ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
การศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวันและการบริหารราชการแผ่นดิน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดศาล

เรื่อง การศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เพื่อพัฒนา

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวันและการบริหารราชการ

แผ่นดิน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดศาลาหัวยาง) อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

ผู้วิจัย ว่าที่เรือเอกเฉลิมพล บุญฉายา

สาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

ปีการศึกษา 2564

วัตถุประสงค์การวิจัย

เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวันและการบริหารราชการแผ่นดิน ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดศาลาหัวยาง) อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

ขอบเขตของการวิจัย

๑. ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง

ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดศาลาหัวยาง) อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา จำนวน 77 คน

กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดศาลาหัวยาง) อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา จำนวน 28 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับสลาก

๒. ตัวแปรที่วิจัย

2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้

เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวันและการบริหารราชการแผนดินของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖

2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวันและการบริหารราชการแผ่นดิน

๓. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

3.1 แผนการจัดการเรียนรู้ กฎหมายในชีวิตประจำวันและการบริหารราชการแผ่นดินของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ จำนวน 5 แผน

3.2 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนจำนวน 30 ข้อ

๔. ระยะเวลาในการวิจัย

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2565 จำนวน 8 ชั่วโมง

วิธีการดำเนินการ

1. ศึกษาและรวบรวมปัญหาต่าง ๆ จากบันทึกผลการสอนของนักเรียนในปีการศึกษา 2564และการทำ PLC พบว่า ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ และการสืบค้นข้อมูล การศึกษาด้วยตนเอง

2. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นด้วยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เรื่องกฎหมายใน

ชีวิตประจำวันและการบริหารราชการแผ่นดินของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ จำนวน 5 แผน ดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 แสดงแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เรื่องกฎหมาย ในชีวิตประจำวันและการบริหารราชการแผ่นดินของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ จำนวน 8 ชั่วโมง

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ เรื่อง จำนวน(ชั่วโมง)

1 กฎหมายทะเบียนราษฎร 1

2 กฎหมายจราจรและกฎหมายสารเสพติดให้โทษ 1

3 กฎหมายท้องถิ่น 1

4 การบริการราชการแผ่นดินและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1

5 บทบาทหน้าที่ของรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2

ในแต่ละแผนได้จัดการเรียนรู้ที่เน้นวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ คือ

การสร้างความสนใจ (Engagement) ขั้นนี้เป็นของการนำเข้าสู่บทเรียนหรือนำเข้าสู่เรื่องที่อยู่ในความสนใจที่เกิดจากข้อสงสัย โดยครูผู้สอนจะต้องกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจใคร่รู้ หลังจากนั้น เมื่อได้ข้อคำถามที่น่าสนใจแล้ว ครูผู้สอนต้องกระตุ้นให้นักเรียนร่วมกัน กำหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยใช้การรับรู้จากประสบการณ์เดิม รวมกับการศึกษาเพิ่มเติมจากจากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในประเด็นที่จะศึกษา และมีแนวทางในการสำรวจตรวจสอบมากยิ่งขึ้น

การสํารวจและค้นหา (Exploration) ครูผู้สอนจะเปิดโอกาสให้นักเรียนดำเนินการศึกษาค้นคว้า โดยการรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การสำรวจ การสืบค้นจากเอกสารต่าง ๆ การทดลอง และการจำลองสถานการณ์ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบสมมุติฐานและให้ได้ข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะนำไปใช้ในการอธิบายและสรุป

การอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) ครูผู้สอนจะต้องให้นักเรียนนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และแปลผล เพื่อสรุปผลและนําเสนอผลที่ได้ในรูปต่าง ๆ เช่น การบรรยายสรุป การสร้างแบบจําลอง การวาดภาพ หรือ การสรุปเป็นตารางหรือกราฟ ซึ่งผลสรุปที่ได้นั้น จะต้องสามารถอ้างอิงความรู้ มีความสมเหตุสมผล และมีหลักฐานที่เชื่อถือได้

การขยายความรู้ (Elaboration) เป็นขั้นของการนําความรู้ที่ได้จากขั้นก่อนหน้านี้ มาเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือใช้อธิบายถึงสถานการณ์หรือเหตุการณ์เกี่ยวข้อง โดยครูผู้สอนจัดกิจกรรมและให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้น ๆ เช่น ตั้งคำถามจากการศึกษาเพื่อให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้เข้ากับประสบการณ์หรือสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้น

การประเมินผล (Evaluation) เป็นขั้นของการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ เช่น การทำข้อสอบ การทำรายงานสรุป หรือการให้นักเรียนประเมินตัวเอง

3. การสร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน มีขั้นตอนการสร้างดังนี้

1) ศึกษาเกณฑ์การสร้างแบบทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน

2) สร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ซึ่งมีลักษณะเป็นข้อสอบแบบปรนัย เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ กำหนดการให้ค่าคะแนน ตอบถูกได้ 1 คะแนน และตอบผิดได้ 0 คะแนน

4. การเก็บรวบรวมข้อมูล

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยตนเองมีขั้นตอนดังนี้

1) ทดสอบก่อนเรียน โดยใช้แบบทดสอบเรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวันและการ

บริหารราชการแผ่นดินของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 ข้อ บันทึกคะแนนก่อนเรียนจำนวน 1 ชั่วโมง

2) ดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแผนการเรียนรู้ที่เน้นวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวันและการบริหารราชการแผ่นดิน จำนวน 6 ชั่วโมง

3) ทดสอบหลังเรียน โดยใช้แบบทดสอบเรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวันและการบริหารราชการแผ่นดิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุดเดิม จำนวน 30 ข้อ จำนวน 1 ชั่วโมง

4) การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการจัดการเรียนรู้ของผู้วิจัย โดยนำคะแนนที่ได้จากทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ไปทำการวิเคราะห์ด้วยวิธีทางสถิติและสรุปผลการวิจัยต่อไป

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวันและการบริหารราชการแผ่นดิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ดังตารางที่ 2

ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน

ด้วยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวันและการบริหารราชการแผ่นดิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการทดสอบค่าที (t-test)

การทดสอบ N คะแนนเต็ม

D D2 t

ทดสอบก่อนเรียน 28 30 10.11 360 4774 35.73*

ทดสอบหลังเรียน 28 30 22.96

ค่า t * = 1.703 มี df = 27

จากตารางที่ 2 พบว่านักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 10.11 และมีคะแนนทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 22.96 และเมื่อนำคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนมาเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยการทดสอบที (t-test) ชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระแก่กัน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวันและการบริหารราชการแผ่นดิน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุปและอภิปรายผล

ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนด้วยด้วยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวันและการบริหารราชการแผ่นดิน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้เนื่องจากการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เน้นให้นักเรียนมีประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้ โดยการแสวงหาและศึกษาค้นคว้า เพื่อสร้างองค์ความรู้ของตนเอง โดยใช้กระบวนการทาง ๕ ขั้นตอน ซึ่งมีครูผู้สอนคอยอำนวยการและสนับสนุน ทำให้นักเรียนสามารถค้นพบความรู้หรือแนวทางแก้ปัญหาได้ตัวเอง และสามารถนํามาใช้ในชีวิตประจําวัน เชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาที่ผู้นักเรียนสนใจศึกษา ค้นคว้า และลงมือปฏิบัติ ด้วยตนเอง ตามความสามารถและความถนัดของตนเองอย่างเป็นอิสระ

โพสต์โดย บู๊ด : [26 เม.ย. 2565 เวลา 12:37 น.]
อ่าน [2000] ไอพี : 124.122.224.59
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 29,711 ครั้ง
ประเภทและอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียน
ประเภทและอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียน

เปิดอ่าน 28,233 ครั้ง
วิธียืดเส้นก่อนออกกำลังกาย
วิธียืดเส้นก่อนออกกำลังกาย

เปิดอ่าน 10,905 ครั้ง
วิธีแก้ง่วง....เวลาทำงาน ได้ผล 100%
วิธีแก้ง่วง....เวลาทำงาน ได้ผล 100%

เปิดอ่าน 21,753 ครั้ง
ทายนิสัยจากการอาบน้ำ
ทายนิสัยจากการอาบน้ำ

เปิดอ่าน 19,904 ครั้ง
บทบาทของการสื่อสารและเครือข่ายฯ
บทบาทของการสื่อสารและเครือข่ายฯ

เปิดอ่าน 202,384 ครั้ง
สูตรมะนาวโซดา 10 วิธีทำน้ำมะนาวโซดาเครื่องดื่มล้างพิษ
สูตรมะนาวโซดา 10 วิธีทำน้ำมะนาวโซดาเครื่องดื่มล้างพิษ

เปิดอ่าน 17,713 ครั้ง
วางตำแหน่งถ่ายภาพแบบไหนจึงสวย
วางตำแหน่งถ่ายภาพแบบไหนจึงสวย

เปิดอ่าน 11,309 ครั้ง
จดหมายฉบับที่ 52 ถึงนายกรัฐมนตรี+รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
จดหมายฉบับที่ 52 ถึงนายกรัฐมนตรี+รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เปิดอ่าน 5,648 ครั้ง
รู้จัก The Big Five Domains เพื่อรู้จักวัยเรียนให้ดียิ่งขึ้น
รู้จัก The Big Five Domains เพื่อรู้จักวัยเรียนให้ดียิ่งขึ้น

เปิดอ่าน 9,356 ครั้ง
"พันธุกรรม"ทำให้ คนลดน้ำหนักได้ไม่เท่ากัน
"พันธุกรรม"ทำให้ คนลดน้ำหนักได้ไม่เท่ากัน

เปิดอ่าน 10,114 ครั้ง
มารู้จัก ทุน"เสมาพัฒนาชีวิต"กันเถอะ
มารู้จัก ทุน"เสมาพัฒนาชีวิต"กันเถอะ

เปิดอ่าน 31,959 ครั้ง
ชาวเน็ตชื่นชม ! พันตรีสุธี สุขสากล คัดลายมือไทยสวยงามมากๆ
ชาวเน็ตชื่นชม ! พันตรีสุธี สุขสากล คัดลายมือไทยสวยงามมากๆ

เปิดอ่าน 11,885 ครั้ง
5 ประโยชน์จากน้ำมันมะกอก
5 ประโยชน์จากน้ำมันมะกอก

เปิดอ่าน 8,138 ครั้ง
จิตวิทยาระบุ มีความรู้ดีก็ยังหนีไม่พ้นโดนตุ๋นจนได้
จิตวิทยาระบุ มีความรู้ดีก็ยังหนีไม่พ้นโดนตุ๋นจนได้

เปิดอ่าน 17,337 ครั้ง
ระบบการศึกษา กุญแจความสำเร็จของเกาหลี
ระบบการศึกษา กุญแจความสำเร็จของเกาหลี

เปิดอ่าน 19,484 ครั้ง
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับ พระราชพิธีพระศพ
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับ พระราชพิธีพระศพ
เปิดอ่าน 78,062 ครั้ง
ความน่าจะเป็น
ความน่าจะเป็น
เปิดอ่าน 11,288 ครั้ง
เที่ยวท่องสองฝั่งโขง อุบลฯ-ปากเซ
เที่ยวท่องสองฝั่งโขง อุบลฯ-ปากเซ
เปิดอ่าน 12,164 ครั้ง
จุ่มลวก (หรือลวง)
จุ่มลวก (หรือลวง)
เปิดอ่าน 26,838 ครั้ง
6 หนทางสู่ความร่ำรวยตั้งแต่อายุยังน้อย
6 หนทางสู่ความร่ำรวยตั้งแต่อายุยังน้อย

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
เครื่องมือวิทยาศาสตร์
เครื่องมือวัด
เครื่องมืออุตสาหกรรม
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ