3) ความสำคัญของผลงาน นวัตกรรม หรือแนวปฏิบัติที่นำเสนอ
การจัดการศึกษาปฐมวัยถือเป็น "รากฐานแห่งชีวิต (Foundation of Life)" และเป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากเด็กในช่วงอายุ 36 ปี เป็นช่วงที่สมองมีการเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็วที่สุดถึงร้อยละ 80-90 ของสมองผู้ใหญ่ เป็นหน้าต่างแห่งโอกาส ในการวางรากฐานพัฒนาการรอบด้านทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้าเพื่อชีวิตที่สำเร็จ (Executive Functions: EF) ได้แก่ ความจำใช้งาน (Working Memory) การยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) และการยืดหยุ่นความคิด (Cognitive Flexibility) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญยิ่งในการกำกับตนเอง การแก้ปัญหา และการดำเนินชีวิตในอนาคต อย่างไร ก็ตาม จากการดำเนินงานบริหารจัดการศึกษาปฐมวัยที่ผ่านมา สถานศึกษาได้สะท้อนและพบข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและกระบวนการสำคัญ 3 ประการ ดังนี้ 1.รอยต่อระหว่างบ้านและสถานศึกษา กระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ยังขาด การบูรณาการที่เข้มข้นและต่อเนื่องระหว่างโรงเรียนกับบ้าน ทำให้การพัฒนาพฤติกรรมและทักษะของเด็กบางส่วนขาดความสม่ำเสมอเมื่อเด็กกลับสู่ครอบครัว 2.การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน ขาดกลไก การสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของผู้ปกครองในกิจวัตรประจำวันของเด็ก ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังมองว่าการศึกษาปฐมวัยเป็นหน้าที่ของโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียว 3.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ในยุคดิจิทัลปัจจุบัน ครูและผู้ปกครองยังเผชิญความท้าทายในการคัดสรร ประยุกต์ใช้ และควบคุมการใช้สื่อเทคโนโลยีและดิจิทัลให้เหมาะสม ปลอดภัย และส่งเสริมพัฒนาการตามวัยของเด็กปฐมวัยอย่างสร้างสรรค์ จากการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศของโรงเรียน ทั้งผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยภายในสถานศึกษา รายงานผลการเยี่ยมบ้าน และเสียงสะท้อนจากเวทีประชุมผู้ปกครอง ทำให้ผู้บริหารสถานศึกษาตระหนักถึง ประเด็นเร่งด่วน ที่ต้องขับเคลื่อนทันที 2 ประการ ได้แก่
1.ประการแรก การยกระดับรูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning)
บูรณาการการพัฒนาทักษะสมอง (EF) ผ่านการเล่นและการปฏิบัติจริง
2.ประการที่สอง การสร้างพลังขับเคลื่อนจากภาคีเครือข่ายผู้ปกครองและชุมชน ให้เข้ามามีส่วนร่วม
ในกระบวนการ "ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตรวจสอบ และร่วมรับ ผลประโยชน์" อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพทั้งในและนอกสถานศึกษา
เพื่อตอบสนองต่อปัญหาและความจำเป็นเร่งด่วนดังกล่าว สถานศึกษาจึงได้ริเริ่มออกแบบและขับเคลื่อน นวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาเชิงรุกด้วย WNSG Model ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดการบริหารที่ผสมผสานระหว่างหลักการบริหารเชิงกลยุทธ์และการมีส่วนร่วมอย่างกลมกลืน นวัตกรรมนี้ทำหน้าที่เป็น "เข็มทิศและเครื่องมือ" ในการขับเคลื่อนงานปฐมวัยผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
 W (Whole School Participation) การดึงทุกภาคส่วน ทั้งผู้บริหาร ครู บุคลากร ผู้ปกครอง
และชุมชน เข้ามาหลอมรวมพลังเป็นเครือข่ายความร่วมมือเดียวกัน เพื่อดูแลเด็กปฐมวัยอย่างไร้รอยต่อ
 N (New & Technology) การนำนวัตกรรมการจัดประสบการณ์ สื่อนวัตกรรมที่ทันสมัย และ
เทคโนโลยีดิจิทัลที่ปลอดภัย มาประยุกต์ใช้ในห้องเรียนปฐมวัยเพื่อกระตุ้นความสนใจและพัฒนาการทางสมอง
 S (Sufficiency) การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปลูกฝังเป็นรากฐานพฤติกรรม
ผ่านกิจวัตรประจำวัน พร้อมทั้งบริหารจัดการทรัพยากร วัสดุอุปกรณ์ และงบประมาณที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด
 G (Goal) การมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ปลายทางที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม นั่นคือ คุณภาพของเด็กปฐมวัย
ที่มีพัฒนาการสมวัยรอบด้าน มีทักษะ EF และผ่านมาตรฐานการประกันคุณภาพสถานศึกษา
นอกจากนี้ ในกระบวนการปฏิบัติงานจริงยังได้นำ วงจรคุณภาพ (PDCA) มาใช้ในการขับเคลื่อนงานทุกขั้นตอน ควบคู่ไปกับการสร้าง ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ของครูผู้สอนปฐมวัย เพื่อร่วมกันสะท้อนปัญหา ออกแบบแผนการจัดประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาและการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาปฐมวัยดำเนินไปอย่างมีทิศทาง มีประสิทธิภาพ และเกิดความยั่งยืนในบริบทของสถานศึกษาอย่างแท้จริง