1. สภาพปัจจุบัน/ ปัญหา
1.1 สภาพปัจจุบัน ปัญหา
วิทยาศาสตร์เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากวิทยาศาสตร์มิได้เป็นเพียงความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ สิ่งมีชีวิต สาร พลังงาน โลกและอวกาศเท่านั้น แต่ยังเป็นกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล การตั้งคำถาม การสืบเสาะหาความรู้ การใช้หลักฐานประกอบการอธิบาย การแก้ปัญหา และการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลอย่างรอบคอบ การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษาจึงควรมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งความรู้ ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะการคิดวิเคราะห์ และเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้
จากประสบการณ์การจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของข้าพเจ้า พบว่า ผู้เรียนส่วนหนึ่งสามารถจดจำเนื้อหาหรือคำสำคัญทางวิทยาศาสตร์ได้ แต่เมื่อเผชิญกับโจทย์ที่เป็นสถานการณ์ โจทย์ที่มีภาพประกอบ ตาราง กราฟ แผนภาพ หรือโจทย์ที่ต้องเชื่อมโยงความรู้หลายเรื่องเข้าด้วยกัน ผู้เรียนยังไม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและเลือกคำตอบได้อย่างมั่นใจ ปัญหาที่พบอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การอ่านโจทย์ไม่ครบถ้วน การจับประเด็นคำถามไม่ได้ การแยกข้อมูลสำคัญออกจากข้อมูลประกอบไม่ได้ การตีความข้อมูลจากตารางและกราฟคลาดเคลื่อน และการไม่สามารถอธิบายเหตุผลประกอบคำตอบทางวิทยาศาสตร์ได้ชัดเจน เมื่อนำผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการทดสอบก่อนเรียน และผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (2567, สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) มาวิเคราะห์ พบว่า ผู้เรียนยังมีผลการเรียนรู้ในบางสาระและบางตัวชี้วัดไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนด โดยเฉพาะตัวชี้วัดที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ การแปลความหมายข้อมูล การเปรียบเทียบ การอธิบายปรากฏการณ์ และการนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ แสดงให้เห็นว่า ปัญหาสำคัญของผู้เรียนไม่ได้อยู่ที่การขาดความรู้เนื้อหา แต่เกี่ยวข้องกับทักษะการคิด การอ่านโจทย์ การเชื่อมโยงความรู้ และการใช้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์
นอกจากนี้ ลักษณะของข้อสอบ O-NET วิชาวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มักเป็นข้อสอบที่วัดความเข้าใจและการประยุกต์ใช้ความรู้มากกว่าการจำคำตอบโดยตรง ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนให้สามารถอ่านสถานการณ์ วิเคราะห์ข้อมูล และพิจารณาคำตอบอย่างมีเหตุผล หากการจัดการเรียนรู้ยังคงเน้นการบรรยาย การท่องจำ หรือการฝึกทำข้อสอบโดยไม่วิเคราะห์ตัวชี้วัดอย่างเป็นระบบ อาจไม่สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนได้อย่างยั่งยืน
1.2 แนวทางการพัฒนา
จากการวิเคราะห์ปัญหาและข้อมูลผู้เรียน ข้าพเจ้าได้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาโดยใช้ SMART Science Model เป็นกระบวนการหลักในการพัฒนา โดยออกแบบให้เป็นรูปแบบการดำเนินงานที่เข้าใจง่าย ปฏิบัติได้จริง และครอบคลุมกระบวนการพัฒนาผู้เรียนตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การวางแผน การจัดกิจกรรม การเสริมทักษะ การประเมินผล และการปรับปรุงต่อเนื่อง ทั้งนี้ SMART Science Model ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ Scan, Map, Active Learning, Reinforce และ Track & Transform ซึ่งแต่ละขั้นตอนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
ขั้นแรก คือ Scan เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลและค้นหาจุดอ่อนของผู้เรียน ข้าพเจ้านำข้อมูลจากผล O-NET ย้อนหลัง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการทดสอบก่อนเรียน ผลการทำแบบฝึก และการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ มาวิเคราะห์เพื่อค้นหาว่าผู้เรียนมีข้อจำกัดในสาระ มาตรฐาน หรือตัวชี้วัดใด และข้อจำกัดนั้นเกิดจากสาเหตุใด เช่น ขาดความรู้พื้นฐาน อ่านโจทย์ไม่เข้าใจ วิเคราะห์ข้อมูลไม่ได้ หรือไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ ขั้นตอนนี้มีความสำคัญมาก เพราะช่วยให้ข้าพเจ้าทราบปัญหาที่แท้จริงของผู้เรียน และสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนพัฒนาได้อย่างตรงจุด
ขั้นที่สอง คือ Map เป็นการเชื่อมโยงตัวชี้วัดที่ต้องพัฒนากับเนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ ชุดฝึกคิดวิเคราะห์ และวิธีวัดผล ข้าพเจ้านำผลจากการวิเคราะห์ในขั้น Scan มาจัดทำแผนเชื่อมโยงว่า ตัวชี้วัดใดควรพัฒนาด้วยกิจกรรมใด ใช้ชุดฝึกหรือสื่อประเภทใด และจะประเมินผลด้วยวิธีใด การดำเนินการในขั้นนี้ช่วยให้กิจกรรมการเรียนรู้มีเป้าหมายชัดเจน ไม่เป็นการสอนเสริมแบบทั่วไป แต่เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบให้สัมพันธ์กับปัญหาและความต้องการจำเป็นของผู้เรียนอย่างแท้จริง
ขั้นที่สาม คือ Active Learning เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ข้าพเจ้าออกแบบกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ลงมือคิด ทดลอง วิเคราะห์ อภิปราย และอธิบายเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้สถานการณ์ใกล้ตัว ภาพ ตาราง กราฟ แผนภาพ และคำถามกระตุ้นการคิดเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ ผู้เรียนจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้จากครู แต่ได้ฝึกกระบวนการคิด ฝึกการใช้เหตุผล และฝึกการเชื่อมโยงความรู้กับสถานการณ์จริง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของการเรียนวิทยาศาสตร์และการทดสอบ O-NET
ขั้นที่สี่ คือ Reinforce เป็นการเสริมทักษะด้วยชุดฝึกคิดวิเคราะห์ตามตัวชี้วัด ข้าพเจ้าใช้ชุดฝึกดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการฝึกผู้เรียนอย่างต่อเนื่องและมีเป้าหมาย โดยชุดฝึกเน้นให้ผู้เรียนอ่านโจทย์ วิเคราะห์ข้อมูลจากสถานการณ์ ภาพ ตาราง กราฟ และแผนภาพ ตลอดจนฝึกตอบคำถามพร้อมอธิบายเหตุผลประกอบคำตอบ การ Reinforce ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกซ้ำในประเด็นที่ตนเองยังไม่มั่นคง เกิดความคุ้นเคยกับลักษณะโจทย์แนว O-NET และสามารถพัฒนาความมั่นใจในการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ได้ดีขึ้น
ขั้นสุดท้าย คือ Track & Transform เป็นการติดตามผล วิเคราะห์พัฒนาการของผู้เรียน แบ่งกลุ่มซ่อมเสริม ปรับปรุงกิจกรรม และพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง หลังจากจัดกิจกรรมและใช้ชุดฝึกแล้ว ข้าพเจ้าประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน นำคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการทำชุดฝึก และพฤติกรรมการเรียนรู้มาวิเคราะห์เป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม เพื่อจำแนกผู้เรียนเป็นกลุ่มเก่ง กลุ่มกลาง และกลุ่มต้องเร่งพัฒนา จากนั้นจึงวางแผนซ่อมเสริมและส่งเสริมให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละกลุ่ม พร้อมทั้งนำผลการประเมินไปปรับปรุงกิจกรรมและชุดฝึกในรอบต่อไป
นอกจากนี้ ข้าพเจ้าได้ออกแบบและพัฒนา ชุดฝึกคิดวิเคราะห์ตามตัวชี้วัด วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนควบคู่กับ SMART Science Model โดยชุดฝึกดังกล่าวจัดทำขึ้นจากการวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระสำคัญของหลักสูตร และแนวทางการวัดผลที่สอดคล้องกับการทดสอบ O-NET วิชาวิทยาศาสตร์ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกคิดอย่างเป็นระบบ เป็นการฝึกอ่านโจทย์ วิเคราะห์สถานการณ์ แปลความหมายข้อมูล และอธิบายเหตุผลประกอบคำตอบ ประกอบด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่ แบบฝึกวิเคราะห์สถานการณ์ทางวิทยาศาสตร์ แบบฝึกอ่านและแปลความหมายข้อมูลจากภาพ ตาราง กราฟ และแผนภาพ แบบฝึกเชื่อมโยงความรู้กับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน แบบฝึกเลือกคำตอบพร้อมให้เหตุผล และแบบทดสอบย่อยตามแนว O-NET ซึ่งแต่ละชุดฝึกออกแบบให้มีระดับความยากง่ายเหมาะสมกับผู้เรียน เริ่มจากการทบทวนความรู้พื้นฐาน ไปสู่การคิดวิเคราะห์ การเปรียบเทียบ การจำแนก การสรุปความ และการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์ใหม่ การใช้ชุดฝึกดังกล่าวดำเนินการอย่างต่อเนื่องหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก โดยให้ผู้เรียนฝึกทำเป็นรายบุคคล รายคู่ หรือรายกลุ่มตามความเหมาะสม จากนั้นร่วมกันตรวจสอบคำตอบ อภิปรายเหตุผล วิเคราะห์ข้อผิดพลาด และสรุปแนวคิดสำคัญร่วมกัน ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง เข้าใจวิธีคิดในการทำโจทย์วิทยาศาสตร์มากขึ้น และสามารถพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ได้อย่างเป็นลำดับขั้น
แนวทางการแก้ปัญหาและพัฒนาด้วย SMART Science Model ร่วมกับชุดฝึกคิดวิเคราะห์ตามตัวชี้วัด ดังกล่าวมีความสอดคล้องกับปัญหาของผู้เรียนและบริบทของสถานศึกษา เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ไม่ซับซ้อน ใช้ข้อมูลจริงของผู้เรียนเป็นฐาน มีขั้นตอนการดำเนินงานชัดเจน ใช้เครื่องมือไม่มากเกินไป แต่สามารถครอบคลุมการวิเคราะห์ การพัฒนา การประเมินผล และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ข้าพเจ้าเห็นว่า จุดเด่นของแนวทางนี้คือ การเปลี่ยนการยกระดับผลสัมฤทธิ์ O-NET จากการสอนเสริมเพื่อทำข้อสอบ ไปสู่การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และความมั่นใจในการเรียนวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมีคุณภาพ
วัตถุประสงค์
1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน O-NET วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ SMART Science Model ร่วมกับชุดฝึกคิดวิเคราะห์ตามตัวชี้วัด
2. เพื่อพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ SMART Science Model ร่วมกับชุดฝึกคิดวิเคราะห์ตามตัวชี้วัด
3. เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ กล้าแสดงความคิดเห็น มีความมั่นใจในการเรียนรู้ และเห็นคุณค่าของวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน
เป้าหมาย
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนวัดเหล่าขวัญ (จ่างอนุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 จำนวน 10 คน
เป้าหมายเชิงปริมาณ
1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดเหล่าขวัญ (จ่างอนุเคราะห์) จำนวน 10 คน ได้รับการพัฒนาด้วย SMART Science Model ร่วมกับชุดฝึกคิดวิเคราะห์ตามตัวชี้วัดครบทุกคน
2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 มีทักษะทางวิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับดีขึ้นไป
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 มีความพึงพอใจต่อการเรียนวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมากขึ้นไป
เป้าหมายเชิงคุณภาพ
1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) วิชาวิทยาศาสตร์เฉลี่ยสูงกว่าระดับประเทศ
2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีทักษะทางวิทยาศาสตร์ดีขึ้น สามารถสังเกต เปรียบเทียบ จำแนก วิเคราะห์ข้อมูลจากภาพ ตาราง กราฟ แผนภาพ และอธิบายคำตอบโดยใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ได้เหมาะสมกับระดับชั้น
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ เห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัว มีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต และสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
3. ผลสำเร็จ และประโยชน์ที่ได้รับ
3.1 ผลสำเร็จ
การดำเนินงานตามผลงาน การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน O-NET วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วย SMART Science Model ร่วมกับชุดฝึกคิดวิเคราะห์ตามตัวชี้วัด ส่งผลให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดังนี้
1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน O-NET วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ SMART Science Model ร่วมกับชุดฝึกคิดวิเคราะห์ตามตัวชี้วัด
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดเหล่าขวัญ (จ่างอนุเคราะห์) จำนวน 10 คน ได้รับการพัฒนาด้วย SMART Science Model ร่วมกับชุดฝึกคิดวิเคราะห์ตามตัวชี้วัดครบทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100 ทำให้มีคะแนนผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) วิชาวิทยาศาสตร์เฉลี่ย 40.50 คะแนน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยวิชาวิทยาศาสตร์ระดับประเทศที่มีคะแนนอยู่ที่ 35.43 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การดำเนินงานตาม SMART Science Model ร่วมกับชุดฝึกคิดวิเคราะห์ตามตัวชี้วัด สามารถช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้ (ภาคผนวกหน้า......)
2. เพื่อพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ SMART Science Model ร่วมกับชุดฝึกคิดวิเคราะห์ตามตัวชี้วัด
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีทักษะทางวิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับดีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 100 แสดงให้เห็นว่า นักเรียนมีความช่างสังเกต สามารถเปรียบเทียบ จำแนก วิเคราะห์ข้อมูลจากภาพ ตาราง กราฟ แผนภาพ และอธิบายคำตอบโดยใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ได้เหมาะสมกับระดับชั้น (ภาคผนวกหน้า......)
3. เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ กล้าแสดงความคิดเห็น มีความมั่นใจในการเรียนรู้ และเห็นคุณค่าของวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน
ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนร้อยละ 100 มีความพึงพอใจต่อการเรียนวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย SMART Science Model ร่วมกับชุดฝึกคิดวิเคราะห์ตามตัวชี้วัด ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ มีความสนใจในการเรียนมากขึ้น และมีความมั่นใจในการฝึกคิด วิเคราะห์ และอธิบายเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ (ภาคผนวกหน้า......)
3.2 ประโยชน์ที่ได้รับ
การดำเนินงานตามผลงาน การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน O-NET วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วย SMART Science Model ร่วมกับชุดฝึกคิดวิเคราะห์ตามตัวชี้วัด ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน ครู สถานศึกษา และผู้เกี่ยวข้อง ดังนี้
3.2.1 ประโยชน์ต่อผู้เรียน
ผู้เรียนได้รับการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ สามารถอ่านโจทย์เชิงสถานการณ์ได้รอบคอบขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลจากภาพ ตาราง กราฟ และแผนภาพได้ดีขึ้น รวมทั้งสามารถอธิบายเหตุผลประกอบคำตอบทางวิทยาศาสตร์ได้ชัดเจนขึ้น ส่งผลให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการทดสอบ O-NET วิชาวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น และผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ มีความมั่นใจ กล้าคิด กล้าตอบ กล้าแสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้มากขึ้น ผู้เรียนได้ฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น การรับฟังความคิดเห็นของเพื่อน และการสรุปองค์ความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญต่อการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น
3.2.2 ประโยชน์ต่อครู
ข้าพเจ้าได้รับแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เป็นระบบมากขึ้น สามารถใช้ข้อมูลผล O-NET ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และผลการประเมินผู้เรียนเป็นฐานในการวางแผนการสอนได้ตรงจุด มีเครื่องมือในการวิเคราะห์จุดอ่อนของผู้เรียน ออกแบบกิจกรรมตามตัวชี้วัด และติดตามผลการพัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคลและรายกลุ่มได้ชัดเจนขึ้น และยังได้พัฒนาทักษะด้านการออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ การสร้างชุดฝึกคิดวิเคราะห์ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง และการนำผลการประเมินมาปรับปรุงการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
3.2.3 ประโยชน์ต่อสถานศึกษา
สถานศึกษาได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีแนวทางการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน O-NET วิชาวิทยาศาสตร์ที่เป็นระบบ ชัดเจน และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ผ่านกระบวนการ SMART Science Model ร่วมกับชุดฝึกคิดวิเคราะห์ตามตัวชี้วัด ซึ่งช่วยให้การพัฒนาผู้เรียนเป็นไปอย่างตรงจุด ตั้งแต่การวิเคราะห์จุดอ่อนรายตัวชี้วัด การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก การติดตามผล และการซ่อมเสริมผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลจากการดำเนินงานส่งผลให้ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET วิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดเหล่าขวัญ (จ่างอนุเคราะห์) มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าระดับประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา และแสดงให้เห็นว่าสถานศึกษามีระบบการพัฒนาผู้เรียนที่สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ