ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• รายงานผลนวัตกรรม เรื่อง การพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านการประยุกต์ใช้ การเรียนรู้คู่วิถีพอเพียง เคียงคู่สมุนไพรโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ของนักเรียน ชั

ชื่อเรื่อง รายงานผลนวัตกรรม เรื่อง การพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านการประยุกต์ใช้

การเรียนรู้คู่วิถีพอเพียง เคียงคู่สมุนไพรโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ของนักเรียน

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๑ (ถนนภูผาภักดี)

ชื่อผู้วิจัย นางมาเดียนา ยูโซะ ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ

สถานศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๑ (ถนนภูผาภักดี) สำนักการศึกษา เทศบาลเมืองนราธิวาส

อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส

ปีที่พิมพ์ 2562

บทคัดย่อ

การพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านการประยุกต์ใช้การเรียนรู้คู่วิถีพอเพียง เคียงคู่สมุนไพร ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม และเพื่อศึกษาประโยชน์ที่ครูได้รับจากหนังสือชุดนี้เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มประชากรเป้าหมายที่ใช้ในการพัฒนาเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน จากโรงเรียนเทศบาล ๑ (ถนนภูผาภักดี) สำนักการศึกษา เทศบาลเมืองนราธิวาส โดยครูผู้สอน ครูวิชาการ ผู้บริหาร จากโรงเรียนเทศบาล ๑ (ถนนภูผาภักดี) จำนวน 10 คน และครูผู้สอนจากโรงเรียนอื่นๆรวมทั้งศึกษานิเทศก์ จำนวน 7 คน ใช้ข้อสอบเป็นเครื่องมือในการวัดผลสัมฤทธิ์ ส่วนความเหมาะสมของหนังสืออ่านเพิ่มเติม ใช้แบบสอบถามประเภทจัดอันดับคุณภาพ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลทำได้โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) และการทดสอบค่าที (t-test)

ผลการวิจัยพบว่า

1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ( = 3.92) และผลการทดสอบค่าที (t-test) มีความแตกต่างกันที่ระดับความเชื่อมั่น .01 นั่นคือ หลังเรียนหนังสืออ่านเพิ่มเติมนักเรียนได้รับความรู้เพิ่มขึ้นจริง เชื่อได้ 90 %

2. ครูผู้สอน ครูวิชาการโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารโรงเรียน มีความคิดเห็นโดยรวมเกี่ยวกับความเหมาะสมของหนังสืออ่านเพิ่มเติม อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 3.77)

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

หลักสูตรเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้โดยเปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โรงเรียนจัดทำสาระของหลักสูตรเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเป็นการตอบสนองต่อความต้องการ อันเป็นประโยชน์ต่อพื้นฐานการดำรงชีวิตของประชาชน ครูผู้สอนพัฒนากิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดและความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และเกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ โดยประสานความร่วมมือกับคณะครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชนให้มีส่วนร่วมในการจัดเนื้อหาสาระที่เหมาะสมมุ่งให้ผู้เรียน มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับชีวิต อาชีพ เศรษฐกิจ และสังคม นำทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด อันจะทำให้การจัดการเรียนรู้บรรลุเป้าประสงค์เป็นการศึกษาเพื่อชีวิต เป็นประโยชน์ต่อสังคม ท้องถิ่น ประเทศชาติ กรมวิชาการ (2555 : 6 - 7)

กลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กำหนดเป้าหมายในการจัดเพื่อให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ที่หลากหลาย เกิดความรู้ ความชำนาญ ทั้งวิชาการและวิชาชีพอย่างกว้างขวาง ค้นพบความสนใจ ความถนัด และพัฒนาความสามารถพิเศษเฉพาะตัว มองเห็นช่องทางในการสร้างงานอาชีพในอนาคตได้เหมาะสมกับตนเอง เห็นคุณค่าขององค์ความรู้ต่างๆสามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปใช้ในการพัฒนาตนเองและประกอบอาชีพ พัฒนาบุคลิกภาพ เจตคติ ค่านิยมในการดำเนินชีวิตและเสริมสร้างจริยธรรม ตลอดจนมีจิตสำนึกและประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติ กรมวิชาการ (2555 : 9) ซึ่งประกอบกิจกรรม 3 ลักษณะ กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมแนะแนว เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาความสามารถของผู้เรียนให้เหมาะสมตามความแตกต่างของบุคคล กิจกรรม 2 กิจกรรมนักเรียน เป็นกิจกรรมที่พัฒนาตามความถนัด ความสนใจ ตามความต้องการของผู้เรียน ที่มุ่งเน้นการเติมเต็มความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ของผู้เรียนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด มุ้งเน้นปลูกฝังระเบียบวินัย กฎเกณฑ์เมื่อการอยู่ร่วมในสภาพชีวิตต่าง ๆ นำไปพื้นฐานการทำประโยชน์ให้แก่สังคม กิจกรรมที่ 3 กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ชุมชนและท้องถิ่นตามความสนใจในลักษณะอาสาสมัคร กรมวิชาการ (2555: 17-22)

การจัดการเรียนการสอนให้คนเกิดการเรียนรู้ที่ผ่านมาพบว่า คุณภาพการศึกษายังไม่ดีเท่าที่ควร เพราะกระบวนการเรียนการสอนและการวัดผลไม่เอื้อให้เด็กได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพก่อให้เกิดปัญหาแก่ผู้เรียน คือผู้เรียนอ่อนลงในด้านกระบวนการคิดการวิเคราะห์ สังเคราะห์ อย่างมีเหตุผล รวมทั้งคุณลักษณะในการใฝ่รู้ ผลดังกล่าวเกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นการท่องจำมากกว่าการใช้ทักษะกระบวนการ ซึ่งทำให้ผลสัมฤทธิ์ในกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของผู้เรียนอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้เพราะผู้เรียนมีพื้นความรู้ต่างกัน สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553 : 38) และเนื่องจากวิธีการสอนของครูส่วนใหญ่จะสอนแบบบรรยายยึดตนเองเป็นสำคัญ ผูกขาดการถ่ายทอดความรู้ ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนที่จะทำให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้ทักษะและเจตคติ ครูจะต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทการสอนจากครูเป็นสำคัญมาเป็นการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติจริงจนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะมีบทบาทในการวางแผนจัดประสบการณ์หรือกิจกรรมการเรียนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ อาศัยกระบวนการเรียนรู้และเทคนิควิธีสอนที่หลากหลายรูปแบบ เช่น การใช้เกม สถานการณ์จำลอง การอภิปราย การทำโครงงาน การทดลองและการเรียนรู้แบบร่วมมือ นอกจากปัญหาการสอนของครูแล้วยังมีปัญหาการเรียนของนักเรียนเช่น นักเรียนไม่ทำการบ้าน ไม่ทบทวนบทเรียน ไม่ตั้งใจเรียน หรือบทเรียนยากเกินไป ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาในการเรียนสอนทั้งสิ้น ซึ่งผู้เรียนจะต้องอาศัยทักษะ สติปัญญาจึงจะทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียนได้ จากผลการวิจัยของ วัชระ มะรังศรี (2558 :บทคัดย่อ) พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่สอนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง เพาะเลี้ยงจิ้งหรีด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สูงกว่าวิธีสอนแบบปกติ นักเรียนมีความสนใจกระตือรือร้นและไม่เบื่อหน่ายเนื้อหาที่จะเรียน ทั้งนี้เพราะการเรียนโดยให้นักเรียนได้ลงมือกระทำ ช่วยทำให้นักเรียน ได้สัมพันธ์กับบทเรียนตลอดเวลา

จากหลักสูตรแกนการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่เน้นจุดประสงค์ของกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้ค้นพบ และฝึกใช้ศักยภาพที่มีในตนอย่างเต็มที่ เลือก ตัดสินใจ ได้อย่างมีเหตุผลเหมาะสมกับตนเอง สามารถวางแผนชีวิต และอาชีพได้อย่างมีคุณภาพ เน้นการเล่นสร้างทักษะชีวิต วุฒิภาวะทางอารมณ์ ศีลธรรมและจริยธรรม ซึ่งจะเห็นได้ว่า นอกจากมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักและเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่นแล้ว หลักสูตรยังต้องการให้กระบวนการเรียนรู้กลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นสิ่งฝึกฝนให้ผู้เรียนมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีกระบวนการคิด มีทักษะในการดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสมและมีความสุข ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นการพัฒนาความสามารถของนักเรียนในการให้เห็นความสำคัญของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้การเรียนรู้คู่วิถีพอเพียง เคียงคู่สมุนไพรตามสถานการณ์ที่เหมาะสม เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ซึ่งสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาง่ายๆของตนได้ และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข อย่างไรก็ตามแม้ว่าการจัดการเรียนการสอนกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน แต่จากผลการประเมินคุณภาพนักเรียนของโรงเรียนในสังกัด สำนักการศึกษา เทศบาลเมืองนราธิวาส ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 - 2561 พบว่าคะแนนเฉลี่ยร้อยละของกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนภาพรวมระหว่าง 25-43 และพบว่าร้อยละของนักเรียนที่มีผลน่าพอใจอยู่ในช่วง 11-39 สำนักการศึกษา เทศบาลเมืองนราธิวาส (2559 : 33, 2558 : 25) ซึ่งจากผลดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการเรียนกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนยังเป็นปัญหาที่สำคัญของความสามารถในกระบวนการคิด ตลอดจน มีทักษะในการดำเนินชีวิต นักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถเรียนกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนได้ดี

โรงเรียนเทศบาล ๑ (ถนนภูผาภักดี) ที่ผู้วิจัยสอนอยู่ก็มีปัญหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เช่นกัน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่เป็นที่น่าพอใจ เพราะนักเรียนส่วนมากจะใช้วิธีการจำที่ขาดพื้นฐานของความเข้าใจ จึงไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้ คิดไม่ได้ ทำไม่เป็น ไม่รู้ว่าจะต้องใช้วิธีอะไรมาแก้ปัญหานั้นที่มีความสัมพันธ์กับชีวิต

จากปัญหาดังกล่าว ผู้รายงานได้ศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลการจัดทำนวัตกรรมที่เหมาะสมกับวัยและระดับชั้น พบว่า หนังสืออ่านเพิ่มเติม เป็นสื่อที่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวของการประยุกต์ใช้การเรียนรู้คู่วิถีพอเพียง เคียงคู่สมุนไพรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะนักเรียนสามารถศึกษาได้ทั้งในและนอกเวลาเรียน โดยมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับหลักสูตร เรื่องราว สนุกสนาน มีภาพประกอบสวยงามเร้าความสนใจ กระตุ้นให้มีความอยากอ่าน เน้นเรื่องสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม จึงได้จัดทำหนังสืออ่านเพิ่มเติมขึ้น จำนวน 15 เรื่อง เพื่อพัฒนานักเรียนได้เรียนรู้ความเป็นมา และทำความเข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องราวของการเรียนรู้คู่วิถีพอเพียง เคียงคู่สมุนไพรได้อย่างถ่องแท้

คำถามการพัฒนา

1. หนังสืออ่านเพิ่มเติมส่งผลต่อการพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านการประยุกต์ใช้การเรียนรู้คู่วิถีพอเพียง เคียงคู่สมุนไพรของนักเรียนได้เพียงใด

2. ครูได้รับประโยชน์จากหนังสือชุดนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดหนังสืออ่านเพิ่มเติมเพียงใด

วัตถุประสงค์การพัฒนา

1. เพื่อศึกษาผลการพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านการประยุกต์ใช้การเรียนรู้คู่วิถีพอเพียง เคียงคู่สมุนไพรก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม

2. เพื่อศึกษาประโยชน์ที่ครูได้รับจากหนังสือชุดนี้ เป็นแนวทางในการจัดทำหนังสืออ่านเพิ่มเติม

สมมติฐานการพัฒนา

1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการประยุกต์ใช้การเรียนรู้คู่วิถีพอเพียง เคียงคู่สมุนไพรโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

2. ครูมีความคิดเห็นโดยรวมเกี่ยวกับความเหมาะสมของหนังสืออ่านเพิ่มเติมชุดนี้ อยู่ในระดับมากที่สุด

ประโยชน์ของการพัฒนา

ประโยชน์ของนักเรียน

ผลการพัฒนาทำให้ทราบผลความรู้ความเข้าใจด้านการประยุกต์ใช้การเรียนรู้คู่วิถีพอเพียง เคียงคู่สมุนไพรของนักเรียน อันเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการนำไปปรับปรุง แก้ไขและพัฒนาผู้เรียน ให้เป็นผู้มีความสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตน เพื่อการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริงได้

ประโยชน์ต่อครูผู้สอน

ผลการพัฒนาทำให้ครูผู้สอนและผู้เกี่ยวข้อง ได้แนวทางในการจัดทำหนังสืออ่านเพิ่มเติมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริง

ประโยชน์ต่อโรงเรียน

ผลจากการพัฒนาทำให้โรงเรียนได้มีหนังสือทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ไปยังโรงเรียนอื่น ชุมชน และผู้ปกครองนักเรียนที่สนใจที่จะพัฒนานักเรียนให้เป็นผู้มีนิสัยรักการอ่าน และมีความใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง

ขอบเขตการพัฒนา

1. เนื้อหา/กิจกรรมที่พัฒนา

หนังสืออ่านเพิ่มเติม เพื่อการพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านการประยุกต์ใช้การเรียนรู้คู่วิถีพอเพียง เคียงคู่สมุนไพรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มี 15 เรื่อง ประกอบด้วย

เรื่องที่ 1 ต. ตะไคร้ไล่ยุง

เรื่องที่ 2 น. น้อยหน่าฆ่าเหา

เรื่องที่ 3 ล. ลูกประคบสยบรอยซ้ำ

เรื่องที่ 4 ข. ขิงสมุนไพรต้านลมหนาว

เรื่องที่ 5 ของขวัญปีใหม่จากคุณย่า

เรื่องที่ 6 ดินสอพองของโบราณ

เรื่องที่ 7 หอมเล็กหอมใหญ่

เรื่องที่ 8 มะเฟืองฝานแล้ว

เรื่องที่ 9 คุณตาสับปะรด

เรื่องที่ 10 เหม็นๆหอมๆของหนุ่มน้อย

เรื่องที่ 11 เพิ่มพลังจากนมข้าวโพด

เรื่องที่ 12 ด้วยรักและบูชา

เรื่องที่ 13 ยาระบาย

เรื่องที่ 14 ขมๆหวานๆ

เรื่องที่ 15 ยาหม่องสมุนไพรทาถู ทาถู

2. ประชากร

ประชากรกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน จากโรงเรียนเทศบาล ๑ (ถนนภูผาภักดี) สำนักการศึกษา เทศบาลเมืองนราธิวาส ครูโรงเรียนเทศบาล ๑ (ถนนภูผาภักดี) และครูผู้สอน ครูวิชาการ ผู้บริหาร จากโรงเรียนเทศบาล ๑ (ถนนภูผาภักดี) จำนวน 10 คน และครูผู้สอนจากโรงเรียนอื่น ๆ รวมทั้งศึกษานิเทศก์ จำนวน 7 คน

3. ระยะเวลา

3.1 ทำการสอนเสริมในชั่วโมงซ่อมเสริม (คาบ LOCK ให้นักเรียนทำกิจกรรม) โดยสอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 คน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ๆ ละ 1 ชั่วโมง

3.2 ระยะเวลาทำการสอนในภาคเรียนที่ 1 ระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2562

4. ตัวแปร

4.1 ตัวแปรต้น คือ การพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านการประยุกต์ใช้การเรียนรู้คู่วิถีพอเพียง เคียงคู่สมุนไพร โดยใช้หนังสือเพิ่มเติม จำนวน 15 เรื่อง

4.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

สรุปผลการวิจัย

1. ผลจากการอ่านหนังสืออ่านเพิ่มเติม การประยุกต์ใช้การเรียนรู้คู่วิถีพอเพียง เคียงคู่สมุนไพร โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๑ (ถนนภูผาภักดี) สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลเมืองนราธิวาสจำนวน 30 คน ซึ่งได้สรุปวิเคราะห์ผลจากการทดสอบก่อนเรียนกับผลการทดสอบหลังเรียน โดยเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ( = 3.92) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) และทดสอบค่าที (t-test) ปรากฏว่าค่าเฉลี่ย ( ) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( )ก่อนเรียนที่มีค่ามากกว่าหลังเรียนส่วนผลการทดสอบที (t-test) มีความแตกต่างกันที่ระดับความเชื่อมั่นที่ .01 นั่นคือหลังเรียนหนังสืออ่านเพิ่มเติม นักเรียนได้รับความรู้เพิ่มขึ้นจริงเชื่อได้ 99%

2. ผลการสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอน ครูวิชาการศึกษานิเทศก์ เกี่ยวกับความเหมาะสม ของหนังสืออ่านเพิ่มเติม ด้วยการประยุกต์ใช้การเรียนรู้คู่วิถีพอเพียง เคียงคู่สมุนไพร โดยใช้หนังสือของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.77 ค่าเฉลี่ย ( ) ความเหมาะสมของหนังสืออ่านเพิ่มเติมทั้ง 15 เล่มมีรายละเอียดดังนี้

2.1 เรื่อง ต. ตะไคร้ไล่ยุง ค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 3.80 รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ รายการที่ 3 เกี่ยวกับเรื่องสอดคล้องกับวัยและความสนใจของผู้เรียน ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.88 รายการที่ 5 เกี่ยวกับการใช้ภาษาเหมาะสมกับระดับและวัยของผู้เรียน เฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.88 รายการที่ 8 เกี่ยวกับการจัดรูปเล่มหนังสือช่วยให้อ่านได้ง่าย เฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.88 รายการที่ 9 เกี่ยวกับช่วยกระตุ้นรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.88 รายการที่ 10 ช่วยปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์เฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.88 ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ รายการที่ 7 เกี่ยวกับภาพประกอบเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.59

2.2 เรื่อง น. น้อยหน่าฆ่าเหา ค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 3.79 รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ รายการที่ 4 เกี่ยวกับการเขียนเรื่องช่วยให้เข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีและน่าอ่าน ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 และรายการที่ 10 เกี่ยวกับช่วยปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ รายการที่ 7 เกี่ยวกับภาพประกอบเหมาะสมกับเนื้อเรื่องค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.53

2.3 เรื่อง ล. ลูกประคบสยบรอยซ้ำ ค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 3.57 รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ รายการที่ 2 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีสารประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.82 รายการที่ 3 เกี่ยวกับเรื่องสอดคล้องกับวัยและความสนใจของผู้เรียน ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.82 ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ รายการที่ 5 เกี่ยวกับการใช้ภาษาเหมาะสมกับระดับและวัยของผู้เรียน ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 2.94

2.4 เรื่อง ข. ขิงสมุนไพรต้านลมหนาว ค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 3.71 รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่รายการที่ 1 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีเนื้อหาถูกต้อง ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.00 ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำสุดได้แก่ รายการที่ 5 เกี่ยวกับการใช้ภาษาเหมาะสมกับระดับและวัยของผู้เรียนเกี่ยวกับ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 2.94

2.5 เรื่อง ของขวัญปีใหม่จากคุณย่า ค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 3.73 รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่รายการที่ 3 เกี่ยวกับเรื่องสอดคล้องกับวัย และความสนใจของผู้เรียน ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.88 รายการที่ 5 เกี่ยวกับเรื่องการใช้ภาษาเหมาะสมกับระดับและวัยของผู้เรียน ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.88 และรายการที่ 9 เกี่ยวกับเรื่องช่วยกระตุ้นให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน ใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.88 ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ รายการที่ 10 เกี่ยวกับเรื่องการช่วยปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างของโบราณให้เกิดประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.41

2.6 เรื่อง ดินสอพองของโบราณ ค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 3.83 รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ รายการที่ 1 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีเนื้อหาถูกต้อง ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.00 และรายการที่ 5 เกี่ยวกับการใช้ภาษาเหมาะสมกับระดับและวัยของผู้เรียน ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.00 ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ รายการที่ 9 เกี่ยวกับเรื่องช่วยกระตุ้นให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน ใฝ่หาความรู้อย่างอยู่เสมอ ค่าเฉลี่ย( ) เท่ากับ 3.29

2.7 เรื่อง หอมเล็กหอมใหญ่ ค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 3.73 รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ รายการที่ 11 เกี่ยวกับเรื่องเป็นสื่อการสอนที่สามารถใช้ประกอบการเรียนการสอนของครูและนักเรียนได้เป็นอย่างดี ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ รายการที่ 10 เกี่ยวกับเรื่องการช่วยปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.41

2.8 เรื่อง มะเฟืองฝานแล้ว ค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 3.79 รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ รายการที่ 1 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีเนื้อหาถูกต้อง ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 และรายการที่ 2 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีสารประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ รายการที่ 10 เกี่ยวกับเรื่องการช่วยปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.41

2.9 เรื่อง คุณตาสับปะรด ค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 3.79 รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ รายการที่ 1 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีเนื้อหาถูกต้อง ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 และรายการที่ 2 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีสารประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ รายการที่ 10 เกี่ยวกับเรื่องการช่วยปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.41

2.10 เรื่อง เหม็นๆหอมๆของหนุ่มน้อย ค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 3.79 รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ รายการที่ 1 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีเนื้อหาถูกต้อง ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 และรายการที่ 2 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีสารประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ รายการที่ 10 เกี่ยวกับเรื่องการช่วยปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.41

2.11 เรื่อง เพิ่มพลังจากนมข้าวโพด ค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 3.79 รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ รายการที่ 1 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีเนื้อหาถูกต้อง ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 และรายการที่ 2 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีสารประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ รายการที่ 10 เกี่ยวกับเรื่องการช่วยปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.41

2.12 เรื่อง ด้วยรักและบูชา ค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 3.79 รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ รายการที่ 1 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีเนื้อหาถูกต้อง ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 และรายการที่ 2 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีสารประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ รายการที่ 10 เกี่ยวกับเรื่องการช่วยปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.41

2.13 เรื่อง ยาระบาย ค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 3.79 รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ รายการที่ 1 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีเนื้อหาถูกต้อง ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 และรายการที่ 2 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีสารประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ รายการที่ 10 เกี่ยวกับเรื่องการช่วยปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.41

2.14 เรื่อง ขมๆหวานๆ ค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 3.79 รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ รายการที่ 1 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีเนื้อหาถูกต้อง ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 และรายการที่ 2 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีสารประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ รายการที่ 10 เกี่ยวกับเรื่องการช่วยปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.41

2.15 เรื่อง ยาหม่องสมุนไพรทาถู ทาถู ค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 3.79 รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ รายการที่ 1 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีเนื้อหาถูกต้อง ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 และรายการที่ 2 เกี่ยวกับเนื้อเรื่องมีสารประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.94 ส่วนค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ รายการที่ 10 เกี่ยวกับเรื่องการช่วยปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.41

ข้อเสนอแนะ

1. ควรหารูปแบบใหม่ๆในการสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาคุณภาพหนังสืออ่านเพิ่มเติม ด้วยเทคนิคต่างๆ ที่แปลกใหม่ เพื่อให้นักเรียนเกิดความสนุกสนาน เพลินเพลิน ได้ความรู้จากการเรียนมากยิ่งขึ้น

2. ครูผู้สอน กลุ่มสาระการเรียน ควรจัดทำและพัฒนาประเภทหนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่องอื่นๆ และใช้ระดับชั้นอื่นๆ ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภารการเรียนการสอน

3. ครูผู้สอน กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ ควรเลือกและจัดทำพัฒนาสื่อประเภทนี้ ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน

4. ครูผู้สอนควรเลือกสื่อประเภทอื่นๆ โดยจัดทำพัฒนาและทดลองใช้ตามขั้นตอนในลักษณะเดียวกันเพื่อความหลากหลายของสื่อ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน

5. สถานศึกษาทุกแห่งควรส่งเสริมสนับสนุนให้ครูผู้สอนได้จัดทำ และพัฒนาสื่อการเรียนการสอนด้วยตนเองตามสภาพปัญหา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนอย่างจริงจัง

6. สถานศึกษาทุกแห่ง ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูผู้สอนได้จัดทำ และพัฒนาสื่อในลักษณะของงานวิจัย เพื่อเป็นนวัตกรรมและผลงานของครู และเผยแพร่ต่อไป

7. สถานศึกษา ควรมีโครงการประกวดสื่อการเรียนรู้ หรือนวัตกรรม ระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ อันจะทำให้ครูได้สร้างสื่อการเรียนรู้ หรือนวัตกรรมในการจัดการเรียนการสอนเพิ่มขึ้น

โพสต์โดย เดียนา : [24 ม.ค. 2564 เวลา 15:31 น.]
อ่าน [342] ไอพี : 171.7.250.189
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
เครื่องมือวิทยาศาสตร์
Antivirus
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ