เด็กปฐมวัยเรียนรู้โลกผ่านการเล่น การเคลื่อนไหว และการลงมือปฏิบัติจริง ทุกย่างก้าวของการวิ่ง ทุกการกระโดด ทุกการปีนป่าย และทุกการเล่นร่วมกับเพื่อน ล้วนเป็นประสบการณ์สำคัญที่หล่อหลอมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา หากเด็กได้รับโอกาสในการเล่นอย่างมีคุณภาพ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การเล่นจะไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน แต่จะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยสร้างสมอง สร้างทักษะชีวิต และวางรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 ให้ความสำคัญกับการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น การลงมือปฏิบัติจริง และการเผชิญประสบการณ์ตรงในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาเด็กอย่างสมดุลทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา พร้อมทั้งส่งเสริมทักษะการคิด การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้ของผู้จัดทำในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 พบว่า แม้โรงเรียนจะมีสนามเด็กเล่นและจัดกิจกรรมกลางแจ้งเป็นประจำ แต่ผลการประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ในมาตรฐานที่ 2 เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย แข็งแรง มีสุขนิสัยที่ดี และดูแลความปลอดภัยของตนเองได้ โดยเฉพาะ ตัวบ่งชี้ 2.1.3 เคลื่อนไหวร่างกายอย่างคล่องแคล่ว ประสานสัมพันธ์ และทรงตัวได้ พบว่า เด็กร้อยละ 58.33 อยู่ในระดับ "ดี" เด็กร้อยละ 29.17 อยู่ในระดับ "พอใช้"และเด็กร้อยละ 12.50 อยู่ในระดับ "ควรส่งเสริม" ซึ่งเด็กจำนวนหนึ่งยังมีข้อจำกัดด้านการใช้กล้ามเนื้อ มัดใหญ่ เช่น การทรงตัว การวิ่ง การกระโดด การปีนป่าย และการประสานสัมพันธ์ของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ขณะเดียวกันยังพบว่าเด็กบางคนมีสมาธิสั้น ขาดความอดทนในการรอคอย ไม่สามารถควบคุมอารมณ์หรือปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกันได้ดี และยังขาดความมั่นใจในการแสดงออกและการทำงานร่วมกับผู้อื่น ส่งผลให้การเรียนรู้และการพัฒนาทักษะชีวิตยังไม่เป็นไปตามศักยภาพที่ควรจะเป็น
เมื่อศึกษาสภาพปัญหาอย่างเป็นระบบ ร่วมกับการวิเคราะห์ผลการประเมินพัฒนาการเด็กและผลการวิจัยในชั้นเรียน ผู้จัดทำพบว่า "กิจกรรมกลางแจ้ง" มีศักยภาพในการพัฒนาเด็กอย่างมาก แต่ในหลายครั้งยังถูกใช้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อการออกกำลังกายหรือการผ่อนคลาย หากสามารถออกแบบกิจกรรมให้มีเป้าหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจน เชื่อมโยงการเคลื่อนไหวกับการคิด การวางแผน การควบคุมตนเอง และ การเรียนรู้ผ่านการเล่น ก็จะสามารถพัฒนาเด็กได้อย่างครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น
จากแนวคิดดังกล่าว ผู้จัดทำจึงพัฒนา SMART PLAY PARK MODEL : สนามสร้างสมองผ่านการเล่น เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่และทักษะสมองเพื่อการบริหารจัดการชีวิต (Executive Functions : EF) ของเด็กปฐมวัย ขึ้น โดยเปลี่ยนแนวคิดจาก "สนามเด็กเล่น" ให้เป็น "สนามสร้างสมอง" (Brain Playground) ที่ทุกพื้นที่คือแหล่งเรียนรู้ ทุกกิจกรรมมีเป้าหมาย และทุกการเล่นคือโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของเด็ก
นวัตกรรมนี้บูรณาการแนวคิด Play-Based Learning, Active Learning, Brain-Based Learning, Outdoor Learning และ Authentic Assessment เข้าด้วยกัน ผ่านการออกแบบ SMART PLAY STATIONS จำนวน 5 โซนกิจกรรม และกระบวนการเรียนรู้ SMART ได้แก่ Stimulate Move Active Play Reflect Transfer ที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมทั้งพัฒนาการด้านร่างกาย ทักษะสมองเพื่อการบริหารจัดการชีวิต (Executive Functions : EF) ทักษะชีวิต และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ไปพร้อมกัน
ผลจากการนำนวัตกรรมไปใช้ พบว่าเด็กมีพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ดีขึ้น มีสมาธิและ การควบคุมตนเองมากขึ้น กล้าแสดงออก ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี และมีความสุขในการเรียนรู้ ขณะเดียวกันครูมีรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่เป็นระบบ โรงเรียนมีนวัตกรรมที่เป็นอัตลักษณ์ ผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กมากขึ้น จึงสะท้อนให้เห็นว่า SMART PLAY PARK MODEL ไม่ใช่เพียงนวัตกรรม การจัดกิจกรรมกลางแจ้ง แต่เป็นรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่สามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัย และเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ที่สามารถขยายผลสู่สถานศึกษาอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ