้อจำกัดในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก ครูมีความเข้าใจในทฤษฎี แต่อาจขาดทักษะเชิงปฏิบัติในการเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้สอน" เป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" (Facilitator) ส่งผลให้การจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนยังคงยึดติดกับแบบเรียนและการฝึกทำข้อสอบเป็นหลัก ทำให้นักเรียนขาดความกระตือรือร้นและไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้สู่การใช้งานจริงได้ นอกจากนี้ ระบบการสนับสนุนจากส่วนกลางและเขตพื้นที่การศึกษาในรูปแบบการนิเทศแบบเดิม มักเป็นการนิเทศตามภารกิจโครงการที่มีลักษณะเป็นการตรวจเยี่ยมเชิงปริมาณ ขาดการปฏิสัมพันธ์เชิงลึกและการโค้ช (Coaching) ที่ต่อเนื่อง ทำให้คำแนะนำของศึกษานิเทศก์ไม่ถูกนำไปสู่การปรับปรุงการสอนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากปัญหาด้านตัวผู้เรียนและผู้สอนแล้ว ระบบ "นิเทศธำรง" หรือการรักษาสภาพความเข้มแข็งของระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษายังเป็นประเด็นที่ต้อง เร่งพัฒนาการนิเทศการศึกษาในยุคใหม่ต้องไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อเพิ่มคะแนนสอบแต่ต้องเป็นการสร้าง "ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้" (Learning Ecosystem) ที่ยั่งยืน ศึกษานิเทศก์ในฐานะผู้นำทางวิชาการจึงต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้กำกับติดตาม มาเป็น "เพื่อนร่วมคิด" (Reflective Partner) ที่ทำงานเคียงข้างครูในพื้นที่จริง เพื่อช่วยให้ครูเกิดความมั่นใจและมีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุผลและความจำเป็นเชิงประจักษ์ดังกล่าว ข้าพเจ้าในฐานะศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบ การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 จึงได้ริเริ่มพัฒนานวัตกรรมการนิเทศการศึกษาภายใต้รูปแบบ "ACT-CO Model" ขึ้นเพื่อเป็นกลไก ในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยนวัตกรรมนี้ได้รับการออกแบบมา เพื่อแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน 5 ขั้นตอน เริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลผลสัมฤทธิ์และบริบทรายโรงเรียนอย่างละเอียด (Analysis) เพื่อให้เห็นภาพปัญหาที่แท้จริง ก่อนจะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Collaboration) เพื่อลดความโดดเดี่ยวในการทำงานของครู จากนั้นจึงมุ่งเน้นการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกผ่านการฝึกอบรม เชิงปฏิบัติการ (Training) ที่เน้นการนำไปใช้ได้จริง และหัวใจสำคัญคือการนิเทศแบบโค้ชทางคลินิก ถึงในห้องเรียน (Coaching) เพื่อปรับพฤติกรรมการสอนและแก้ปัญหาหน้างานร่วมกับครู จนนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงบวกทั้งต่อตัวครูและผู้เรียน (Outcome) ที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
การดำเนินงานตามรูปแบบ ACT-CO Model จึงมุ่งหวังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ให้เกิดขึ้นในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 โดยมุ่งเน้นให้ครูผู้สอนเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ที่มีสมรรถนะสูง สามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อบ่มเพาะนักเรียนให้เป็นผู้มีความรู้คู่สมรรถนะ อันจะส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงขึ้น อย่างมั่นคง และเป็นการสร้างรากฐานของระบบนิเทศธำรงที่เข้มแข็ง พร้อมรับการประเมินคุณภาพภายนอกและยกระดับมาตรฐานการศึกษาของจังหวัดสุพรรณบุรีสู่ความเป็นเลิศในระดับชาติสืบไป
2. วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
วัตถุประสงค์
1. เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศ ACT-CO Model ในการส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2
2. เพื่อพัฒนาสมรรถนะของครูผู้สอนในการออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกที่เน้นการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามแนวทาง PISA และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
3. เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคุณภาพผู้เรียนจากการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้สูงขึ้น
4. เพื่อสร้างระบบการนิเทศที่เข้มแข็งและยั่งยืน (นิเทศธำรง) ผ่านเครือข่ายความร่วมมือ และกระบวนการโค้ชอย่างเป็นกัลยาณมิตร
เป้าหมาย
1. เป้าหมายเชิงปริมาณ (Quantitative Goals)
1) ครูผู้สอนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้หลักในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ร้อยละ 100 ได้รับการนิเทศผ่านรูปแบบ ACT-CO Model
2) คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในภาพรวมของเขตพื้นที่การศึกษา มีพัฒนาการเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับปีการศึกษา ที่ผ่านมา
2 เป้าหมายเชิงคุณภาพ (Qualitative Goals)
1) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 มีรูปแบบการนิเทศ ACT-CO Model ที่เป็นระบบ ชัดเจน และสามารถนำไปปรับใช้ในการนิเทศติดตามงานนโยบายอื่น ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
2) เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเรียนรู้ในสถานศึกษา ครูปรับบทบาทจากผู้สอนเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) และเกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ที่เข้มแข็ง
3) นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ มีทักษะการคิดวิเคราะห์ และสามารถเชื่อมโยงความรู้สู่การแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น สอดคล้องกับสมรรถนะที่สำคัญ ในศตวรรษที่ 21
3. หลักการ แนวคิดในการสร้างและพัฒนาวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้านการนิเทศการศึกษา
การพัฒนารูปแบบการนิเทศ ACT-CO Model สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ยึดถือหลักการสำคัญที่สอดคล้องกับการนิเทศการศึกษาในยุควิถีใหม่ โดยเน้นการบูรณาการแนวคิดพื้นฐาน 4 ประการ ดังนี้:
1. แนวคิดการนิเทศแบบชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring)
หลักการสำคัญของ ACT-CO Model คือการปรับเปลี่ยนบทบาทของศึกษานิเทศก์ จากการเป็น "ผู้ตรวจการ" (Inspector) มาเป็น "ผู้ชี้แนะ" (Coach) โดยใช้กระบวนการกระตุ้นให้ครูผู้สอนเกิดการเรียนรู้ และดึงศักยภาพของตนเองออกมา (Empowerment) ผ่านการตั้งคำถาม การรับฟังเชิงลึก และการสะท้อนคิด (Reflective Thinking) เพื่อให้ครูสามารถวิเคราะห์ปัญหา ในชั้นเรียนและออกแบบวิธีการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาการเรียน การสอนมีความยั่งยืนมากกว่าการสั่งการจากบนลงล่าง
2) แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC)การนิเทศในรูปแบบนี้ยึดหลักความร่วมมือและการมีส่วนร่วม (Collaboration) โดยเชื่อว่า การยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ไม่สามารถทำได้โดยลำพัง แต่ต้องเกิดจากการรวมพลังของครูผู้สอนในระดับชั้นหรือกลุ่มสาระเดียวกัน รวมถึงการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ร่วมกันวิเคราะห์แผนจัดการเรียนรู้ และแก้ไขปัญหานักเรียนรายบุคคล ทำให้เกิดนวัตกรรมที่เกิดจาก "คนหน้างาน" อย่างแท้จริง
3) แนวคิดการนิเทศทางคลินิก (Clinical Supervision)
ACT-CO Model ให้ความสำคัญกับขั้นตอนการนิเทศที่เข้าถึง "หน้างาน" หรือในห้องเรียนจริง โดยใช้กระบวนการนิเทศทางคลินิกเริ่มจากการร่วมกันวางแผนก่อนการสังเกตการสอน การสังเกต การจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน และการประชุมสะท้อนผลหลังการสอน (Post-Observation Conference) เพื่อให้ครูเห็นภาพพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนและผลกระทบจากเทคนิคการสอนของตนเอง นำไปสู่การปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามวงจรคุณภาพ PDCA
4) แนวคิดการบริหารจัดการโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Management)หัวใจสำคัญของการนิเทศเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์คือการใช้ "ข้อมูล" (Data) เป็นฐานในการตัดสินใจ การพัฒนาโมเดลนี้จึงเริ่มต้นที่ขั้นตอน Analysis (A) คือการวิเคราะห์ผลการทดสอบ O-NET ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ย้อนหลังรายโรงเรียนและรายตัวชี้วัด เพื่อระบุจุดวิกฤต (Pain Points) ของผู้เรียนในเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ทำให้การนิเทศมีความแม่นยำ (Precision Supervision) และสามารถจัดสรรทรัพยากรหรือการฝึกอบรม (Training) ได้ตรงตามความต้องการจำเป็นของครู แต่ละกลุ่ม
รูปแบบการนิเทศ ACT-CO Model เพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 สู่การยกระดับคุณภาพผู้เรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
A Analysis วิเคราะห์ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ (O-NET) ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 และวิเคราะห์บริบทรายโรงเรียน
C Collaboration สร้างเครือข่ายความร่วมมือ (PLC) ระหว่างครูและศึกษานิเทศก์
T Training พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
C Coaching การนิเทศแบบโค้ช (Clinical Coaching) ณ ห้องเรียน
O Outcome การประเมินผลสัมฤทธิ์และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Show & Share)
A Analysis วิเคราะห์ฐานราก สู่เป้าหมายที่ตรงจุด การใช้ "ข้อมูลนำทาง" เพื่อไม่ให้ การนิเทศเป็นการเหวี่ยงแห แต่เป็นการแก้ปัญหาแบบเจาะจง (Precision Supervision) วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ โดยศึกษานิเทศก์นำคะแนน O-NET มัธยมศึกษาปีที่ 3 ย้อนหลัง 3 ปีมาวิเคราะห์จำแนกตามมาตรฐาน และตัวชี้วัด เพื่อดูว่านักเรียนในเขตพื้นที่ฯ มักมี "จุดอ่อน" ในเรื่องใด เช่น ทักษะ การแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ หรือการอ่านจับใจความ ประเมินความพร้อมของแต่ละโรงเรียน ทั้งด้านศักยภาพครู สื่อการเรียนรู้ และสภาพแวดล้อม เพื่อจัดกลุ่มโรงเรียนในการเตรียมแผน การนิเทศที่เหมาะสม กับความต้องการจริง
C Collaboration สร้างภาคีร่วมใจ สลายกำแพง การสร้าง "ความไว้วางใจ" และวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันเครือข่าย PLC จัดตั้งชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community) ระหว่างครูในกลุ่มโรงเรียนและศึกษานิเทศก์ เพื่อแลกเปลี่ยนปัญหา และแนวทางแก้ไข ร่วมกันกำหนดเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนระหว่างเขตพื้นที่และสถานศึกษา ทำให้ครูรู้สึกว่าศึกษานิเทศก์คือ "เพื่อนร่วมงาน" ที่จะเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ไม่ใช่ผู้มาตรวจสั่งการ
T Training เสริมสร้างสมรรถนะ เปลี่ยนครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกเป็นการพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ครูมีความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เน้นการอบรมที่ครูต้อง "ลงมือทำ" เช่น การเขียนแผนจัดการเรียนรู้ที่เน้นสมรรถนะ, การออกแบบกิจกรรม 5 Steps หรือการใช้เกมและสื่อดิจิทัล ติวเข้มให้ครูเข้าใจโครงสร้างข้อสอบ NT เพื่อให้ครูนำไปออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับตัวชี้วัดที่ออกสอบจริง
C Coaching นิเทศเชิงรุก พัฒนาถึงห้องเรียน นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดของโมเดล ซึ่งเป็นการนิเทศแบบ "ประกบตัว" ณ สถานที่จริง โดยศึกษานิเทศก์ลงพื้นที่สังเกตการสอนในชั้นเรียน (Classroom Observation) โดยดูพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กเป็นหลัก หลังจบการสอน จะมีการประชุมสะท้อนผลแบบกัลยาณมิตร ชื่นชมจุดเด่น และให้ข้อเสนอแนะในจุดที่ควรพัฒนา โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถามให้ครูได้คิดและปรับปรุงกระบวนการสอนด้วยตนเอง
O Outcome ประเมินผลลัพธ์ ขยายผลความสำเร็จ การวัดผลและสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ประเมินผลสัมฤทธิ์ วัดผลจากการทดสอบจริง และการประเมินสมรรถนะผู้เรียนรายบุคคล เพื่อดูพัฒนาการเปรียบเทียบกับก่อนใช้โมเดล จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขตพื้นที่ เพื่อให้ครูที่มีผลงานเด่น (Best Practice) ได้นำเสนอเทคนิคการสอน เป็นการยกย่อง เชิดชูเกียรติและสร้างคลังความรู้ ให้กับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ต่อไป
4. กรอบแนวคิดวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้านการนิเทศการศึกษา
การพัฒนารูปแบบการนิเทศ ACT-CO Model เพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 เป็นการบูรณาการแนวคิดทฤษฎีทางการนิเทศและการบริหารจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด ต่อตัวผู้เรียน โดยมีรายละเอียดของกรอบแนวคิดดังนี้:
1) ฐานคิดเชิงทฤษฎี (Theoretical Foundations)
ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมนี้ ข้าพเจ้าได้ประยุกต์ใช้แนวคิดสำคัญ 3 ประการ เพื่อเป็นเสาหลักในการดำเนินงาน
แนวคิดการนิเทศเชิงพัฒนา (Developmental Supervision): โดยยึดหลักการที่ว่าครู แต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งในด้านประสบการณ์และทักษะ การนิเทศด้วย ACT-CO Model จึงเน้นการปรับระดับการสนับสนุนให้สอดคล้องกับศักยภาพของครูรายบุคคล (Differentiated Supervision) เพื่อให้ครูเกิดความมั่นใจในการก้าวข้ามจากความคุ้นชินเดิมสู่การสอนแบบเชิงรุก
แนวคิดการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ (Action Learning): เน้นการให้ครูได้ลงมือปฏิบัติจริง ในสถานการณ์จริง โดยมีศึกษานิเทศก์เป็นผู้สนับสนุนข้อมูล (Data) และการชี้แนะ (Coaching) เพื่อให้เกิดการปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของนักเรียนในพื้นที่อำเภอ อู่ทองและพื้นที่อื่น ๆ ในเขตพื้นที่การศึกษา
วงจรการบริหารงานคุณภาพ (PDCA Cycle): นำวงจรเดมมิ่งมาใช้เป็นแกนกลางในการกำกับทิศทางของโมเดล เพื่อให้เกิดการวางแผนการนิเทศ การลงมือปฏิบัติ การตรวจสอบผลกระทบ ต่อคะแนน O-NET และการปรับปรุงนวัตกรรมให้มีความเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
2) โครงสร้างของรูปแบบการนิเทศ ACT-CO Model เพื่อให้เห็นภาพการทำงาน ที่ชัดเจน กรอบแนวคิดนี้ได้จำแนกขั้นตอนการดำเนินงานที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะครู ไว้ 5 ระยะ ดังนี้:
ระยะที่ 1: การวิเคราะห์ฐานราก (A - Analysis) เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์เชิงลึก (Deep Analysis) โดยใช้ข้อมูลจาก Big Data ของเขตพื้นที่ฯ ทั้งผลการทดสอบ O-NET 2 ปีย้อนหลัง สถิติคะแนนรายตัวชี้วัดที่มีปัญหา และบริบททางภูมิศาสตร์ของโรงเรียน เพื่อระบุ "พื้นที่เป้าหมาย" และ "จุดวิกฤตทางการเรียนรู้" ทำให้การนิเทศมีทิศทางที่ชัดเจน
ระยะที่ 2: การสร้างภาคีเครือข่าย (C - Collaboration) เปลี่ยนนิยามของการนิเทศ จากการ "กำกับ" เป็นการ "ร่วมมือ" โดยใช้กระบวนการ PLC (Professional Learning Community) เชื่อมโยงครูในกลุ่มโรงเรียนเดียวกันให้มาแลกเปลี่ยนเทคนิคการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
ระยะที่ 3: การเสริมสร้างพลังปัญญา (T - Training) การพัฒนาครูผ่านการอบรม เชิงปฏิบัติการที่เน้น "สมรรถนะ" มากกว่า "เนื้อหา" โดยมุ่งเน้นการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning Plan) ที่สอดคล้องกับตัวชี้วัด และการวัดผลประเมินผลตามแนวทาง PISA เพื่อให้ครูมีเครื่องมือที่พร้อมใช้ในห้องเรียน
ระยะที่ 4: การชี้แนะเชิงคลินิก (C - Coaching) คือหัวใจของ "นิเทศธำรง" โดยศึกษานิเทศก์จะลงพื้นที่สังเกตการสอนในชั้นเรียนจริง (On-site Coaching) เพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) อย่างสร้างสรรค์ การทำงานในขั้นนี้เน้นการแก้ปัญหาหน้างานร่วมกับครู ช่วยให้ครูสามารถปรับกระบวนการสอนให้เข้ากับธรรมชาติของผู้เรียนรายบุคคลได้
ระยะที่ 5: การสะท้อนผลและขยายความสำเร็จ (O - Outcome) การประเมินผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในมิติของคะแนน O-NET ที่เพิ่มขึ้น และมิติของ "นวัตกรรมครู" ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Show & Share) เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครูที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ อันเป็นการสร้างแรงจูงใจในการรักษาคุณภาพการศึกษาให้ยั่งยืน
3) ความเชื่อมโยงสู่คุณภาพผู้เรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
กรอบแนวคิดนี้สรุปความสัมพันธ์ได้ว่า เมื่อ ศึกษานิเทศก์ ใช้รูปแบบ ACT-CO Model อย่างเป็นระบบ จะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนา สมรรถนะครู ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และเมื่อครูจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะส่งผลสะท้อนไปยัง คุณภาพผู้เรียน ที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์สูงขึ้น ซึ่งจะปรากฏผลชัดเจนผ่าน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (NT) ที่สูงขึ้นตามเป้าหมาย ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ท้ายที่สุด กรอบแนวคิดนี้มุ่งเน้นการสร้าง "ระบบนิเทศที่ยั่งยืน" ที่สามารถปรับตัวและคงอยู่ได้ในสถานศึกษา แม้จะสิ้นสุดระยะเวลาโครงการ อันเป็นที่มาของประเภทผลงาน "นิเทศธำรง" ที่มุ่งหวังให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นเนื้อเดียวกับวิชาชีพของครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2
5. กระบวนการสร้างและพัฒนาวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (ACT-CO Model)
การสร้างและพัฒนารูปแบบการนิเทศ ACT-CO Model ดำเนินการอย่างมีขั้นตอน โดยอาศัยวงจรคุณภาพ PDCA เป็นฐานในการขับเคลื่อน เพื่อให้ได้นวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้อย่างยั่งยืน แบ่งกระบวนการออกเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้:
ระยะที่ 1: การวางแผนและการวิเคราะห์ (P - Planning & Analysis)
ข้าพเจ้าเริ่มต้นจากการวิเคราะห์สภาพปัญหาและบริบทเชิงพื้นที่ (Analysis) โดยนำผล การทดสอบ O-NET มัธยมศึกษาปีที่ 3 มาจัดกระทำข้อมูลด้วยสถิติ 3 ปีย้อนหลัง เพื่อจำแนกสถานศึกษาออกเป็นกลุ่มตามระดับความจำเป็นในการนิเทศ (Targeted Supervision) จากนั้นจึงทำการศึกษาเอกสาร งานวิจัย และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการนิเทศแบบโค้ช (Coaching) เพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิด ACT-CO Model พร้อมทั้งสร้างเครื่องมือนิเทศ เช่น แบบสังเกตการสอน
ระยะที่ 2: การดำเนินการพัฒนาและนิเทศ (D - Doing & Implementation)
ในระยะนี้ ข้าพเจ้าได้นำรูปแบบ ACT-CO Model ลงสู่การปฏิบัติจริงกับกลุ่มเป้าหมาย ในสังกัด สพป.สุพรรณบุรี เขต 2 โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้:
Collaboration: การประชุมสร้างความเข้าใจและสร้างเครือข่าย PLC ระหว่างครูและศึกษานิเทศก์ เพื่อทลายกำแพงความกังวลและสร้างเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนร่วมกัน
Training: จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ให้ครูฝึกออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นสมรรถนะ โดยใช้โจทย์จาก Test Blueprint
Coaching: ศึกษานิเทศก์ลงพื้นที่นิเทศทางคลินิก ณ ห้องเรียนจริง โดยเน้นการสังเกตพฤติกรรมผู้เรียน และให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) แก่ครูผู้สอนในทันที เพื่อปรับปรุงกระบวนการ Active Learning ให้มีความสมบูรณ์
ระยะที่ 3: การตรวจสอบและประเมินผล (C - Checking & Evaluation)
หลังจากเสร็จสิ้นวงจรการนิเทศ ข้าพเจ้าดำเนินการรวบรวมข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนเทียบกับปีก่อนหน้า รวมถึงประเมินสมรรถนะของครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ผ่านการประเมินจากแผนการจัดการเรียนรู้ และการสังเกตหน้างานจริง เพื่อตรวจสอบว่ารูปแบบ ACT-CO Model สามารถตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่
ระยะที่ 4 : การปรับปรุง และการนำวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศไปใช้ (Act & Implementation)
การนำ ACT-CO Model ไปใช้จริงในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดอบรมในห้องประชุม แต่เป็นการแทรกซึมเข้าไปในวิถี การทำงานปกติของสถานศึกษา (Institutionalization) ดังนี้:
1. การประยุกต์ใช้ในระดับเขตพื้นที่การศึกษา: ข้าพเจ้าใช้รูปแบบนี้เป็นโมเดลหลักในการนิเทศติดตามงานนโยบายสำคัญ เช่น โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย และการยกระดับผลสัมฤทธิ์ RT/NT/O-NET โดยมีการจัดทำปฏิทินการนิเทศที่ชัดเจน และสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลเพื่อให้ครูสามารถเข้าถึงทรัพยากรและขอคำปรึกษาจากศึกษานิเทศก์ได้ตลอดเวลา
2. การประยุกต์ใช้ในระดับสถานศึกษา: โรงเรียนในสังกัดได้นำขั้นตอน Collaboration (C) และ Coaching (C) ไปปรับใช้เป็นระบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยให้หัวหน้าสายงานหรือครูแกนนำทำหน้าที่เป็น Internal Coach ช่วยเหลือเพื่อนครูด้วยกันเอง ทำให้เกิดความต่อเนื่องของการพัฒนาสมรรถนะการสอน แม้ในช่วงที่ศึกษานิเทศก์ไม่ได้ลงพื้นที่
3. การสร้างเครือข่ายและการเผยแพร่ผลงาน (Show & Share): มีการนำผล การดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จจากการใช้ ACT-CO Model มาจัดแสดงในรูปแบบนิทรรศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 เพื่อให้เป็นแนวทาง (Guideline) สำหรับโรงเรียนอื่นๆ หรือเขตพื้นที่การศึกษาที่สนใจ นำไปปรับใช้ตามบริบทของตนเอง
6. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
ความสำเร็จในการขับเคลื่อนรูปแบบการนิเทศ ACT-CO Model เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 เกิดจากปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญ ดังนี้
6.1 การสนับสนุนจากภาวะผู้นำ (Leadership Support)
ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษา ให้ความสำคัญ และสนับสนุนนโยบายการนิเทศอย่างจริงจัง โดยมีการจัดสรรทรัพยากร งบประมาณ และเวลาให้แก่ศึกษานิเทศก์และครูผู้สอนอย่างเหมาะสม รวมถึงการสร้างขวัญกำลังใจและยกย่องเชิดชูเกียรติ แก่ผู้มีผลงานดีเด่น ทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ และได้นำทีมศึกษานิเทศก์จัดอบรมนำผลการทดสอบ O-NET ไปใช้ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียน
6.2 การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐาน (Data-Driven Culture)
ความแม่นยำในการแก้ปัญหาเกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการทดสอบ O-NET และข้อมูลบริบทรายโรงเรียนอย่างละเอียดในขั้นตอน Analysis (A) ทำให้ศึกษานิเทศก์สามารถออกแบบการนิเทศได้ตรงตามความต้องการจำเป็น (Needs) ของครูและนักเรียนแต่ละกลุ่ม ส่งผลให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างถูกจุดและคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป
6.3 สัมพันธภาพแบบกัลยาณมิตรและการโค้ช (Collaborative Coaching)
หัวใจสำคัญคือการปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการนิเทศแบบ "จับผิด" เป็นการนิเทศ แบบ "จับมือทำ" ในขั้นตอน Collaboration (C) และ Coaching (C) การสร้างความไว้วางใจระหว่างศึกษานิเทศก์และครูผู้สอน ทำให้ครูเปิดใจรับการชี้แนะและกล้าที่จะทดลองใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ในห้องเรียนโดยไม่กังวลต่อการถูกประเมินในทางลบ
6.4 ความเข้มแข็งของเครือข่าย PLC (Strong PLC Networks)
การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่เกิดขึ้นจริงในระดับกลุ่มโรงเรียน ช่วยให้ ครูไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในการแก้ปัญหา การได้แลกเปลี่ยนเทคนิค แผนการจัดการเรียนรู้ และสื่อการสอนร่วมกัน ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบก้าวกระโดดและเกิดการ "ธำรง" ไว้ซึ่งนวัตกรรม แม้จะสิ้นสุดกระบวนการนิเทศจากเขตพื้นที่ฯ แต่เครือข่ายครูยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อยอดร่วมกันได้
6.5 ความต่อเนื่องและการติดตามผล (Continuity and Follow-up)
การนิเทศตามรูปแบบ ACT-CO Model ไม่ใช่กิจกรรมที่จัดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป (One-time event) แต่เป็นกระบวนการที่เน้นการติดตามผลในระยะยาวและการประเมิน Outcome (O) ที่ชัดเจน การมีวงจรคุณภาพที่หมุนเวียนอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการปรับปรุงพัฒนาระบบนิเทศให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของการศึกษาอยู่เสมอ
ผลที่เกิดจากวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Results of the Best Practice)
1. ผลที่เกิดจากวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้านการนิเทศการศึกษา
1.1 ผลที่เกิดกับผู้เรียน (Student Outcomes)
1) ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดคือการยกระดับคุณภาพผู้เรียน โดยพบว่านักเรียนในสถานศึกษาเป้าหมายมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่ารับชาติ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ คือ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ และมีผลคะแนนเฉลี่ยรวมทุกด้านสูงขึ้น เมื่อเทียบกับปีการศึกษาที่ผ่านมา นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาเชิงสมรรถนะที่สูงขึ้น เนื่องจากได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการเชิงรุก (Active Learning) ที่เน้นการปฏิบัติจริง
2) ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้น มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน และสามารถเชื่อมโยงความรู้สู่การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ตามแนวทาง PISA
1.2 ผลที่เกิดกับครูผู้สอน (Teacher Outcomes)
1) ครูมีความรู้ความเข้าใจและทักษะในการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ที่สอดคล้องกับมาตรฐานและตัวชี้วัดอย่างแม่นยำ
2) เกิดการสร้างสรรค์สื่อการเรียนรู้และเทคนิคการสอนใหม่ ๆ ที่หลากหลาย ซึ่งได้รับการยอมรับเป็น "วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ" ในระดับสถานศึกษาและกลุ่มโรงเรียน
3) ครูเปิดใจรับการนิเทศแบบโค้ช (Coaching) และมีส่วนร่วมในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) อย่างเข้มแข็ง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และช่วยเหลือกันในการแก้ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียนรายบุคคล
1.3 ผลที่เกิดกับสถานศึกษาและระบบการนิเทศ (Institutional & Systemic Outcomes)
1) สถานศึกษามีระบบการนิเทศภายในที่เข้มแข็ง โดยใช้แนวคิดจาก ACT-CO Model ไปปรับใช้ภายในโรงเรียน ทำให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
2) เกิดคลังนวัตกรรมและแหล่งเรียนรู้ต้นแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเป็นแบบอย่างให้กับสถานศึกษาอื่น ๆ
3) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ได้รับการยอมรับ ในฐานะองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่มีระบบการนิเทศทางวิชาชีพที่ทันสมัย และสามารถขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
1.4 ผลที่เกิดกับชุมชนและสังคม (Community Impact)
พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน มีความพึงพอใจและเชื่อมั่นในคุณภาพการจัดการศึกษา ของโรงเรียนในสังกัดมากขึ้น เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวบุตรหลานที่มีทักษะการคิด และการสื่อสารที่พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้เกิดความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและชุมชน ในการสนับสนุนการจัดการเรียนรู้เชิงพื้นที่ (Place-based Learning) ที่สอดคล้องกับบริบท ของจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างเข้มแข็ง
2. การเผยแพร่ผลที่เกิดจากวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้านการนิเทศการศึกษา
เพื่อให้รูปแบบการนิเทศ ACT-CO Model เกิดประโยชน์สูงสุดต่อวงวิชาชีพครูและ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ข้าพเจ้าได้ดำเนินการเผยแพร่และขยายผลการดำเนินงานอย่าง เป็นระบบ ผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้
1) การเผยแพร่ในระดับเขตพื้นที่การศึกษา นำเสนอรูปแบบและผลการดำเนินงาน ACT-CO Model ผ่านเว็บไซต์ทางการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 และกลุ่ม Line นิเทศติดตาม เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสามารถเข้าถึง องค์ความรู้และดาวน์โหลดเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้สะดวก
2) การเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และสิ่งพิมพ์ จัดทำสรุปขั้นตอนการนิเทศแบบ ACT-CO เผยแพร่ทาง Facebook และเพจ ต่างๆ เพื่อให้เป็นสื่อเรียนรู้ ด้วยตนเองสำหรับศึกษานิเทศก์รุ่นใหม่และผู้ที่สนใจทั่วไป
3. การขยายผลและแนวทางการพัฒนาต่อยอด (Scaling Up and Sustainability Plan)
เพื่อให้รูปแบบการนิเทศ ACT-CO Model ทรงประสิทธิภาพและสามารถรักษาคุณภาพการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง ข้าพเจ้าได้วางแนวทางการขยายผลและพัฒนาต่อยอดในระยะต่อไป ดังนี้
1) การยกระดับสู่ระบบนิเทศดิจิทัล (Digital Supervision Transformation)
ข้าพเจ้ามีแผนที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาบูรณาการในขั้นตอน Analysis (A) และ Coaching (C) ให้เข้มข้นขึ้น โดยการพัฒนา "ACT-CO Digital Dashboard" เพื่อรวบรวมข้อมูลผลสัมฤทธิ์ NT แบบ Real-time รายโรงเรียน ซึ่งจะช่วยให้ศึกษานิเทศก์และผู้บริหารสถานศึกษาสามารถติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนได้ทันที รวมถึงการทำ Remote Coaching ผ่านระบบ Video Conference เพื่อให้การนิเทศเข้าถึงครูในพื้นที่ห่างไกลได้บ่อยครั้งขึ้น
2) การสร้าง "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" ในระดับสถานศึกษา (Change Agents)
ในขั้นตอน Collaboration (C) ข้าพเจ้าจะต่อยอดจากการนิเทศครูรายบุคคล สู่การพัฒนา "ครูผู้นำการนิเทศ" (Lead Teachers) ในทุกกลุ่มโรงเรียน เพื่อให้ครูเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น Mentor หรือพี่เลี้ยงในสถานศึกษาของตนเองตามรูปแบบ ACT-CO Model ซึ่งเป็นการสร้างระบบนิเทศภายในที่พึ่งพาตนเองได้ ลดการพึ่งพาศึกษานิเทศก์จากเขตพื้นที่เพียงอย่างเดียว อันเป็นหัวใจสำคัญของ "นิเทศธำรง"
3) การบูรณาการข้ามศาสตร์และระดับชั้น (Cross-Curricular Integration)
แม้ว่าจุดเริ่มต้นของ ACT-CO Model จะเน้นที่การยกระดับ O-NET ในชั้น มัธยมศึกษา ปีที่ 3 แต่ในอนาคตจะขยายผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ไปสู่ระดับชั้นอื่น ๆ โดยเน้นการสร้างสมรรถนะที่เชื่อมโยงกัน (Seamless Alignment) เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของ สพป.สุพรรณบุรี เขต 2 มีความต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นจนจบการศึกษาภาคบังคับ
4) การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง (R&D Approach)
ข้าพเจ้าจะใช้กระบวนการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอน Outcome (O) โดยการสรุปบทเรียน (Lesson Learned) จากการใช้ ACT-CO Model ในแต่ละปีงบประมาณ เพื่อนำมาปรับปรุงขั้นตอนการนิเทศให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป เช่น การปรับแนวทางการนิเทศให้รองรับ การประเมินสมรรถนะตามแนวทาง PISA และการเปลี่ยนแปลงของหลักสูตรแกนกลางฯ ในอนาคต
5) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับจังหวัด (Provincial Collaboration)
ขยายผลโดยการสร้างความร่วมมือกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุพรรณบุรี และ สพป.สุพรรณบุรี เขต 1 และ 3 เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้าง "สุพรรณบุรีโมเดล" ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร่วมกัน ผ่านการจัดเวทีวิชาการระดับจังหวัด เพื่อให้ ACT-CO Model กลายเป็นนวัตกรรมต้นแบบที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง
เอกสารอ้างอิง
ทิศนา แขมมณี. (2560). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
(พิมพ์ครั้งที่ 21). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (อ้างอิงส่วนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและทักษะศตวรรษที่ 21)
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2560). คู่มือการใช้หลักสูตร รายวิชาพื้นฐาน
วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว. (อ้างอิงส่วนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และการคิดวิเคราะห์)
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2561). ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 2580). กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ.
สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. (2560). แนวทางการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. (อ้างอิงส่วนขั้นตอนการสร้างทีม PLC ในสถานศึกษา)
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 2579. กรุงเทพฯ:พริกหวานกราฟฟิค.
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. (อ้างอิงส่วนการกำหนดขอบเขตเนื้อหาในบทเรียน)