นวัตกรรม C3KR Model ได้ออกแบบให้สอดคล้องกับกระบวนการของระบบ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการ (Input) การวางแผนและดำเนินงานตามกระบวนการ (Process) C3KR ได้แก่ C : Collaboration การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน K : Know การพัฒนาองค์ความรู้พื้นฐาน K : Know-how การจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยใช้สื่อท้องถิ่นและนวัตกรรม K : Knowledge Sharing การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ R : Review & Improve การติดตามและปรับปรุงพัฒนา ซึ่งดำเนินการผ่านกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม เช่น การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ การใช้สื่อท้องถิ่น การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน การนิเทศติดตามร่วมกับเครือข่ายผู้ปกครอง และการดำเนินกิจกรรม PLC อย่างต่อเนื่อง จากนั้นจึงประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนและครู (Output และ Outcome) และนำข้อมูลที่ได้เข้าสู่กระบวนการสะท้อนผลและปรับปรุงพัฒนา (Feedback) เพื่อยกระดับคุณภาพในรอบถัดไป
วัตถุประสงค์
1. เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการส่งเสริมการอ่านให้เป็นวิถีปฏิบัติของผู้เรียน ด้วยรูปแบบ C3KR Model ที่บูรณาการการมีส่วนร่วมและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
2. เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ของผู้เรียน โดยใช้สื่อท้องถิ่นและภูมิปัญญาชุมชน
3. เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนให้เป็นไปตามมาตรฐาน และเสริมสร้างวัฒนธรรมการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน
ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน
1. ผลการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการ สถานศึกษามีรูปแบบการบริหารจัดการส่งเสริมการอ่านที่เป็นระบบ ชัดเจน และสามารถดำเนินการได้จริงในรูปแบบ C3KR Model โดยมีการบูรณาการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม เกิดกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และชุมชนอย่างต่อเนื่อง เชิงพฤติกรรม พบว่า ผู้บริหารมีบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนนโยบายและกำกับติดตามอย่างเป็นระบบ ครูมีการวางแผนและจัดการเรียนรู้โดยใช้ข้อมูลสารสนเทศมากขึ้น และผู้ปกครอง/ชุมชนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการอ่านอย่างสม่ำเสมอ เชิงพัฒนา สถานศึกษามีระบบการติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง (Review & Improve) ทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมอย่างเป็นวงจร และสามารถสังเคราะห์เป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ได้อย่างชัดเจน
2. ผลการพัฒนาทักษะการอ่านของผู้เรียน ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านการอ่านออกเขียนได้และความฉลาดรู้ด้านการอ่านดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถอ่านเข้าใจ ตีความ และคิดวิเคราะห์จากเรื่องที่อ่านได้ในระดับที่สูงขึ้น โดยมีผู้เรียนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 85 ผ่านเกณฑ์การประเมินการอ่านออกเขียนได้ตามที่สถานศึกษากำหนด เชิงพฤติกรรม พบว่า ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการอ่านมากขึ้น กล้าแสดงความคิดเห็น สามารถสื่อสารและถ่ายทอดความคิดจากการอ่านได้อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีพฤติกรรมรักการอ่านและอ่านอย่างสม่ำเสมอ
เชิงพัฒนา ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้จากการอ่านกับชีวิตจริง โดยเฉพาะการเรียนรู้ผ่านสื่อท้องถิ่น ส่งผลให้การเรียนรู้มีความหมายและเกิดทักษะการคิดขั้นสูงอย่างเป็นรูปธรรม
3. ผลการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและวัฒนธรรมการอ่าน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) รายวิชาภาษาไทยของผู้เรียนมีค่าเฉลี่ยไม่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ สะท้อนถึงประสิทธิผลของการพัฒนาทักษะพื้นฐานด้านการอ่านที่ส่งผลต่อการเรียนรู้เป็นไปตามมาตรฐาน เชิงพฤติกรรม พบว่า ผู้เรียนมีนิสัยรักการอ่านและใช้การอ่านเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ขณะที่ครูมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอย่างต่อเนื่อง และผู้ปกครอง/ชุมชนมีส่วนร่วมในการสร้างบรรยากาศการอ่านทั้งในโรงเรียนและที่บ้าน เชิงพัฒนา เกิด วัฒนธรรมการอ่าน ที่ฝังอยู่ในวิถีชีวิตของผู้เรียนและชุมชน โดยมีผู้เรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 มีพฤติกรรมรักการอ่านในระดับดีขึ้นอย่างชัดเจน และสถานศึกษามีระบบสนับสนุนการอ่านที่ต่อเนื่องและยั่งยืน