รายงานวิจัยในชั้นเรียน
การส่งเสริมพัฒนาความสามารถด้านการคิดพื้นฐานของนักเรียนระดับปฐมวัย
โดยผ่านการเรียนรู้กระบวนการ เอ๊ะ โอ๊ะ อ๋อ ด้วยการเรียนรู้แบบโครงงาน
ของชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านชุมทอง
ที่มาและความสำคัญของปัญหา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 24 ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการเรียนรู้ โดยถือว่าการพัฒนาความสามารถในการคิดเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการศึกษา เพราะการให้ผู้เรียนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น สร้างองค์ความรู้ได้ จะส่งผลให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องและเต็มศักยภาพ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาประชากร โดยเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย เพราะเด็กวัยนี้พัฒนาการทั้งด้านร่างกาย ด้านสังคม ด้านอารมณ์จิตใจ และด้านสติปัญญาอย่างรวดเร็ว ประสบการณ์ที่เด็กได้รับในช่วงแรกมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการพัฒนาขั้นต่อไป ซึ่งสอดคล้องหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560, หน้า 8)
ประสบการณ์สำคัญ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตนเอง เพื่อพัฒนาเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยเฉพาะในระยะเริ่มแรกและช่วงระยะปฐมวัยมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นรากฐานของพัฒนาการก้าวต่อไปของชีวิตเด็กแต่ละคน ตลอดจนเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถ แรงจูงใจใฝ่เรียนรู้ และความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองของเด็กที่จะส่งผลต่อเนื่องจากช่วงวัยเด็กไปสู่วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ประสบการณ์สำคัญ จะเกี่ยวข้องกับการจัดสภาพแวดล้อมทุกด้าน ที่กระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้และมีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ รอบตัว ในวิถีชีวิตของเด็กและในสังคมภายนอกอันจะสั่งสมเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้และสามารถพัฒนาต่อเนื่องไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ประสบการณ์สำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็กนั้น พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูจำเป็นต้องสนับสนุนให้เด็กได้มีประสบการณ์ตรงด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย การสร้างความรัก ความผูกพันกับคนใกล้ชิด การปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบตัว และการรู้จักใช้ภาษาสื่อความหมาย ดังนั้น การฝึกทักษะต่างๆ ต้องให้เด็กมีประสบการณ์สำคัญผ่านการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และการเล่น ให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากการเลียนแบบ ลองผิดลองถูก สำรวจ ทดลอง และลงมือกระทำจริง การปฏิสัมพันธ์กับวัตถุสิ่งของ บุคคล และธรรมชาติรอบตัวเด็ก ตามบริบทของสภาพแวดล้อม จำเป็นต้องมีการจัดประสบการณ์สำคัญแบบองค์รวมที่ยึดเด็กเป็นสำคัญ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560, หน้า 15)
การจัดกิจกรรมการพัฒนาความสามารถของนักเรียนในด้านการเรียนการสอนกระบวนการคิดหรือ การสอนให้ผู้เรียนคิดเป็น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพในทุกๆด้าน ทั้งทางด้านสติปัญญา คุณธรรมและการเป็นพลเมืองดีอีก ทั้งมีศักยภาพสูงกระบวนการใน การเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาด้านความรู้ควบคู่ไปกับกระบวนการคิด โดยเน้นว่า จะต้องฝึกทักษะกระบวนการคิดการจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกดันและแก้ไขปัญหาตลอดจนจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็นทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่องซึ่งการพัฒนาบุคลากรสาขานี้ต้องระดมสรรพกำลังทุกด้านเพื่อประเทศจะสามารถ ยืนบนขาตนเองด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี โดยที่พึ่งพาต่างประเทศให้น้อยลง แต่ปัญหาที่พบบ่อยในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพไม่ว่าประเทศไทยหรือในประเทศอีกหลายๆ ประเทศ คือ ปัญหาจากพัฒนาเด็กส่วนใหญ่ไม่พัฒนารอบด้าน ในการจัดกิจกรรมการศึกษาของไทยนอกจากจะมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีความสามารถในการคิดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวแล้ว ควรจะส่งเสริมให้มีความสามารถในการคิดคาดการณ์หรือการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะต่างๆ รอบตัวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหรือเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อการคาดการณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อให้ผู้เรียนสามารถก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น (ฐิติมา อินทวงษ์, 2552, หน้า 2)
การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานไม่ใช่รูปแบบการสอนแบบใหม่ในการจัดประสบการณ์เรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัย พบว่า นานาชาติโดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาได้ส่งเสริมให้มีการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แต่อาจมีการเรียกชื่อและการแบ่งขั้นตอนหรือรายละเอียดในกระบวนการดำเนินการที่แตกต่างกันไป เช่น การสอนแบบโครงการ (Project Approach) หรือการทำโครงงาน (Project work) หรือ การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project based Learning (PBL)) สำหรับประเทศไทยได้มีผู้ที่สนใจนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้นี้มาใช้การจัดประสบการณ์เรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัยมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง และเมื่อมีการประกาศพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 จึงได้มีการจัดประสบการณ์เรียนรู้ในรูปแบบนี้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น (บุปผา เรืองรอง, 2556; พัชรี ผลโยธิน, 2559; วรนาท รักสกุลไทย, 2559)
จากข้อมูลข้างต้นทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาและพัฒนาความสามารถในกระบวนการคิดพื้นฐาน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน โดยเน้นการเรียนรู้ด้วยตนเองที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ซึ่งการจัดกระบวนการเรียนรู้ ผู้วิจัยให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากการใช้คำถามที่อยากรู้เป็นฐาน คิดหาวิธีการเรียนรู้เพื่อหาคำตอบ และบันทึกผลอย่างเป็นระบบ ซึ่งนำไปสู่การสรุปผลเพื่อให้ได้คำตอบที่อยากรู้ ซึ่งผลการส่งเสริมพัฒนาทักษะกระบวนการคิดพื้นฐานจะเป็นแนวทางเสริมสร้างศักยภาพของเด็กปฐมวัยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
จุดประสงค์
1. เพื่อส่งเสริมพัฒนาความสามารถด้านการคิดพื้นฐานของนักเรียนระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านชุมทอง โดยผ่านการเรียนรู้กระบวนการ เอ๊ะ โอ๊ะ อ๋อ ด้วยการเรียนรู้แบบโครงงาน
2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการคิดพื้นฐานของนักเรียนระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านชุมทอง ก่อนและหลังผ่านการเรียนรู้กระบวนการ เอ๊ะ โอ๊ะ อ๋อ ด้วยการเรียนรู้แบบโครงงาน
สมมติฐาน
1. นักเรียนระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านชุมทอง มีความสามารถด้านการคิดพื้นฐาน โดยผ่านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กระบวนการ เอ๊ะ โอ๊ะ อ๋อ ด้วยการเรียนรู้แบบโครงงาน มีผลประเมิน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70
2. นักเรียนระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านชุมทอง มีความสามารถด้านการคิดพื้นฐาน มีผลประเมินหลังการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการเรียนรู้โดยผ่านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กระบวนการ เอ๊ะ โอ๊ะ อ๋อ ด้วยการเรียนรู้แบบโครงงาน
ขอบเขตของการวิจัย
1. กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้าน ชุมทอง อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้อง นักเรียน 19 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง
2. ขอบเขตตัวแปร
ตัวแปรต้น กระบวนการเรียนรู้ เอ๊ะ โอ๊ะ อ๋อ ด้วยการเรียนรู้แบบโครงงาน
ตัวแปรตาม ความสามารถด้านการคิดพื้นฐาน
1. การสังเกต
2. การตั้งคำถาม
3. การรวบรวมข้อมูล
4. การสรุปผลการเรียนรู้
3. ขอบเขตเนื้อหา
เนื้อหาที่ใช้ในการส่งเสริมพัฒนาความสามารถด้านการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย โดยการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กระบวนการ เอ๊ะ โอ๊ะ อ๋อ ด้วยการเรียนรู้แบบโครงงาน ผู้วิจัยได้นำมาจากหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 โดยนำมาออกแบบในกิจกรรมเสริมประสบการณ์
4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย
ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย การส่งเสริมพัฒนาความสามารถด้านการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย โดยการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านกระบวนการ เอ๊ะ โอ๊ะ อ๋อ ด้วยการเรียนรู้แบบโครงงาน จำนวน 1 โครงงาน โครรงานละ 1 สัปดาห์ โดยการวิจัยในช่วงเวลาของการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์
5. นิยามศัพท์
5.1 เอ๊ะ หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดความสงสัยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อยากรู้และหาคำตอบข้อสงสัยนั้น
กระบวนการ /เทคนิค /วิธีการ ที่ทำให้เกิด เอ๊ะ คือ การสร้างสถานการณ์ / จำลองเหตุการณ์
หมายเหตุ คุณครูต้องมีทักษะการสังเกต เมื่อมีเด็กคนใคคนหนึ่งเกิดสงสัย คุณครูต้องรีบตอบสนองรับฟังข้อสงสัยของเด็กทันที เพื่อกระตุ้นแรงการสงสัยและชักชวนเด็กๆร่วมกันสนทนาอภิปรายข้อสงสัยนั้น แล้วสังเกตว่าข้อสงสัยเป็นที่สนใจของเด็กมากน้อยแค่ไหน ควรจะนำมาเป็นหัวเรื่องการเรียนรู้โครงงานได้หรือไม่ และในโครงงานควรจะมี 2 คำถามขึ้นไป
5.2 โอ๊ะ หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดความคิด (idea)วิธีการที่จะหาคำตอบจากข้อสงสัยนั้น
กระบวนการ /เทคนิค /วิธีการ ที่ทำให้เกิด โอ๊ะ คือ กิจกรรมการสำรวจในเรื่องที่เกี่ยวกับข้อสงสัย
ของเด็ก เพราะการสำรวจเป็นการศึกษาเก็บข้อมูลเบื้องต้น เพื่อขยายขอบข่ายข้อสงสัย ทำให้มองเห็นแนวทางและเกิดความคิดวิธีการในการหาคำตอบจากข้อสงสัยนั้นได้ แล้วนำไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อหาคำตอบจากข้อสงสัย ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การสำรวจ การทดลอง การสอบถามจากผู้รู้และวิทยากร การศึกษาแหล่งเรียนรู้ การศึกษาผ่านทางอินเตอร์เน็ต เป็นต้น ควรเรียนรู้ผ่านกิจกรรมหรือวิธีการอย่างน้อย 2 กิจกรรมขึ้นไป
หมายเหตุ เมื่อได้หัวเรื่องโครงงานแล้ว คุณครูต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆก่อน
มีการวางแผนการจัดการเรียนรู้ คิดคำถามที่จะใช้เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ เกิดความคิดว่าจะมีวิธีการไรอย่างในการหาคำตอบจากข้อสงสัยนั้นด้วยตัวของเด็กๆ เอง
5.3 อ๋อ หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดความรู้ความเข้าใจ คลายความสงสัยจากข้อสงสัยนั้น
กระบวนการ /เทคนิค /วิธีการ ที่ทำให้เกิด อ๋อ คือ จากการเรียนรู้หาคำตอบจากข้อ
สงสัย ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ในการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้คำตอบ มีความรู้ คลายข้อสงสัยอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ แล้วนำข้อมูลที่ได้จากเรียนรู้มา อภิปรายผล สรุปผลการเรียนรู้ บันทึกผลลงในแบบบันทึกการเรียนรู้ สามารถนำความรู้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และเผยแพร่แนะนำให้กับผู้อื่นได้
หมายเหตุ คุณครูต้องคอยกระตุ้นชี้นำให้เด็กเรียนรู้ผ่านวิธีการที่หลากหลาย บันทึก
สรุปผลอย่างเป็นระบบชัดเจน ร่วมกันแสดงความคิดเห็นอภิปรายผล และนำเสนอผลงานของตนเองได้
5.4 ความสามารถในการคิดพื้นฐาน หมายถึง ทักษะการคิดที่จำเป็นต้องใช้อยู่เสมอในการดำรงชีวิตประจำวันและเป็นพื้นฐานของการคิดขั้นสูงที่มีความสลับซับซ้อน ซึ่งคนเราจำเป็นต้องใช้ในการเรียนรู้เนื้อหาวิชาการต่าง ๆ ตลอดจนใช้ในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ ได้แก่
5.4.1 การสังเกต เป็นการรับรู้และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อให้ได้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ไม่มีการใช้ประสบการณ์และความคิดเห็นของผู้สังเกตในการเสนอข้อมูล ข้อมูลจากการสังเกตมีทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง
5.4.2 การตั้งคำถาม เป็นการพูดหรือการเขียนสิ่งที่สงสัย หรือสิ่งที่ต้องการรู้ นักเรียนสามารถตั้ง
คำถามได้ ครูต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนผลัดกันถามและ ผลัดกันตอบ คำถามนั้นอาจมาสิ่งที่นักเรียนสงสัยใคร่รู้ จึงเป็นบทบาทหน้าที่ของครูในการกระตุ้น เร้าความสนใจของผู้เรียนด้วยกิจกรรมแปลกใหม่ ท้าทายความสามารถ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระดับความรู้ วัย และเนื้อหาในบทเรียน ในช่วงแรกครูควรถามนำนักเรียนก่อนโดยการเปิดประเด็นเกี่ยวกับสิ่งที่นักเรียนเคยมีประสบการณ์ หรือเป็นสิ่งที่สังคมกำลังให้ความสนใจ ทุกครั้งที่นักเรียนตั้งคำถามถามครู ครูควรใช้ประโยคเริ่มการสนทนาว่า "นั่นเป็นคำถามที่ดี" จะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนคนอื่นๆ ในชั้นเรียนอยากตั้งคำถามถามครูบ้าง และครูหลายท่านอาจเคยประสบปัญหาที่ว่า "นักเรียนไม่ตอบคำถาม" นั่นมาจากหลายสาเหตุ ส่วนหนึ่งมาจากการถามคำถามของครูไม่ชัดเจน กว้างเกินไป นักเรียนกลัวตอบผิด ครูต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ในการตั้งคำถาม เช่น การปรับคำถามให้ง่ายขึ้น แคบลง ยกตัวอย่างเพิ่มเติม และปรับกิจกรรมให้ท้าทาย น่าสนุก เช่น การแข่งกันตอบคำถาม
5.4.3 การรวบรวมข้อมูล เป็นการใช้วิธีการต่างๆ เก็บข้อมูลที่ต้องการรู้ ข้อมูลที่ได้ควรมีความ
ถูกต้อง เชื่อถือได้และตรงประเด็น โดยการกำหนดจุดประสงค์ของการเก็บข้อมูลว่าจะต้องการข้อมูลอะไร และเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในเรื่องใด จากนั้นจึงออกแบบวิธีการในการเก็บข้อมูลที่เหมาะสมโดยการกำหนดข้อมูล แหล่งข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง ระยะเวลา และเลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เหมาะสม แล้วนำเสนอข้อมูลที่รวบรวมได้
5.4.4 การสรุปผลการเรียนรู้ เป็นคำตอบของปัญหา คำอธิบาย หรือความรู้ใหม่ ซึ่งสามารถ
นำเสนอแก่สาธารณะ โดยต้องจัดทำข้อมูล และรูปแบบนำเสนอ เพื่ออธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจในแนวคิด กระบวนการและผลของงานนั้น
5.5 โครงงาน วิธีการเรียนรู้ที่เกิดจากความสนใจของผู้เรียน ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าในสิ่งที่พวกเขาสงสัยหรือต้องการหาคำตอบให้ลึกซึ้งชัดเจน โดยใช้ทักษะกระบวนการและทักษะทางปัญญาหลายๆด้าน มีวิธีการศึกษาอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนและลงมือปฏิบัติตามแผนการศึกษาจนได้ข้อสรุปหรือผลการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ (ลัดดา ภู่เกียรติ, 2542) สำหรับโครงงานทางวิทยาศาสตร์นั้น สิ่งที่ผู้เรียนสงสัยหรือสนใจก็จะเกี่ยวข้องกับแนวคิดหรือทักษะทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และคำตอบโดยใช้วิธีการและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (วิมลศรี สุวรรณรัตน์ และมาฆะ ทิพย์คีรี, 2547)
6. วิธีการดำเนินการวิจัย
กำหนดหลักการของรูปแบบกระบวนการเรียนรู้
ตารางภาพที่ 1
คำอธิบายกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละขั้นตอนของรูปแบบกระบวนการเรียนรู้
กระบวนการ เอ๊ะ....โอ๊ะ....อ๋อ คือ กระบวนการ ที่ส่งเสริมพัฒนาทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย โดยผ่านกระบวนการ เอ๊ะ โอ๊ะ อ๋อ ด้วยการเรียนรู้แบบโครงงาน ได้อย่างเหมาะสมกับวัย
ขั้นตอนที่ 1 เอ๊ะ หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดความสงสัยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อยากรู้และหาคำตอบข้อสงสัยนั้น
กระบวนการ ที่ทำให้เกิด เอ๊ะ คือ การสร้างสถานการณ์ / จำลองเหตุการณ์
หมายเหตุ คุณครูต้องมีทักษะการสังเกต เมื่อมีเด็กคนใคคนหนึ่งเกิดสงสัย คุณครูต้องรีบตอบสนองรับฟังข้อสงสัยของเด็กทันที เพื่อกระตุ้นแรงการสงสัยและชักชวนเด็กๆร่วมกันสนทนาอภิปรายข้อสงสัยนั้น แล้วสังเกตว่าข้อสงสัยเป็นที่สนใจของเด็กมากน้อยแค่ไหน ควรจะนำมาเป็นหัวเรื่องการเรียนรู้โครงงานได้หรือไม่ และในโครงงานควรจะมี 2 คำถามขึ้นไป
ขั้นตอนที่ 2 โอ๊ะ หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดความคิด(idea)วิธีการที่จะหาคำตอบจากข้อสงสัยนั้น
กระบวนการ ทำให้เกิด โอ๊ะ คือ กิจกรรมการสำรวจในเรื่องที่เกี่ยวกับข้อสงสัยของเด็ก เพราะ
การสำรวจเป็นการศึกษาเก็บข้อมูลเบื้องต้น เพื่อขยายขอบข่ายข้อสงสัย ทำให้มองเห็นแนวทางและเกิดความคิดวิธีการในการหาคำตอบจากข้อสงสัยนั้นได้ แล้วนำไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อหาคำตอบจากข้อสงสัย ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การสำรวจ การทดลอง การสอบถามจากผู้รู้และวิทยากร การศึกษาแหล่งเรียนรู้ การศึกษาผ่านทางอินเตอร์เน็ต เป็นต้น ควรเรียนรู้ผ่านกิจกรรมหรือวิธีการอย่างน้อย 2 กิจกรรมขึ้นไป
หมายเหตุ เมื่อได้หัวเรื่องโครงงานแล้ว คุณครูต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆก่อน มีการวางแผนการจัดการเรียนรู้ คิดคำถามที่จะใช้เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆเกิดความคิดว่าจะมีวิธีการใดในการหาคำตอบจากข้อสงสัยนั้นด้วยตัวของเด็กๆเอง
ขั้นตอนที่ 3 อ๋อ หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดความรู้ความเข้าใจ คลายความสงสัยจากข้อสงสัยนั้น
กระบวนการ ที่ทำให้เกิด อ๋อ คือ จากการเรียนรู้หาคำตอบจากข้อสงสัย ด้วยวิธีการที่หลากหลาย
ในการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้คำตอบ มีความรู้ คลายข้อสงสัยอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ แล้วนำข้อมูลที่ได้จากเรียนรู้มา อภิปรายผล สรุปผลการเรียนรู้ บันทึกผลลงในแบบบันทึกการเรียนรู้ สามารถนำความรู้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และเผยแพร่แนะนำให้กับผู้อื่นได้
หมายเหตุ คุณครูต้องคอยกระตุ้นชี้นำให้เด็กเรียนรู้ผ่านวิธีการที่หลากหลาย บันทึกสรุปผลอย่างเป็นระบบชัดเจน ร่วมกันแสดงความคิดเห็นอภิปรายผล และนำเสนอผลงานของตนเองได้
ชื่อโครงงาน ต้องแยก(ประเภท)แยะ
ผู้จัดทำโครงงาน นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านชุมทอง
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1
ครูที่ปรึกษา นางพจรินทร์ สนแก้ว
ระยะเวลาในการจัดทำ 1 สัปดาห์
ที่มาของโครงงาน
คุณครูได้สร้างสถานการณ์โดยการนำของเล่นมาเทกองรวมกันไว้ที่กลางห้องเรียนตั้งตอนเย็นหลังเลิกเรียน เมื่อตอนเช้าเด็กๆมาถึงห้องเรียนก็ต่างตกใจและเรียนเพื่อนๆมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมของเล่นจึงมากองรวมกันแบบนี้ ใครมาเล่นแล้วไม่เก็บแล้วรีบไปบอกคุณครูให้มาดู คุณครูแสร้งตกใจตามคำบอกเล่าของเด็กๆ และแล้วตามมาดูที่ห้องเรียน คุณครูเห็นเด็กๆสนใจและสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น เด็กๆต่างคิดว่าต้องมีใครอแบเข้ามาเล่นแล้วไม่เก็บเข้าที่ให้เรียนร้อย คุณครูเห็นดังนั้นจึงถามเด็กๆว่า แล้วเราควรทำอย่างไรกับกองของเล่นนี้ เด็กๆต่างมีความสนใจและแสดงความคิดเห็นในการเก็บของเล่น แต่ข้อสงสัยคือเราต้องเก็บอย่างไร เราจึงได้หัวข้อโครงงาน เรื่อง ต้องแยก(ประเภท)แยะ
จากความสนใจอยากเรียนรู้เกี่ยวกับการเก็บของเล่นที่กองปะปนกันอยู่ จะมีวิธีการเก็บอย่างไร เด็กๆและคุณครูร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับวิธีการเก็บของเล่นให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เด็กๆร่วมกันคิดวิธีการเรียนรู้และการหาคำตอบ สรุปได้คำถามที่เด็กๆสงสัยอยากเรียนรู้ คือ
คำถามที่ 1 จะทำอย่างไรกับกองของเล่นนี้
คำถามที่ 2 สามารถแยกประเภทอะไรได้อีกบ้าง
คำถามที่ 1 จะทำอย่างไรกับกองของเล่นนี้
ขั้นที่ 1 คำถาม จะทำอย่างไรกับกองของเล่นนี้
จากการสนทนาเกี่ยวกับการเก็บของเล่นที่กองปะปนกันอยู่ ว่าจะมีวิธีการเก็บอย่างไร เด็กๆและคุณครูร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับวิธีการเก็บของเล่นให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เด็กๆต่างก็แสดงความคิดเห็นกันอย่างหลายหลาย จึงสรุปได้ข้อสงสัยคำถามที่อยากรู้ คือ จะทำอย่างไรกับกองของเล่นนี้
จุดประสงค์
เพื่อให้เด็กๆได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการแยกประเภทสิ่งของต่างๆและวิธีการเก็บของเล่นให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
ขั้นที่ 2 รวบรวมความคิดและตั้งสมมติฐาน
รวบรวมความคิด
เด็กๆสนทนาร่วมกันและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแยกประเภทสิ่งของต่างๆและวิธีการเก็บของเล่นให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
น้องไอริน : ต้องเก็บให้เรียบร้อยค่ะ
น้องพีท : ต้องแยกของเล่นด้วยนะครับ
น้องมุก : แยกใส่ตะกร้า
คุณครู : แล้วเราจะแยกของเล่นได้อย่างไร
น้องเบล : ก็เอาของเล่นที่เหมือนกันใส่ตะกร้าเดียวกัน
น้องวิน : แต่มันมีหลายสีนะครับ
น้องแบงค์ : มีไดโนเสาร์ด้วยครับ
น้องเกล : มีช้างด้วยค่ะ
ตั้งสมมติฐาน แยกของเล่นที่เหมือนกันใส่ตะกร้าเดียวกัน
ขั้นที่ 3 ทดสอบและปฏิบัติการสืบเสาะ
ออกแบบการเรียนรู้
เด็กๆสนทนาร่วมกันว่า เราจะมีวิธีการหาคำตอบอย่างไรว่า จะทำอย่างไรกับกองของเล่นนี้
และบันทึกข้อมูลจากการเรียนรู้อย่างไร เด็กๆร่วมกันแสดงความคิดเห็น สรุปได้ว่า
วิธีการ แยกของเล่นประเภทเดียวกันใส่ตะกร้าเดียวกัน
การบันทึกข้อมูล ทำแบบบันทึกการเรียนรู้
อุปกรณ์ กระดาษ ดินสอ สี แผ่นชาร์ด ปากกาเคมี
ดำเนินการศึกษาเรียนรู้
เด็กๆร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับการแยกของเล่นที่มีความเหมือนกันใส่ตะกร้าเดียวกัน แล้วช่วยกันแยกของเล่นที่ปะปนร่วมกันอยู่ออกที่ละอย่าง แยกที่มีรูปร่าง ลักษณะ หรือคุณสมบัติ การนำมาเล่นที่เหมือนกัน จัดเป็นประเภทเดียวกันใส่ในตะกร้าเดียวกัน แล้วจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
gfgf
ขั้นที่ 4 สังเกตและบรรยาย
จากการศึกษาเรียนรู้ว่า จะทำอย่างไรกับกองของเล่นนี้ เมื่อแยกของเล่นที่มีความเหมือนกันใส่ตะกร้าเดียวกัน พบว่า ของเล่นมีความแตกต่างกัน และมีหลากหลายรูปแบบ จึงต้องแยกออกเป็นประเภท ที่มีรูปร่าง ลักษณะ สี คุณสมบัติ การนำมาเล่นหรือการใช้งานที่เหมือนกัน คือ
- สัตว์บก
- สัตว์น้ำ
- ตัวต่อพลาสติก
- บล็อกไม้
- เลโก้ตัวสัตว์
- ดินสอ
ขั้นที่ 5 บันทึกข้อมูล
เด็กๆบันทึกผลการสำรวจของตนเอง และร่วมกันสรุปแล้วบันทึกข้อมูลในแบบบันทึก วาดรูปภาพที่เด็กๆได้จากเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรกับกองของเล่นนี้ จากการศึกษาเรียนรู้จะต้องแยกประเภทของเล่น จึงจะจัดเก็บได้ง่าย เป็นระเบียบเรียบร้อย
ขั้นที่ 6 สรุปและอภิปรายผล
สรุป จากคำถาม จะทำอย่างไรกับกองของเล่นนี้ คือ ต้องแยกของเล่นออกเป็นประเภท แยกที่มีรูปร่าง ลักษณะ สี คุณสมบัติ การนำมาเล่นที่เหมือนกัน จัดเป็นประเภทเดียวกันใส่ในตะกร้าเดียวกัน แล้วจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
อภิปรายผล เด็กๆสนทนาอภิปรายร่วมกัน จากการศึกษาเรียนรู้ พบว่า เมื่อแยกของเล่นที่มีความเหมือนกันใส่ตะกร้าเดียวกัน พบว่า ของเล่นมีความแตกต่างกัน และมีหลากหลายรูปแบบ จึงต้องแยกออกเป็นประเภท ที่มีรูปร่าง ลักษณะ สี คุณสมบัติ การนำมาเล่นหรือการใช้งานที่เหมือนกัน คือ
- สัตว์บก
- สัตว์น้ำ
- ตัวต่อพลาสติก
- บล็อกไม้
- เลโก้ตัวสัตว์
- ดินสอ
คำถามที่ 2 สามารถแยกประเภทอะไรได้อีกบ้าง
ขั้นที่ 1 คำถาม สามารถแยกประเภทอะไรได้อีกบ้าง
จากการศึกษาเรียนรู้ จะทำอย่างไรกับกองของเล่นนี้ ซึ่งเป็นของที่มีอยู่ในห้องเรียน เด็กๆได้เรียนรู้วิธีการแยกออกเป็นประเภทต่างๆ แต่ยังมีสิ่งต่างๆอีกมากมายที่ เด็กๆเคยเห็นจากประสบการณ์เดิม ทั้งที่มีในบริเวณโรงเรียน ที่บ้านของเด็กๆเอง และที่อื่นๆ จึงมีข้อสงสัยอยากรู้ว่า สิ่งต่างๆเหล่านั้นสามารถแยกประเภทอะไรได้อีกบ้าง
จุดประสงค์ เพื่อให้เด็กๆได้ศึกษาเรียนรู้การแยกแยะสิ่งต่างๆออกเป็นแต่ละประเภท เพื่อสะดวกในการเรียนรู้ การเล่นหรือการใช้งาน และการจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
ขั้นที่ 2 รวบรวมความคิดและตั้งสมมติฐาน
รวบรวมความคิด เด็กๆร่วมกันแสดงความคิดเห็นจากประสบการณ์เดิมเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ทั้งที่มีในบริเวณโรงเรียน ที่บ้านของเด็กๆเอง และที่อื่นๆที่เคยพบเห็น จึงมีข้อสงสัยอยากรู้ว่า สิ่งต่างๆเหล่านั้นสามารถแยกประเภทอะไรได้อีกบ้าง
น้องวิน : ที่บ้านหนูมีหม้อ
น้องมีตังค์ : บ้านเรามีมีดไว้ทำกับข้าว
น้องต่าย : มีพัดลมด้วย
น้องซี : พ่อหนูมีรถเก๋งด้วยค่ะ
น้องเบล : พี่หนูมีรถไฟฟ้านะ
น้องซี : รถของครูตุ๊กเรียกว่ารถอะไรค่ะ
คุณครู : คุณครูก็ไม่แน่ใจว่าเรียกว่ารถอะไร เราจะไปถามใครดีค่ะ
น้องพีท : ไปถามครูโอ๊ะซิครับ แล้วในโรงเรียนก็มีรถเยอะแยะเลยครับ
ตั้งสมมติฐาน ในบริเวณโรงเรียนมีรถหลายประเภท คือ รถเก๋ง รถไฟฟ้า
ขั้นที่ 3 ทดสอบและปฏิบัติการสืบเสาะ
ออกแบบการสำรวจ
เด็กๆสนทนาร่วมกันว่า เราจะมีวิธีการหาคำตอบอย่างไรว่า สามารถแยกประเภทอะไรได้อีกบ้าง และจะบันทึกข้อมูลอย่างไร เด็กๆร่วมกันแสดงความคิดเห็น สรุปได้ว่า
วิธีการสำรวจ สำรวจสิ่งต่างๆในบริเวณโรงเรียน แล้วแยกเป็นประเภท
การบันทึกข้อมูล ทำแบบบันทึกการทดลอง
อุปกรณ์ แผ่นชาร์ด ปากกาเคมี สีเทียน กระดาษ ดินสอ
ดำเนินการสำรวจในบริเวณโรงเรียน
เด็กๆออกสำรวจในบริเวณโรงเรียนและร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่พบเห็นว่ามีรูปร่าง ลักษณะ หรือคุณสมบัติ การนำมาเล่นหรือการใช้งานที่เหมือนกันอย่างไรบ้าง เพื่อนำมาแยกเป็นประเภทต่างๆ
ขั้นที่ 4 สังเกตและบรรยาย
จากการออกสำรวจสิ่งต่างๆในบริเวณโรงเรียน และร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เด็กๆสังเกต พบเห็นว่าสิ่งของต่างๆมีความหลากหลายทั้งทีมีรูปร่าง ลักษณะ สี คุณสมบัติ การนำมาเล่นหรือการใช้งานที่เหมือนกัน แต่เรามีความจำเป็นที่แยกประเภทสิ่งของต่างๆออกจากกัน เพื่อสะดวกในการใช้งานและการจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เช่น มีด หม้อ กระทะ ครก เขียง จาน ชาม ช้อน เป็นประเภทอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัว ก็ต้องจัดเก็บไว้ในครัว ถ้าไม่มีการแยกประเภทสิ่งของต่างๆ ก็อาจจะหายของไม่เจอ ไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ขั้นที่ 5 บันทึกข้อมูล
เด็กๆบันทึกผลการสำรวจของตนเอง และร่วมสรุปบันทึกลงในแบบบันทึกและวาดภาพสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากการสำรวจสิ่งต่างๆในบริเวณโรงเรียน เด็กๆแสดงความคิดเห็นสรุปผลการแยกประเภทสิ่งต่างๆที่พบเห็นร่วมกัน และนำเสนอผลงาน
ขั้นที่ 6 สรุปและอภิปรายผล
สรุปผลการสำรวจ ในบริเวณโรงเรียนและจากอื่นๆที่เด็กเคยพบเห็น พบว่ามีสิ่งของต่างๆ มากมายและหลากหลาย นำมาจัดประเภทได้ ดังนี้
o อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัว
o รถยนต์
o รถมอเตอร์ไซด์
o รถไฟฟ้า
o บ้านที่สร้างจากปูน
o บ้านที่สร้างจากไม้
o เครื่องใช้ไฟฟ้า
อภิปรายผล
เด็กๆร่วมกันสนทนาอภิปรายผลได้ว่าสิ่งของต่างๆมีความหลากหลายทั้งทีมีรูปร่าง ลักษณะ สี คุณสมบัติ การนำมาเล่นหรือการใช้งานที่เหมือนกัน แต่เรามีความจำเป็นที่แยกประเภทสิ่งของต่างๆออกจากกัน เพื่อสะดวกในการใช้งานและการจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เช่น มีด หม้อ กระทะ ครก เขียง จาน ชาม ช้อน เป็นประเภทอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัว ก็ต้องจัดเก็บไว้ในครัว ถ้าไม่มีการแยกประเภทสิ่งของต่างๆ ก็อาจจะหายของไม่เจอ ไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย
การจัดนิทรรศการสรุปโครงงาน เรื่อง ต้องแยก(ประเภท)แยะ
หลังจากเด็กๆที่ได้ศึกษาเรียนรู้โครงงาน เรื่อง ต้องแยก(ประเภท)แยะ แล้วทำให้เด็กๆมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแยกประเภทสิ่งต่างๆ และสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ที่มีความสนใจได้ จึงจัดนิทรรศการตามโครงงานเรื่อง ต้องแยก(ประเภท)แยะได้เรียนเชิญ คณะครู นักเรียน ผู้ปกครองและผู้ที่มีความสนใจร่วมชมนิทรรศการ เด็กๆได้ให้ความรู้ ตอบข้อซักถามเกี่ยวกับโครงงานได้เป็นอย่างดี และได้รับความชื่นชมจากผู้เข้าร่วมชมนิทรรศการ
7. ผลการวิจัยการพัฒนาความสามรถของเด็กปฐมวัย
- นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านชุมทอง ได้รับส่งเสริมพัฒนาความสามารถด้านการคิดพื้นฐาน โดยผ่านการเรียนรู้กระบวนการ เอ๊ะ โอ๊ะ อ๋อ ด้วยการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง ต้องแยก(ประเภท)แยะ
- นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านชุมทอง มีการพัฒนาความสามารถด้านการคิดพื้นฐาน หลัง
ผ่านการเรียนรู้กระบวนการ เอ๊ะ โอ๊ะ อ๋อ ด้วยการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง ต้องแยก(ประเภท)แยะ ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน เด็กเรียนรู้ด้วยความสนใจ และร่วมกิจกรรมอย่างสนุกสนาน
1. การส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1.1 ทักษะการสังเกต
เด็กๆได้เรียนรู้ สังเกต จากการดู การฟัง ดมกลิ่นและสัมผัส ลักษณะของสิ่งของต่างๆ
จากการร่วมกิจกรรมตามโครงงาน เรื่อง ต้องแยก(ประเภท)แยะ
1.2 ทักษะการวัด
เด็กๆได้เรียนรู้ การวัด จากการปริมาณมาก น้อย ความสั้น ยาว น้ำหนัก ขนาด ของ
สิ่งของต่างๆ จากการร่วมกิจกรรมตามโครงงาน เรื่อง ต้องแยก(ประเภท)แยะ
1.3 ทักษะการจำแนกประเภท
เด็กๆได้เรียนรู้ การจำแนก แยกประเภทเปรียบเทียบสิ่งของต่างๆ จากการร่วมกิจกรรมตาม
โครงงาน เรื่อง ต้องแยก(ประเภท)แยะ
1.4 ทักษะการคำนวณ
เด็กๆได้เรียนรู้ คำนวณน้ำหนัก และจำนวนสิ่งของต่างๆ จากการร่วมกิจกรรมตาม
โครงงาน เรื่อง ต้องแยก(ประเภท)แยะ
1.5 ทักษะการพยากรณ์หรือการคาดคะเนคำตอบ
เด็กๆมีการคาดคะเนคำตอบ จากการร่วมกิจกรรมต่างๆตามโครงงาน เรื่อง
ต้องแยก(ประเภท)แยะ
1.6 ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล
เด็กๆได้เรียนรู้การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล โดยการทำแบบบันทึกการศึกษาเรียนรู้
1.7 ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล
จากข้อสังเกต เด็กๆอยากรู้เกี่ยวกับการแยกประเภทสิ่งต่างๆ เด็กๆได้แสดงความคิดเห็นของ
ตนเอง ตั้งข้อสันนิษฐาน ลงมือสืบค้นหาคำตอบและสรุปข้อมูลจากศึกษาเรียนรู้
2. ผลการพัฒนาความสามารถพื้นฐาน ตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย
2.1 ด้านการเรียนรู้
เด็กๆได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการแยกประเภทของสิ่งต่างๆ และประโยชน์ของการแยกประเภท
สิ่งต่างๆ
2.2 ด้านภาษา
เด็กๆได้เรียนรู้และใช้ภาษาในการสื่อสารถ่ายทอดประสบการณ์ แสดงความคิดเห็น
เรียนรู้ภาษาและคำศัพท์ใหม่ๆที่เกี่ยวกับวิธีการแยกประเภทของสิ่งต่างๆ และประโยชน์
ของการแยกประเภทสิ่งต่างๆ
2.3 ด้านสังคม
ในการร่วมกิจกรรมศึกษาเรียนรู้ เกี่ยวกับวิธีการแยกประเภทของสิ่งต่างๆ และประโยชน์ของการแยกประเภทสิ่งต่างๆ และกิจกรรมต่างๆเด็กๆได้เรียนรู้การทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น การสร้างและการปฏิบัติตนตามข้อตกลงร่วมกัน ฝึกการมีระเบียบวินัย อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
2.4 ด้านการเคลื่อนไหว
ในการร่วมกิจกรรมศึกษาแหล่งเรียนรู้ วิธีการแยกประเภทของสิ่งต่างๆ และประโยชน์ของการแยกประเภทสิ่งต่างๆและกิจกรรมต่างๆเด็กๆได้เคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ผ่านกิจกรรมด้วยความสนใจและสนุกสนาน
2.5 ด้านอารมณ์และจิตใจ
ในการร่วมกิจกรรม เด็กๆมีส่วนร่วมในทุกๆขั้นตอน ตั้งคำถามที่สงสัยอยากรู้ รวบรวม
ความคิดตั้งข้อสันนิษฐาน สืบเสาะหาคำตอบ บันทึกผล สรุปและอภิปรายผล เด็กๆร่วมกิจกรรม
ด้วยความตั้งใจและสนุกสนานตื่นเต้น มีความสุขในการเรียนรู้
8. ข้อเสนอแนะงานวิจัย
ควรมีการส่งเสริมพัฒนาความสามารถด้านการคิดพื้นฐาน โดยผ่านการเรียนรู้กระบวนการ เอ๊ะ โอ๊ะ อ๋อ ด้วยการเรียนรู้แบบโครงงาน อย่างต่อเนื่อง เพื่อการพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัย