การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Educational Test :O-NET) เป็นเครื่องมือสําคัญในการวัดและประเมินคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนมาตรฐานการเรียนรู้ของผู้เรียนในระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นรากฐานสําคัญในการพัฒนาทักษะกระบวนการคิด วิเคราะห์การแก้ปัญหา และการนําองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวัน ทั้งยังเป็นตัวชี้วัดสะท้อนคุณภาพผู้เรียนและประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา (พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพรทิพย์ แข็งขัน, ๒๕๖๑) ยิ่งไปกว่านั้น การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ถือเป็นนโยบายและจุดเน้นสําคัญของโรงเรียน ที่มุ่งเน้นให้สถานศึกษาสร้างความเท่าเทียมและพัฒนาศักยภาพผู้เรียนอย่างเต็มกําลังอย่างไรก็ตาม จากผลการทดสอบ O-NET ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ภาพรวมระดับประเทศพบว่า คะแนนเฉลี่ยในวิชาคณิตศาสตร์ยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของทิศนา แขมมณี (๒๕๖๐) ที่ระบุว่า ทักษะกระบวนการคิดคํานวณและทักษะการแก้โจทย์ปัญหาซับซ้อนของผู้เรียนในระดับประถมศึกษายังต้องการการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้จากเดิม สูงการกระตุ่นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ
จากการที่ผู้รายงานได้จัดกลุ่มข้อมูลและวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนหนองพอกวิทยายน ย้อนหลังร่วมกับคณะครูผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) พบว่า ปัญหาสําคัญที่ทําให้ผู้เรียนขาดทักษะขั้นสูงในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เกิดจากปัจจัยหลัก ๓ ประการ คือ
๑. ปัจจัยด้านความวิตกกังวลต่อตัววิชา (Math Anxiety) ผู้เรียนส่วนใหญ่มีเจตคติเชิงลบต่อการเรียนคณิตศาสตร์ โดยมองว่าเป็นวิชาที่เข้าใจยาก ซับซ้อน และเน้นการท่องจําสูตรส่งผลให้ขาดแรงจูงใจและสมาธิในการเรียนรู้ระยะยาว
๒. ปัจจัยด้านทักษะกระบวนการคิดขั้นสูง ผู้เรียนสามารถคํานวณตัวเลขพื้นฐานได้แต่เมื่อต้องเผชิญกับโจทย์ปัญหาที่มีสถานการณ์จําลองหรือโจทย์ข้อสอบ O-NET ที่มีความซับซ้อนและต้องใช้การคิดวิเคราะห์หลายขั้นตอน (Multi-step Problem Solving) ผู้เรียนมักจะไม่สามารถถอดรหัสข้อความแปรเปลี่ยนมาเป็นประโยคสัญลักษณ์ได้
๓. ปัจจัยด้านเครื่องมือและนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบเดิมอาจยังไม่ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้รายงานจําเป็นต้องออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)ร่วมกับเทคโนโลยีและสื่อการสอนที่เป็นรูปธรรม เพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทของผู้เรียนจากผู้รับความรู้(Passive Receiver) สู่การเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง (Active Constructor) อันจะนําไปสู่การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานอย่างยั่งยืน
โรงเรียนหนองพอกวิทยายนเป็นสถานศึกษาขนาดกลาง มีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๖๘ ที่เข้ารับการทดสอบ O-NET วิชาคณิตศาสตร์ จํานวน 16 คน ครูผู้สอนสามารถดูแลและใช้นวัตกรรม BBL ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individualized Learning) ได้อย่างทั่วถึง
จากการวิเคราะห์ผลการทดสอบย้อนหลัง ๓ ปี พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีตามมาตรฐานต่างๆมีแนวโน้มพัฒนาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามลําดับซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่ดีขึ้นเป็น ลําดับอย่างไรก็ดี แม้คะแนนเฉลี่ยของแต่ละมาตราฐานในปีการศึกษา ๒๕๖๘ จะเพิ่มสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา แต่จากการวิเคราะห์เชิงลึก (Item Analysis) ยังพบว่า ผู้เรียนบางส่วนยังคงประสบ ปัญหาด้านทักษะการคิด วิเคราะห์ การตีความโจทย์ปัญหา การเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางคณิตศาสตร์กับสถานการณ์จริง ตลอดจนขาดความคุ้นเคยกับรูปแบบและลักษณะของข้อสอบO-NET ประกอบกับพื้นฐานทางคณิตศาสตร์บางเนื้อหายังไม่มีความแม่นยํา ส่งผลให้ไม่สามารถนําความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทําข้อสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควรนอกจากนี้ โรงเรียนหนองพอกวิทยายนมีบริบทเป็นโรงเรียนขนาดกลาง จึงมีข้อจํากัดด้านทรัพยากรสื่อการเรียนรู้ และโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมหรือการแข่งขันทางวิชาการภายนอกสถานศึกษาส่งผลให้การพัฒนาศักยภาพด้านคณิตศาสตร์ของผู้เรียนจําเป็นต้องอาศัยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกที่ตรงตามจุดเน้น พลิกฟื้นข้อจํากัดของโรงเรียนขนาดกลางโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด (Cost-effectiveness) เหมาะสมกับบริบทและ ข้อจํากัดของผู้เรียน รวมถึงส่งเสริมการฝึกทักษะอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเตรียมความพร้อมในการทดสอบระดับชาติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,๒๕๖๕)