ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงนวัตกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอง

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงนวัตกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานของการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงนวัตกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงนวัตกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงนวัตกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท 4) เพื่อประเมินรูปแบบโดยการสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงนวัตกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท วิธีการดำเนินงานแบ่งเป็น 4 ระยะได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานของการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงนวัตกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ระยะที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และระยะที่ 4 การประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 การทดลองใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง ตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้องที่ 1 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม ใช้การจัดการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงนวัตกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท จำนวน 6 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดเชิงนวัตกรรม จำนวน 6 ข้อ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test

ผลการศึกษา พบว่า

1. ข้อมูลพื้นฐานของการจัดการเรียนการสอน วิชาฟิสิกส์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่จะชอบการเรียนรู้ด้วยการศึกษาด้วยตนเอง ชอบการปฏิสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ชอบฝึกปฏิบัติและนำเสนอหน้าชั้นเรียน ไม่ชอบการท่องจำ และเรียนรู้จากการบรรยายหน้าชั้นเรียน แต่ครูส่วนใหญ่สอนความรู้ความจำมากกว่าการส่งเสริมการคิดและการปฏิบัติการทดลอง ประกอบกับนักเรียนบางส่วนขาดความรู้พื้นฐานในการคำนวณและแก้สมการส่งผลให้นักเรียน ไม่ตั้งใจเรียนและอ่านโจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์แล้วไม่สามารถบอกได้ว่าโจทย์ต้องการให้หาอะไร และหาอย่างไร ในการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียน ครูส่วนใหญ่จะฝึกนักเรียน โดยการใช้คำถามให้นักเรียนช่วยกันคิดหาคำตอบที่หลากหลาย ใช้กระบวนการกลุ่มในการทดลองปฏิบัติการ ให้นักเรียนทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ยังไม่มีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ชัดเจน สำหรับแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการการคิดเชิงนวัตกรรม ต้องมีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีกระบวนการชัดเจน ควรประยุกต์ใช้แนวคิดในการจัดการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น การออกแบบเชิงวิศวกรรม STEM การใช้ปัญหาเป็นฐาน หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ฝึกให้ผู้เรียนใช้ทักษะกระบวนการคิดเชิงนวัตกรรม ฝึกให้นักเรียนคิดวิเคราะห์และตีความสถานการณ์ต่าง ๆ ฝึกให้วิเคราะห์โจทย์ได้หลากหลายรูปแบบและหลายแนวทาง เพื่อให้มีความชำนาญในการคิดเชิงนวัตกรรม ฝึกให้นักเรียนสามารถค้นหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ต้องฝึกให้นักเรียนมีจินตนาการ ให้นักเรียนทำงานเป็นทีมในการแก้ปัญหาเพื่อให้มีแนวคิดที่หลากหลาย ต้องใช้ทักษะกระบวนการทางวิชาฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ การจัดการเรียนการสอนควรมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเรียนด้วยความเข้าใจ สอนแนวคิดให้ผู้เรียนได้คิดตาม คิดเป็น ฝึกให้ผู้เรียนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวัน ให้ผู้เรียนใช้ความรู้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ นอกจากนี้แล้วต้องสอนให้ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์และสนุกสนานในการเรียน

2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงนวัตกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท ประกอบด้วยองค์ประกอบ 6 องค์ประกอบ คือ องคประกอบที่ 1 หลักการของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ องค์ประกอบที่ 2 วัตถุประสงค์ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ องค์ประกอบที่ 3 กระบวนการเรียนรู้ องค์ประกอบที่ 4 มีการจัดระบบ องค์ประกอบที่ 5 การนำรูปแบบการจัดการเรียนการสอนไปใช้ และองค์ประกอบที่ 6 การวัดและประเมินผล องคประกอบที่ 3 กระบวนการเรียนรู้ มี 6 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ระบุปัญหา (Problem Identification) (การตั้งเข็มทิศในการทำงาน) ขั้นตอนที่ 2 รวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา (Related Information Search) (การพิจารณาเงื่อนไขความรู้) ขั้นตอนที่ 3 ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา (Solution Design) (การพิจารณาปัจจัยและความสมดุล ใน 4 มิติ) ขั้นตอนที่ 4 วางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา (Planning and Development) แบ่งเป็น 4 ขั้นตอนย่อย ได้แก่ การคิดวางแผนอย่างรอบคอบ (หลักความมีเหตุผล) คิดพอประมาณ (หลักความพอประมาณ) คิดคะเนความเสี่ยง (การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี) และลงมือปฏิบัติงานตามที่วางแผนไว้ (เงื่อนไขคุณธรรม) ขั้นตอนที่ 5 ทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน (Testing, Evaluation and Design Improvement) ขั้นตอนที่ 6 นำเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน (Presentation) ผลการประเมินความเหมาะสมสอดคล้องของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ได้ค่าความความเหมาะสมสอดคล้องของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงนวัตกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท ในภาพรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด (x̄ = 4.56, S.D. = 0.56) ซึ่งแสดงว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงนวัตกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมสอดคล้องเชิงโครงสร้าง สามารถนำไปทดลองใช้ได้

3. การใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงนวัตกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท สรุปผลได้ดังนี้

3.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3.3 การคิดเชิงนวัตกรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3.4 การคิดเชิงนวัตกรรมหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

4. ผลการประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ จากการสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดเชิงนวัตกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท พบว่า ภาพรวมมีความคิดเห็น อยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด (x̄ = 4.56, S.D. = 0.56) ประเด็นที่นักเรียนมีความคิดเห็น อยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุดสูงสุด ได้แก่ ข้อที่ 2 นักเรียนได้ทบทวนความรู้เดิมและสืบค้นความรู้ที่จำเป็นต้องใช้ในการแก้ปัญหาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ (x̄ = 4.67, S.D. = 0.48) และข้อที่ 9 รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนช่วยให้นักเรียนมีความสามารถในการคิดเชิงนวัตกรรมมากขึ้น ( x̄= 4.67, S.D. = 0.55) สำหรับประเด็นที่นักเรียนมีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยน้อยที่สุด ได้แก่ ข้อที่ 1 นักเรียนสามารถวิเคราะห์ปัญหาและหาสาเหตุของปัญหาจากสถานการณ์ต่าง ๆ ( x̄=4.43, S.D.=0.63)

โพสต์โดย ฝน : [17 ก.ย. 2566 เวลา 06:32 น.]
อ่าน [936] ไอพี : 124.122.91.191
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 9,905 ครั้ง
9 ปัญหาสุขภาพ ที่ควรบอกผ่านการขับรถ
9 ปัญหาสุขภาพ ที่ควรบอกผ่านการขับรถ

เปิดอ่าน 2,040 ครั้ง
ภาวะ LONG COVID เกิดได้ในเด็กและวัยรุ่น ฉีดวัคซีนโควิด-19 ช่วยลดภาวะรุนแรงได้
ภาวะ LONG COVID เกิดได้ในเด็กและวัยรุ่น ฉีดวัคซีนโควิด-19 ช่วยลดภาวะรุนแรงได้

เปิดอ่าน 12,597 ครั้ง
บัญญัติ 10 ประการ การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
บัญญัติ 10 ประการ การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

เปิดอ่าน 10,583 ครั้ง
"ครูยงยุทธ"พูดชัดๆ การศึกษาไทย แพ้เขมร แพ้ลาว ผมไม่เชื่อ (ไปฟังและดูคลิป)
"ครูยงยุทธ"พูดชัดๆ การศึกษาไทย แพ้เขมร แพ้ลาว ผมไม่เชื่อ (ไปฟังและดูคลิป)

เปิดอ่าน 6,554 ครั้ง
วิธีปลูกผักชีในกระถาง
วิธีปลูกผักชีในกระถาง

เปิดอ่าน 17,026 ครั้ง
คุณครอบครองลูกได้กี่ปี? ทุกๆปีสำคัญขนาดไหน? อ่านดูแล้วรู้เลยว่าทุกเวลามีค่าขนาดไหน!
คุณครอบครองลูกได้กี่ปี? ทุกๆปีสำคัญขนาดไหน? อ่านดูแล้วรู้เลยว่าทุกเวลามีค่าขนาดไหน!

เปิดอ่าน 11,791 ครั้ง
ส้มป่อย สุดยอดผักเพิ่มภูมิคุ้มกัน
ส้มป่อย สุดยอดผักเพิ่มภูมิคุ้มกัน

เปิดอ่าน 9,532 ครั้ง
ขนาดเด็กน้อยยังต้องฟัง กังนัม สไตล์ กินข้าว
ขนาดเด็กน้อยยังต้องฟัง กังนัม สไตล์ กินข้าว

เปิดอ่าน 26,064 ครั้ง
ทำไมดวงอาทิตย์ตอนเช้าหรือตอนเย็นจึงดูดวงใหญ่
ทำไมดวงอาทิตย์ตอนเช้าหรือตอนเย็นจึงดูดวงใหญ่

เปิดอ่าน 23,347 ครั้ง
นโยบายและมาตรฐานการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา
นโยบายและมาตรฐานการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา

เปิดอ่าน 17,795 ครั้ง
พลังบำบัดจากน้ำมะพร้าว
พลังบำบัดจากน้ำมะพร้าว

เปิดอ่าน 14,310 ครั้ง
กินหมึกสด หมึกดูดปาก ฮาตรึม
กินหมึกสด หมึกดูดปาก ฮาตรึม

เปิดอ่าน 14,616 ครั้ง
30 ทริคออมเงิน ประหยัดรายจ่าย ปลดหนี้ก็ง่ายเว่อร์
30 ทริคออมเงิน ประหยัดรายจ่าย ปลดหนี้ก็ง่ายเว่อร์

เปิดอ่าน 36,340 ครั้ง
ฟุตซอล(Futsal): กติกาข้อ 7 ผู้รักษาเวลาและผู้ตัดสินที่ 3
ฟุตซอล(Futsal): กติกาข้อ 7 ผู้รักษาเวลาและผู้ตัดสินที่ 3

เปิดอ่าน 12,197 ครั้ง
12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน
12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน

เปิดอ่าน 55,847 ครั้ง
ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการชักธงชาติในสถานศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561
ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการชักธงชาติในสถานศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561
เปิดอ่าน 13,545 ครั้ง
ข่า...ยาดีคู่ครัวไทย
ข่า...ยาดีคู่ครัวไทย
เปิดอ่าน 10,521 ครั้ง
ตัวอย่างหนังสือค้ำประกันและแนวทางวิธีปฏิบัติตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ตัวอย่างหนังสือค้ำประกันและแนวทางวิธีปฏิบัติตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เปิดอ่าน 1,611 ครั้ง
วงปีของต้นไม้ บอกอะไรกับเรา
วงปีของต้นไม้ บอกอะไรกับเรา
เปิดอ่าน 5,309 ครั้ง
สพฐ.พลิกโฉมโรงเรียน มุ่งเป้า ป.1 อ่านเขียนได้
สพฐ.พลิกโฉมโรงเรียน มุ่งเป้า ป.1 อ่านเขียนได้

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
เครื่องมือวิทยาศาสตร์
เครื่องมือวัด
เครื่องมืออุตสาหกรรม
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ