งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.) เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 2.) เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 3.) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและการเขียนจับใจความสำคัญก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (กลุ่มกลาง) จำนวน 5 คน โรงเรียนร่มฉัตรวิทยา (เทศบาล 2) ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบอ่านจับใจความสำคัญ จำนวน 10 ชั่วโมง
ผลการวิจัยพบว่า:
1. ผลการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (X-bar=7.20) สูงกว่าก่อนเรียน (X-bar=3.80) โดยมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3.40 คะแนน คิดเป็นพัฒนาการที่สูงขึ้นร้อยละ 89.47
2. ผลการพัฒนาทักษะการเขียนจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (X-bar=8.40) สูงกว่าก่อนเรียน (X-bar=4.20) โดยมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.20 คะแนน คิดเป็นพัฒนาการที่สูงขึ้นร้อยละ 100.00
3. ภาพรวมพัฒนาการทั้งสองทักษะ พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยรวมหลังเรียน (X-bar=7.80) สูงกว่าก่อนเรียน (X-bar=4.00) มีพัฒนาการก้าวหน้ารวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 95.00 โดยทักษะการเขียนจับใจความสำคัญเป็นทักษะที่มีอัตราการพัฒนาสูงสุด แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านและการเขียนจับใจความสำคัญของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อภิปรายผลการศึกษา
จากการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนจับใจความสำคัญ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยมีประเด็นนำมาอภิปรายผลดังนี้
1. ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนมีพัฒนาการสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน X-ิbar = 7.20) สูงกว่าก่อนเรียน (X-bar = 3.80) โดยมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นร้อยละ 89.47 ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม นักเรียนที่มีทักษะการอ่านดีกว่าสามารถช่วยเหลือและแนะนำเพื่อนในกลุ่มได้ ทำให้บรรยากาศการเรียนรู้ไม่กดดัน เกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิดในการจับประเด็นสำคัญของข้อความ ส่งผลให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและจับใจความจากการอ่านได้ดียิ่งขึ้น
2. ทักษะการเขียนจับใจความสำคัญมีอัตราการเติบโตของพัฒนาการสูงสุด (100%)
ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (X-bar= 8.40) เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากก่อนเรียน (X-bar = 4.20) การที่ทักษะการเขียนมีพัฒนาการเด่นชัดกว่าทักษะการอ่าน เป็นเพราะกระบวนการกลุ่มของการเรียนรู้แบบร่วมมือบังคับให้นักเรียนต้องนำสิ่งที่ได้จากการอ่านและอภิปรายร่วมกัน มาเรียบเรียงเป็นภาษาของตนเองผ่านการบันทึกหรือการทำชิ้นงานกลุ่ม กระบวนการเรียบเรียงความคิดซ้ำๆ (Cognitive Processing) ผ่านการสะท้อนความคิดกับเพื่อน จึงช่วยพัฒนาทักษะการถ่ายทอดด้วยการเขียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. ผลสัมฤทธิ์ภาพรวมสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
การที่นักเรียนมีพัฒนาการภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 95.00 สอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social Constructivism) ที่เชื่อว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ดีเมื่อผู้เรียนได้ปฏิสัมพันธ์และทำกิจกรรมร่วมกัน ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความตื่นตัวในการเรียนรู้และได้รับการเติมเต็มจุดอ่อนรายบุคคลจากเพื่อนในกลุ่ม