1. ความเป็นมาและความสำคัญวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยเฉพาะในบริบทของศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม การศึกษาจึงมิได้มุ่งเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงวิชาการ หากแต่ต้องเป็นกระบวนการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตและปรับตัวได้อย่างมีคุณภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, หน้า 3) พระบรมราโชบายด้านการศึกษาใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระราชทานเมื่อวันที่ 23 มกราคม พุทธศักราช 2560 ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาผู้เรียนอย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นการวางรากฐานชีวิตที่มั่นคงใน 4 ด้าน ได้แก่ (1) การมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง (2) การมีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงและมีคุณธรรม (3) การมีงานทำมีอาชีพ และ (4) การเป็นพลเมืองดี ซึ่งทั้ง 4 ด้านมีความสัมพันธ์เกื้อหนุนกันในการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2566, หน้า 8)
จากการวิเคราะห์สภาพบริบทของสถานศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่าการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุคุณลักษณะทั้ง 4 ด้านดังกล่าวยังคงมีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งในด้านทรัพยากร บุคลากร และรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ยังไม่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ผู้เรียนบางส่วนขาดทักษะชีวิต ขาดเป้าหมายในอนาคต และไม่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา, 2564, หน้า 22) ในบริบทของโรงเรียนเชิงคีรี (สุวิชานวรวุฒิ) ซึ่งเป็นสถานศึกษาขนาดเล็ก แม้จะมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่กลับมีศักยภาพด้านความใกล้ชิดกับผู้เรียนและชุมชน ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม จากการประเมินความต้องการจำเป็น พบประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาอย่างเป็นลำดับ ดังนี้ ประการที่หนึ่ง ความจำเป็นในการพัฒนาทัศนคติและคุณธรรมของผู้เรียนให้เกิดอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยเฉพาะการปลูกฝังความรักชาติ ความรับผิดชอบ และการมีวินัยในตนเอง ซึ่งยังไม่ปรากฏอย่างเด่นชัดในพฤติกรรมของผู้เรียนบางส่วน ประการที่สอง ความจำเป็นในการปรับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงกับบริบทจริงของชีวิตและชุมชน เนื่องจากการเรียนรู้ที่เน้นเนื้อหาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถพัฒนาทักษะการคิดและการแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง (Bonwell & Eison, 1991, p. 3) ประการที่สาม ความจำเป็นในการเสริมสร้างทักษะอาชีพและการพึ่งพาตนเองของผู้เรียน โดยเฉพาะในบริบทชุมชนที่มีฐานอาชีพด้านเกษตรกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งยังไม่ได้รับการบูรณาการเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ประการที่สี่ ความจำเป็นในการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียนกับแหล่งเรียนรู้จริง และเสริมสร้างความยั่งยืนของการพัฒนา (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2561, หน้า 15)
จากความเป็นมา ความสำคัญและความจำเป็นดังกล่าว โรงเรียนเชิงคีรี(สุวิชานวรวุฒิ) จึงได้พัฒนานวัตกรรม C3KR Model ขึ้น เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการน้อมนำพระบรมราโชบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยออกแบบให้เป็นกระบวนการพัฒนาผู้เรียนเชิงระบบ เริ่มจากการสร้างค่านิยม (Core Value) ซึ่งเป็นรากฐานของการมีทัศนคติที่ถูกต้อง ต่อเนื่องด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ (Knowledge) การเสริมสร้างทักษะปฏิบัติและอาชีพ (Know-how) และการหล่อหลอมคุณธรรมและจิตสาธารณะ (Kindness) ก่อนเข้าสู่กระบวนการทบทวนและพัฒนา (Review & Improve) อย่างต่อเนื่อง การออกแบบนวัตกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎีระบบที่มองการพัฒนาเป็นองค์รวมที่เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (Bertalanffy, 1968, p. 37) และแนวคิดวงจรคุณภาพที่เน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Deming, 1986, p. 50) ส่งผลให้การดำเนินงานมีความเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้ และนำไปสู่การยกระดับคุณภาพผู้เรียนอย่างยั่งยืน
2. วัตถุประสงค์และเป้าหมายวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
วัตถุประสงค์
1. เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษา รัชกาลที่ 10 ครบทั้ง 4 ด้าน โดยใช้ C3KR Model เป็นกระบวนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ
2. เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครู ผู้ปกครอง และชุมชน ในการขับเคลื่อน C3KR Model สู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นระบบ
เป้าหมาย
เป้าหมายเชิงปริมาณ
1. ผู้เรียนร้อยละ 85 ขึ้นไป มีคุณลักษณะตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษา รัชกาลที่ 10 ครบทั้ง 4 ด้าน ในระดับ ดีขึ้นไป
2. ครู ผู้ปกครอง และชุมชน ร้อยละ 80 ขึ้นไป มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตาม C3KR Model
เป้าหมายเชิงคุณภาพ
1. ผู้เรียนสามารถแสดงพฤติกรรมตามคุณลักษณะทั้ง 4 ด้าน และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม
2. สถานศึกษามีการดำเนินงานตาม C3KR Model อย่างเป็นระบบและเกิดความร่วมมือที่เข้มแข็งจากทุกภาคส่วน
ผลสำเร็จของการดำเนินงาน
1. ผลสำเร็จต่อผู้เรียน ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมตามพระบรมราโชบายทั้ง 4 ด้านอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม โดยสามารถแสดงออกผ่านพฤติกรรมในชีวิตจริง ได้แก่ 1) มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง มีความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2) มีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย และสามารถแยกแยะถูกผิดได้ 3) มีทักษะชีวิตและทักษะอาชีพเบื้องต้น สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และ 4) มีจิตสำนึกความเป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ และมีจิตอาสา ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้เรียนเกิดการพัฒนาเชิงพฤติกรรมอย่างยั่งยืน ไม่เพียงแต่ในระดับความรู้ แต่รวมถึงการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน
2. ผลสำเร็จต่อครูและการจัดการเรียนรู้ ครูสามารถออกแบบและจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนว C3KR Model ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเชื่อมโยงความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะเข้าด้วยกันผ่านกิจกรรม Active Learning ส่งผลให้การจัดการเรียนรู้มีความหมาย สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนและชุมชน อีกทั้งครูมีการพัฒนาศักยภาพด้านการใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุกและการวัดประเมินผลตามสภาพจริงอย่างต่อเนื่อง
3. ผลสำเร็จต่อสถานศึกษา สถานศึกษามีรูปแบบการบริหารจัดการและกระบวนการดำเนินงานที่ชัดเจนเป็นระบบ โดยใช้ C3KR Model เป็นกรอบในการขับเคลื่อน ทำให้สามารถบูรณาการพระบรมราโชบายสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม เกิดกิจกรรมและโครงการที่หลากหลายและต่อเนื่อง อีกทั้งสามารถพัฒนาเป็นวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ที่มีความโดดเด่นและตรวจสอบได้
4. ผลสำเร็จต่อชุมชนและการมีส่วนร่วม เกิดความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างสถานศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชน โดยชุมชนมีบทบาทเป็นแหล่งเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ส่งผลให้การจัดการศึกษามีความสอดคล้องกับบริบทจริง และเกิดความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของในการพัฒนาผู้เรียน