บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบนวัตกรรมการบริหารเพื่อการเปลี่ยนแปลงสถานศึกษาโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นฐานเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการบริหารสถานศึกษา (2) พัฒนารูปแบบนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา (3) ทดลองใช้และประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบ (4) ศึกษาผลต่อความรู้ ความเข้าใจ และการปฏิบัติของครูในกระบวนการ PLC (5) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน และ (6) ศึกษาความพึงพอใจและความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบไปใช้ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหาร ครู และผู้เกี่ยวข้อง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบสมมติฐาน รวมถึงการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ
ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนารูปแบบดำเนินการภายใต้ 3 โมเดลเชิงบูรณาการ (Integrated Three-Level Models) ที่มีความสัมพันธ์เชิงระบบและสนับสนุนกันอย่างเป็นพลวัต ได้แก่ (1) โมเดลระดับมหภาค (Macro Level: Sustainability Layer Model) ซึ่งกำหนดกรอบนโยบายและทิศทาง การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา โดยมุ่งสู่ความยั่งยืนเชิงระบบผ่านการจัดแนวนโยบายสู่การปฏิบัติ
(2) โมเดลระดับกลาง (Meso Level: RWRS System Management Model) ซึ่งเป็นกลไกหลัก ในการขับเคลื่อนการบริหารสถานศึกษา ทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในสถานศึกษา ผ่านระบบ PDCA, PLC และการนิเทศเชิงพัฒนา และ (3) โมเดลระดับจุลภาค (Micro Level: Classroom Practice Model) ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่เน้น Active Learning การสะท้อนคิดของผู้เรียน และการพัฒนาทักษะผู้เรียนอย่างรอบด้านในระดับระบบหลัก (Core System) พบว่า RWRS Model เป็นแกนกลางของการพัฒนา โดยประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ Reflective Leadership (R), Working through PLC (W), Reinforcement (R), และ Supervision System (S) ซึ่งดำเนินงานภายใต้กรอบแนวคิด PDCA และ Continuous Improvement Cycle โดยมีการบูรณาการระหว่าง ข้อมูล (Data), การสะท้อนคิด (Reflection), และการนิเทศ (Supervision) เป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาเชิงประจักษ์
นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์เชิงระบบพบว่า Sustainability Layer Model ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างสนับสนุนความยั่งยืนของระบบ โดยเชื่อมโยงการบริหารในลักษณะ Double Loop System ระหว่างระบบหลักและระบบสนับสนุน ขณะที่ Whole-School System Integration Model แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงขององค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ภาวะผู้นำ การพัฒนาครู การจัดการเรียนรู้ ระบบนิเทศ และผลลัพธ์ผู้เรียน ในลักษณะองค์รวมของสถานศึกษา
ผลการวิจัยเชิงประจักษ์พบว่า ครูมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด อีกทั้งรูปแบบมีความเป็นไปได้สูงในการนำไปใช้พัฒนาระบบบริหารสถานศึกษาอย่างยั่งยืน
โดยสรุป การวิจัยนี้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ในลักษณะ 3 ระดับการพัฒนาเชิงระบบแบบบูรณาการ (MacroMesoMicro Integrated System Model) ร่วมกับ RWRS Core System และ Sustainability Layer Model ซึ่งสะท้อนการเชื่อมโยงเชิงระบบจาก นโยบายสู่การปฏิบัติ (Policy → Practice) อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกลไกการบริหารแบบมีส่วนร่วม การนิเทศเชิงพัฒนา และการสะท้อนคิดอย่างต่อเนื่อง อันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน