งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.) เพื่อพัฒนาแผนจัดการเรียนรู้ที่นำการคิดวิจารณญาณมาบูรณาการในการเรียนภาษาไทย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนหนองบัวรี(ราษฎร์อุทิศ) และการให้ นั่งร้าน เพื่อช่วยเหลือ พัฒนา ให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียน
2.) เพื่อศึกษาความสามารถในการมีวิจารณญาณของนักเรียน
3.) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่เรียนใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนหนองบัวรี(ราษฎร์อุทิศ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนจัดการเรียนรู้เรื่อง สระพาเพลิน จำนวน 21 แผน และแบบบันทึกการสอน ที่มีลักษณะ เป็นแบบเติมคำ และข้อความ
ผลการวิจัยพบว่า
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การให้ นั่งร้านเพื่อพัฒนาทักษะการมีวิจารณญาณ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนหนองบัวรี(ราษฎร์อุทิศ) จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 11 คน เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่า นักเรียนมีพัฒนาการด้านทักษะการมีวิจารณญาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 10.15 คะแนน เป็น 15.50 คะแนน ในสัปดาห์ที่ 8 เพิ่มขึ้นรวม 5.00 คะแนน แสดงให้เห็นว่านักเรียนสามารถจับประเด็นสำคัญของเนื้อหาได้ดีขึ้น มีความเข้าใจเรื่องที่อ่านมากขึ้น และสามารถวิเคราะห์เนื้อหาได้อย่างถูกต้อง
โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การให้ นั่งร้านเพื่อพัฒนาทักษะการมีวิจารณญาณ ส่งผลให้ทักษะคิดวิจารณญาณของนักเรียนพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงระยะเวลา 8 สัปดาห์ และสามารถนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทักษะภาษาไทยของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อภิปรายผลการศึกษา
จากผลการวิจัยพบว่า 1. การนำการคิดวิจารณญาณมาบูรณการในการเรียนภาษาไทยเป็น การเตรียมการที่จะให้เกิดความเป็นไปได้ทำให้เกิดผลดีต่อนักเรียน ครู และบุคลที่มีความสนใจที่จะนำเทคนิควิธีการให้ นั่งร้าน ไปใช้ เพื่อให้นักเรียนมีทักษะกระบวนการคิด วิเคราะห์ ที่เป็นระบบ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาในลักษณะองค์รวม มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาวิชา ทำให้ เป็นผู้มีทัศนะกว้างไกล และลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยครูนำเทคนิค นั่งร้าน สอดแทรกและบูรณการเข้ากับแผนการสอนที่ใช้อยู่ และปรับแผนการสอนโดยเพิ่มทักษะการมีวิจารณญาณ ให้ผู้เรียนพิจารณาสิ่งที่อ่าน ฟัง ดู แล้วพิจารณาว่าจะเชื่อหรือไม่ เพื่อนําไปใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ และนำวิธีการให้นั่งร้าน ซึ่งเป็นวิธีการจัดกิจกรรมเพื่อช่วยให้นักเรียนไปถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดในการเรียน หรือการป้องกันไม่ให้นักเรียนมีอุปสรรคในการเรียนด้วยการให้ความช่วยเหลือทีละน้อยๆที่เหมาะสมกับ จังหวะ เวลา โอกาส และสถานที่ ครูสามารถให้นั่งร้านได้ทั้งก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน
2. การเตรียมแผนจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการให้นั่งร้าน เพื่อป้องกัน ไม่ให้นักเรียนประสบปัญหา
ความยุ่งยากในการเรียน และเพื่อช่วยเหลือ ให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียน ใช้วิธีการให้ นั่งร้านทั้งหมด 9 วิธีการ ได้แก่ ทำให้รู้ก่อน แยกย่อยก่อน จากรูปธรรมไปนามธรรม หยุด ถาม ทบทวน เรียนรู้จากคนเก่ง บอกเป้าหมายก่อน จากง่ายไปยาก ร่วมด้วยช่วยกันและ ทำให้ดูก่อน ทำให้เกิดผลจากการใช้แผนจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการให้นั่งร้าน ดังนี้
นักเรียนได้เกิดทักษะกระบวนการคิด ที่รอบคอบยิ่งขึ้น สังเกตได้จากการที่นักเรียนทักท้วงเมื่อครูอ่าน หรือเขียนผิดบนกระดาน นักเรียนรู้จักการสังเกต เมื่อครูสอน หรือพาทำกิจกรรมต่างๆนักเรียนจะสอบถามเมื่อมีสงสัยในการจัดการเรียนการสอน
ครูสามารถนำเทคนิค กระบวนการให้ นั่งร้าน ไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ทุกวิชา ทุกระดับชั้น และนำไปสอดแทรกในแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อทำให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุผล ตรงตามวัตถุประสงค์ได้
3. การมีวิจารณญาณของนักเรียน เป็นที่พอใจคือประเด็นที่ครู ลวงให้นักเรียนเข้าใจผิดเป็นสถานการณ์ที่ได้ยินหรือได้ฟังมาเพียงบางส่วน แล้วด่วนคิด ตัดสินใจไปเองซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดได้ นักเรียนเกิดข้อสงสัยในประเด็นที่ครูลวง โดยการอ่านคำศัพท์ผิด และนักเรียนทักท้วงว่าผิด และประเด็นที่ควรส่งเสริม พัฒนา ต่อไป คืออย่าด่วนสรุป เพราะการดำเนินชีวิตในประจำวัน มีสิ่งโฆษณาชวนเชื่อเข้ามาหลากหลายรูปแบบ ทั้งในโทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต และสิ่งรอบตัวต่างๆ มีกรณีการลวงเด็กไปทำมิดีมิร้าย ในรูปแบบต่างๆมากมายดังปรากฎในโทรทัศน์ ทำให้ครูเกิดความตระหนักว่าทำอย่างไร นักเรียนจะสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและรอดพ้นจากสิ่งยั่วยุทั้งหลาย เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต การให้สอนนักเรียนอย่าด่วนสรุป ในการเรียนหรือการใช้ชีวิต จะทำให้นักเรียนเป็นคนมีวิจารณญาณ ซึ่งมีหลากหลายวิธี ให้นักเรียนได้มีโอกาสอ่าน ฟัง ดู เรื่องที่จะให้นักเรียนได้ฝึก เอ๊ะ และค้นหาความน่าเชื่อถือของเรื่องเหล่านั้น ทำให้นักเรียนของเราได้รู้จัก เฉลียว และ ฉลาด อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ความพึงพอใจของนักเรียนที่อยู่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าการกิจกรรมการเรียนรู้ การให้ นั่งร้านเพื่อพัฒนาทักษะการมีวิจารณญาณ ส่งผลต่อการพัฒนาภาษาของเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง