การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา สาเหตุของปัญหา และแนวทางแก้ปัญหา ทักษะงานอาชีพของนักเรียน 2) เพื่อสร้างและตรวจสอบคุณภาพร่างรูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะงานอาชีพของนักเรียน 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะงานอาชีพของนักเรียน 4) เพื่อประเมินรูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะงานอาชีพของนักเรียน โดยมีขั้นตอนการวิจัย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหา สาเหตุของปัญหา และแนวทางแก้ปัญหาทักษะงานอาชีพของนักเรียน โดยศึกษาสภาพปัญหาจากการศึกษาเอกสาร ศึกษาสาเหตุจาการประชุมระดมสมอง ศึกษแนวทางจากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง ขั้นตอนที่ 2 สร้างและตรวจสอบคุณภาพร่างรูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อพัฒนา ทักษะงานอาชีพของนักเรียน โดยการสังเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูกลุ่มสาระการงานอาชีพ ดรงเรียนต้นแบบ ยกร่างรูปแบบและเอกสารประกอบ ตรวจสอบความถูกต้องความเหมาะสมความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของร่างรูปแบบสร้างและร่างเอกสารประกอบ การรับรองรูปแบบและเอกสารประกอบรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 คน ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบการบริหารเครือข่ายความ ร่วมมือทางการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะงานอาชีพของนักเรียน ทดลองใช้รูปแบบวงรอบที่ 1 R1 กับโรงเรียน วัดงิ้วราย ปีการศึกษา 2566 โดยศึกษาคุณภาพด้านกระบวนการบริหารเครือข่ายความร่วมมือ พฤติกรรมการสอนของครูและคุณภาพนักเรียนด้านทักษะงานอาชีพของนักเรียน ทดลองใช้รูปแบบวงรอบที่ 2 R2 กับโรงเรียนวัดยางซ้ายปีการศึกษา 2567 ศึกษาคุณภาพด้านกระบวนการบริหารเครือข่ายความร่วมมือพฤติกรรมการสอนของครูและคุณภาพนักเรียนด้านทักษะงานอาชีพของนักเรียน ขั้นตอนที่ 4 ประเมินรูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะงานอาชีพของนักเรียน การประเมินรูปแบบโดยเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษา ประเมินความพึงพอใจของรูปแบบโดยเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาประเมินคนความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียน และปรับปรุง รูปแบบ เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน แบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติพื้นฐาน ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard
Deviation)
ผลการวิจัยพบว่า
ขั้นที่ 1 ผลการศึกษาสภาพปัญหาทักษะงานอาชีพของนักเรียนโรงเรียนวัดยางซ้าย จากการ วิเคราะห์รายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษาในช่วงปีการศึกษา 2562-2564 พบว่า คุณภาพผู้เรียน ด้านความรู้งานอาชีพ ทักษะงานอาชีพ และเจตคติที่ดีต่องานอาชีพ โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีเลิศ คิดเป็นร้อยละ 86.83, 85.94 และ 85.41 ตามลำดับ แต่ยังไม่บรรลุค่าเป้าหมายระดับยอดเยี่ยมที่สถานศึกษากำหนด เมื่อ พิจารณารายด้าน พบว่า ด้านทักษะงานอาชีพมีผลการประเมินต่ำกว่าค่าเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลการประเมินร้อยละ 76.71, 74.15 และ 78.47 ตามลำดับ ปัญหาสำคัญเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรและแหล่งเรียนรู้ ฐานกิจกรรมอาชีพ กระบวนการจัดการเรียนรู้ ตลอดจนการสนับสนุนและการต่อยอดอาชีพ แนวทางแก้ไขปัญหาที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาการพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ การพัฒนาครูและกระบวนการจัดการเรียนรู้ การใช้ชุมชนและแหล่งเรียนรู้เป็นฐาน และการจัดระบบนิเทศ ติดตาม ประเมินผล สะท้อนผล และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง
ขั้นที่ 2 ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพร่างรูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทาง
การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะงานอาชีพของนักเรียน (Development 1 : D1)
ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบ พบว่า รูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อ พัฒนาทักษะงานอาชีพของนักเรียน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการของรูปแบบ (2)
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ (3) เนื้อหาของรูปแบบ (4) วิธีดำเนินการของรูปแบบ และ (5) แนวการประเมินรูปแบบพร้อมเอกสารประกอบ 2 เล่ม ได้แก่ คู่มือการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษา (สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาและเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษา) และคู่มือการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะงานอาชีพของ นักเรียน (สำหรับครู) ผลการตรวจสอบคุณภาพของร่างรูปแบบและเอกสารประกอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5คน พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และคู่มือทั้ง 2 เล่มผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และความเป็นประโยชน์ทุกรายการ แสดงให้เห็นว่า รูปแบบและเอกสารประกอบมีคุณภาพและสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาทักษะงานอาชีพของนักเรียน
ขั้นที่3 ผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะงานอาชีพของนักเรียน ดำเนินการ 2 วงรอบ ได้แก่ วงรอบที่ 1 โรงเรียนวัดงิ้วราย และวงรอบที่ 2 โรงเรียนวัดยางช้ายผลการวิจัยพบว่า คุณภาพการดำเนินงานตามรูปแบบโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและผ่านเกณฑ์ที่กำหนดทั้งสองวงรอบ ครูทั้ง 13 คนของแต่ละโรงเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินพฤติกรรมการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะงานอาชีพของนักเรียนทุกคน โดยภายหลังการทดลองใช้รูปแบบ ครูส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีเยี่ยม คิดเป็นร้อยละ 89.74และ 92.31 ตามลำดับ ขณะเดียวกัน นักเรียนมีผลการประเมินทักษะงานอาชีพสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยนักเรียนที่มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีเยี่ยมคิดเป็นร้อยละ 91.15 และ 93.01 ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับคุณภาพการบริหารเครือข่ายความร่วมมือ พัฒนาพฤติกรรมการจัดกิจกรรมของครู และ ส่งเสริมทักษะงานอาชีพของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุตามวัตถุประสงค์การวิจัยข้อที่ 3
ขั้นที่ 4 ผลการประเมินรูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะงานอาชีพของนักเรียน พบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (K) = 4.73, SD =
0.46) เครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษามีความพึงพอใจต่อผลการดำเนินงานตามรูปแบบโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (K) = 4.80, SD = 0.39) และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะงานอาชีพโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X) = 4.68, SD = 0.49) และ ผลการทดลองใช้ ความคิดเห็น และ ข้อเสนอแนะของผู้เกี่ยวข้องมาปรับปรุงรายละเอียดของรูปแบบ คู่มือ และเครื่องมือประเมินให้มีความชัดเจนและสะดวกต่อการนำไปใช้มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้รูปแบบและเอกสารประกอบมีความสมบูรณ์ พร้อมสำหรับการเผยแพร่และประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาที่มีบริบทใกล้เคียงกัน