การอ่านเป็นทักษะพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้และการดำรงชีวิตของผู้เรียน เพราะการอ่านไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้เรียนต้องใช้ในการแสวงหาความรู้ ทำความเข้าใจข้อมูล สื่อสาร วิเคราะห์สถานการณ์ แก้ปัญหา และตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ผู้เรียนที่มีสมรรถนะด้านการอ่านที่ดีจึงย่อมมีพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม
ในปัจจุบันบริบทของการอ่านมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้เรียนไม่ได้อ่านเฉพาะหนังสือเรียน นิทาน หรือบทความเท่านั้น แต่ต้องพบกับข้อมูลในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น ข่าว ประกาศ โฆษณา ตาราง แผนภูมิ กราฟ อินโฟกราฟิก ข้อความจากสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อดิจิทัลต่าง ๆ ข้อมูลบางประเภทมีทั้งข้อความ ภาพ ตัวเลข และสัญลักษณ์ประกอบกัน ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องมีความสามารถในการทำความเข้าใจข้อมูลจากรูปแบบต่าง ๆ สามารถพิจารณาความสัมพันธ์ของข้อมูล แยกแยะข้อมูลที่สำคัญ ตีความข้อมูลที่ไม่ได้กล่าวไว้โดยตรง ตลอดจนประเมินและนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล
การพัฒนาสมรรถนะการอ่านตามแนวทาง PISA จึงมีความสำคัญต่อการเตรียมผู้เรียนให้สามารถใช้การอ่านเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และดำรงชีวิต โดยเน้นให้ผู้เรียนสามารถ ค้นหาและดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากสิ่งที่อ่าน เชื่อมโยงและตีความข้อมูล ประเมินและสะท้อนข้อมูล ตลอดจนใช้สิ่งที่อ่านเพื่อบรรลุเป้าหมายและจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ การจัดการเรียนรู้จึงควรก้าวข้ามการอ่านเพื่อจดจำเนื้อหา หรือการค้นหาคำตอบที่ปรากฏอยู่ในบทอ่านโดยตรง ไปสู่การอ่านที่ผู้เรียนต้องใช้กระบวนการคิด วิเคราะห์ และใช้หลักฐานประกอบการตัดสินใจ
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่านของผู้เรียน พบว่า ผู้เรียนบางส่วนยังมีข้อจำกัดในการระบุใจความสำคัญ การค้นหาและคัดเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคำถาม การเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายส่วนของบทอ่าน รวมถึงการตีความข้อมูลที่ไม่ได้ปรากฏโดยตรง นอกจากนี้ ผู้เรียนบางส่วนยังตอบคำถามโดยอาศัย ความคิดเห็นส่วนตัวมากกว่าการใช้หลักฐานจากบทอ่านประกอบคำตอบ และยังไม่คุ้นเคยกับคำถามที่มีคำตอบได้หลากหลาย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์และการให้เหตุผลอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน ผู้เรียนยังมีโอกาสฝึกอ่านข้อมูลในรูปแบบตาราง กราฟ แผนภูมิ อินโฟกราฟิก และสื่อดิจิทัลไม่มากเพียงพอ ส่งผลให้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ที่ต้องนำข้อมูลจากการอ่านไปประยุกต์ใช้ ผู้เรียนบางส่วนยังไม่สามารถถ่ายโอนความรู้และทักษะไปใช้ได้อย่างเหมาะสม
ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาทักษะการอ่านของผู้เรียนจำเป็นต้องมุ่งเน้น การอ่านเพื่อใช้ข้อมูลในการคิด มากกว่าการอ่านเพื่อค้นหาคำตอบเพียงอย่างเดียว ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องให้สามารถอ่านเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ ค้นหาและคัดเลือกข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายส่วน วิเคราะห์และตีความ ประเมินข้อมูล ใช้หลักฐานสนับสนุนคำตอบ ให้เหตุผลอย่างเป็นระบบ ตลอดจนสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการแก้ปัญหาและตัดสินใจในสถานการณ์จริง
จากแนวคิดดังกล่าว ผู้จัดทำจึงได้ศึกษาสภาพปัญหา วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของผู้เรียน และออกแบบแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง โดยใช้บทอ่านและสถานการณ์ที่ใกล้ตัวเป็นฐานในการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้อ่าน ค้นหา วิเคราะห์ อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ใช้หลักฐาน และสร้างคำตอบด้วยตนเอง ตลอดจนฝึกนำสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ใหม่ อันเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และพัฒนาสมรรถนะการอ่านอย่างเป็นระบบ
ด้วยเหตุนี้ จึงได้พัฒนา READ SMART Model : นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะการอ่านตามแนว PISA ด้วยการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง ขึ้น โดยออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนค่อย ๆ พัฒนาจากการทำความเข้าใจสถานการณ์ ไปสู่การค้นหาและคัดเลือกข้อมูล การวิเคราะห์และตีความ การประเมินข้อมูล การใช้หลักฐานและเหตุผล ตลอดจนการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะการอ่านควบคู่กับทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการตัดสินใจ
READ SMART Model มุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง โดยมีแนวคิดสำคัญคือ อ่านเข้าใจ ค้นข้อมูล วิเคราะห์เป็น ใช้หลักฐาน ให้เหตุผล และนำไปใช้ ซึ่งช่วยเปลี่ยนบทบาทของผู้เรียนจากผู้รับข้อมูลมาเป็นผู้ใช้ข้อมูลอย่างมีความหมาย ผู้เรียนไม่ได้เพียงตอบคำถามให้ถูกต้อง แต่ต้องสามารถอธิบายได้ว่า คำตอบมาจากข้อมูลใด และเพราะเหตุใดจึงคิดเช่นนั้น กระบวนการดังกล่าวจะช่วยสร้างนิสัยการอ่านอย่างมีจุดมุ่งหมายและส่งเสริมการคิดอย่างมีเหตุผล
นอกจากนี้ READ SMART Model ยังสามารถปรับใช้กับบทอ่านและสถานการณ์ที่หลากหลาย ทั้งข่าว บทความ ประกาศ โฆษณา ตาราง แผนภูมิ กราฟ อินโฟกราฟิก และสื่อดิจิทัล ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงกับบริบทของผู้เรียนและชุมชนได้ ทำให้การเรียนรู้มีความใกล้ตัวและมีความหมายมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถบูรณาการกับสาระการเรียนรู้และสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของการอ่านและสามารถนำทักษะไปใช้ได้จริง
ดังนั้น READ SMART Model จึงมีความสำคัญในฐานะนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนจาก อ่านเพื่อรู้ ไปสู่ อ่านเพื่อคิด อ่านเพื่อใช้ และอ่านเพื่อแก้ปัญหา ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีสมรรถนะการอ่านตามแนว PISA สามารถใช้ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ มีหลักฐานในการสนับสนุนความคิดเห็น มีเหตุผลในการตัดสินใจ และสามารถนำทักษะการอ่านไปใช้ในการเรียนรู้และดำรงชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต