1. ความสำคัญของผลงาน/นวัตกรรมการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
1.1 เหตุผลที่เกิดแรงบันดาลใจ ความจำเป็น ปัญหาหรือความต้องการที่จัดทำผลงาน/นวัตกรรม สภาพสังคมในปัจจุบันเป็นยุคของเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย มีความหลากหลายในรูปแบบของการ สื่อสาร มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม การดำเนินวิถีชีวิตในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับ การดำเนินชีวิตในอดีต ซึ่งจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างมากนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเด็ก เยาวชนและ ประชาชนทั่วไปเป็นวงกว้าง ทั้งการดำเนินชีวิตท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจที่มีความผกผัน สังคมที่มีการแข่งขันสูง ความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวมีทั้งประโยชน์และแฝงไปด้วยโทษ ภยันตรายต่างๆ ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนอย่างมาก ทั้งปัญหาด้านการปรับตัว ปัญหาด้านอารมณ์และ จิตใจ ปัญหาสุขภาพ ปัญหาที่เกิดจากโรคอุบัติใหม่ ปัญหาความรุนแรง ปัญหาเด็กติดเกม ปัญหายาเสพติด ปัญหาทางเพศ เป็นต้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวควรได้รับการดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในเด็กและ เยาวชนที่จะเติบใหญ่และเป็นอนาคตที่ดีของชาติดังนั้น สถานศึกษาจึงต้องจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี ทักษะกระบวนการคิด มีคุณธรรม จริยธรรม เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันในการเผชิญสถานการณ์ต่างๆ สามารถรอดพ้นจาก ภัยทางสังคม วิทยาการต่างๆ และพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต
โรงเรียนหนองสะแกจัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับชั้นประถมศึกษาศึกษาปีที่ 1-6 ได้ กำหนดนโยบายการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามนโยบายของต้นสังกัด จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 โดยได้ดำเนินการจัดทำแผนงาน โครงการและออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริม สนับสนุนให้ครูจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย การใช้แหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอกสถานศึกษา ส่งเสริมการใช้ภูมิ ปัญญาท้องถิ่น ร่วมสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ทั้งนี้ โรงเรียนได้มุ่งเน้นการพัฒนาคุภาพผู้เรียน 3 ด้าน คือ ด้านความรู้ความสามารถ ด้านทักษะกระบวนการและด้านคุณลักษณะ โดยได้กำหนดค่าเป้าหมายของการ พัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านพฤติกรรมอันพึงประสงค์ตามคุณลักษณะของโรงเรียนสุจริต ทุกระดับชั้นต้องมีเกณฑ์ ผ่านในระดับดี ร้อยละ 80 ขึ้นไป แต่จากผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาศึกษาปีที่ 1-6 ปีที่ผ่านมา จนถึงปีการศึกษา 2563 พบว่า ผลรวมของทุกระดับชั้นที่ผ่านการประเมินคุณภาพในระดับดี ยังต่ำกว่าร้อย ละ 80 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (โรงเรียนหนองสะแก. 2564) จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการพัฒนารูปแบบการ ส่งเสริมคุณลักษณะของนักเรียนโรงเรียนสุจริตที่มีความชัดเจนและมีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ ดังนั้นผู้บริหาร ครู ผู้ปกครองนักเรียนและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้กำหนดรูปแบบในการพัฒนาพฤติกรรมอัน พึงประสงค์ตามคุณลักษณะของโรงเรียนสุจริตเป็นประการสำคัญ โดยร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ ที่จะนำไปสู่ การพัฒนานวัตกรรมการบริหารการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
จากการศึกษาและวิเคราะห์องค์กร พบว่า โรงเรียนหนองสะแกเป็นโรงเรียนมีการดำเนินการ ตามโครงการโรงเรียนสุจริตผ่านการประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาว (ระดับทอง) ผ่านการประเมินโรงเรียน คุณธรรม สพฐ. (ระดับ 4 ดาว) ผ่านการประเมินโรงเรียนวิถีพุทธ และผ่านการประเมินสถานศึกษาพอเพียง ใน ส่วนบริบทของชุมชนพบว่า ชุมชนมีความเข้มแข็งและพร้อมให้การสนับสนุนในการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียน ดังนั้น เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ในการจัดการศึกษาของโรงเรียน ด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านพฤติกรรมอันพึง ประสงค์ตามคุณลักษณะของนักเรียนโรงเรียนสุจริต โครงการโรงเรียนสุจริต จึงได้อาศัยความร่วมมือจากผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย กำหนดและพัฒนาการบริหารการจัดการเรียนรู้สู่การพัฒนาพฤติกรรมที่พึงประสงค์ตาม คุณลักษณะของโรงเรียนสุจริต โรงเรียนหนองสะแกในรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนรู้ N.S.K. Model ( Upright School Project Bannongsakea school with N.S.K.. Model ): สร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ ด้วยสำนึกรู้สุจริต โดยจัดกระบวนการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน เพื่อ พัฒนาคุณลักษณะของโรงเรียนสุจริต ปีการศึกษา 2565 ให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด
1.2 แนวคิด หลักการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลงาน หรือนวัตกรรมที่นำมาใช้อ้างอิงในการออกแบบ ผลงานหรือนวัตกรรม การพัฒนาพฤติกรรมอันพึงประสงค์ของนักเรียน โรงเรียนหนองสะแก ตามคุณลักษณะของ โรงเรียนสุจริต ในรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนรู้ N.S.K. Model ( Upright School Project Bannongsakea school with N.S.K.. Model ) : สร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ ด้วย สำนึกรู้สุจริต ได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และเอกสารที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการพัฒนาพฤติกรรมอันพึงประสงค์ตาม คุณลักษณะของนักเรียนโรงเรียนสุจริต ดังนี้
1 คุณลักษณะของนักเรียนโรงเรียนสุจริต คุณลักษณะของโรงเรียนสุจริต หมายถึง คุณลักษณะของโรงเรียนสุจริต 5 ประการ คือ ทักษะ กระบวนการคิด มีวินัย ซื่อสัตย์สุจริต อยู่อย่างพอเพียง มีจิตสาธารณะ ดังนี้
1.1 ทักษะกระบวนการคิด หมายถึง นักเรียนมีความสามารถในการจำแนก เปรียบเทียบ ให้ เหตุผล มีวิจารณญาณแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ได้ว่าสิ่งใดควรประพฤติปฏิบัติ และไม่ควรประพฤติปฏิบัติ ไม่ให้ เกิดการกระทำใดๆ เพื่อตนเองหรือผู้อื่นให้ได้รับผลประโยชน์ที่ไม่มีสิทธิ์จะได้รับโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์
1.2 มีวินัย หมายถึง นักเรียนมีจิตสำนึกในบทบาทและหน้าที่ของตนเอง ปฏิบัติตามข้อตกลง ข้อบังคับ กติกา ระเบียบ กฎหมายของครอบครัว โรงเรียน สังคม และยอมรับผลที่เกิดจากการปฏิบัติเคารพสิทธิ ของผู้อื่นและเป็นพลเมืองที่ดีของชุมชน สังคมประเทศชาติและสังคมโลก
1.3. ซื่อสัตย์สุจริต หมายถึง นักเรียนมีการแสดงออกถึงความประพฤติตรงตามความเป็นจริง ต่อตนเอง ครอบครัว สังคมและโลกทั้งทางกาย วาจาและใจ
1.4 อยู่อย่างพอเพียง หมายถึง นักเรียนมีการดำเนินชีวิตโดยยึดหลักความพอประมาณ ความ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
1.5 มีจิตสาธารณะ หมายถึง นักเรียนมีการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจไม่หวังผลตอบแทน เข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม โรงเรียน ชุมชน สังคม
2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning : PBL) เป็นวิธีการเรียนรู้เพื่อ พัฒนาการจัดการเรียนการสอน โดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการทำโครงงาน โดยยึดหลักที่ว่าผู้เรียนจะ เกิดการเรียนรู้ได้ดีเมื่อมีโอกาสได้ค้นคว้าในสิ่งที่ซับซ้อน ท้าทาย หรือประเด็นปัญหาที่ยุ่งยากที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง การเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญรูปแบบของ การเรียนรู้เน้นการพัฒนาองค์ความรู้ หรือทักษะผ่านภาระงาน ซึ่งจะกระตุ้นความอยากรู้ของผู้เรียน และเกิดการ เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง โดยใช้คำถามสำคัญเป็นตัวขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้โครงงานต้องสอดคล้อง กับมาตรฐานการเรียนรู้ และสามารถพัฒนาทักษะการคิดชั้นสูงของผู้เรียน การจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงาน เป็นฐานจะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าลงมือปฏิบัติจริง ในลักษณะการสำรวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น รวบรวมข้อมูล นำมาวิเคราะห์ทดสอบเพื่อแก้ปัญหา ผู้เรียนจะนำความรู้จากชั้นเรียนมาบูรณาการในการ แก้ปัญหา ค้นหาคำตอบ เป็นกระบวนการคันพบที่นำไปสู่การเรียนรู้ ผู้เรียนจะเกิดทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และเกิดทักษะการจัดการ ซึ่งมีการนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ในการแก้ปัญหา เป็นการพัฒนาผู้เรียน ให้เป็นคนมีเหตุผล ทำงานอย่างเป็นระบบ คิดวิเคราะห์และสรุปอย่างมีกฎเกณฑ์
2.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายเกี่ยวกับโครงงานเป็นฐานไว้ดังนี้
การจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่มีครู เป็นผู้กระตุ้นเพื่อนําความสนใจที่เกิดจากตัวนักเรียนมาใช้ในการทํากิจกรรมค้นคว้าหา ความรู้ด้วยตัวนักเรียนเอง นําไปสู่การเพิ่มความรู้ที่ได้จากการลงมือปฏิบัติการฟังและ การสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญ โดยนักเรียนมีการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทํางานเป็นกลุ่ม ที่ จะนํามาสู่การสรุปความรู้ใหม่ มีการเขียนกระบวนการจัดทําโครงงานและได้ผลการจัด กิจกรรมเป็นผลงานแบบรูปธรรม (ดุษฎีโยเหลาและคณะ, 2557)
พระครูสุธีจริยวัฒน์ (2560) ได้ให้ความหมาย การจัดการเรียนรู้แบบใช้ โครงงานเป็นฐานไว้ว่าการเรียนรู้โดยการจัดประสบการณ์ในการปฏิบัติงานในโครงงาน หรือกิจกรรม โดยให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์แก้ปัญหา ลงมือปฏิบัติวางแผนขั้นตอนการ ทํางาน ค้นหาความรู้ความจริงอย่างมีเหตุผล ได้ทําการทดลอง ได้พิสูจน์สิ่งต่าง ๆ ด้วย ตนเอง ฝึกการเป็นผู้นํา ผู้ตาม การทํางานเป็นทีม รวมถึงเกิดการพัฒนากระบวนการ คิดโดยเฉพาะการคิดขั้นสูง และสามารถการประเมินตนเอง รวมถึงสรุปความรู้ที่ได้ข้อ ปรับปรุง โดยการนําเสนอ และมีครูเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจ เป็นแนะนํา ให้คําปรึกษา ตามความสนใจของผู้เรียน
ทิศนา แขมมณี (2558) การจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นหลัก คือ การจัด สภาพการณ์ของการเรียนการสอน โดยให้ผู้เรียนได้ร่วมกันเลือกทำโครงงานที่ตนสนใจ โดยร่วมกันสำรวจ สังเกต และกำหนดเรื่องที่ตนสนใจ วางแผนในการทำโครงงานร่วมกัน ศึกษาข้อมูลความรู้ที่จำเป็น และลงมือปฏิบัติงาน ตามแผนที่วางไว้ จนได้ข้อค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ แล้วจึงเขียนรายงานแล้วนำเสนอต่อสาธารณชน เก็บ ข้อมูลและนำเสนอผลงานและประสบการณ์ทั้งหมดมาอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และสรุปผลการ เรียนรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ทั้งหมด
สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน หมายถึง การเรียนรู้ที่จัด ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานให้แก่ผู้เรียนเหมือนกับการทำงานในชีวิตจริงอย่างมีระบบ เพื่อเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรง ได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา วิธีการหาความรู้ ความจริง อย่างมีเหตุผล ได้ทำการ ทดลอง ได้พิสูจน์สิ่ง ต่าง ๆ ด้วยตนเอง รู้จักวางแผนการทำงาน ฝึกการเป็นผู้นำผู้ตาม ตลอดจนได้พัฒนา กระบวนการคิดโดยเฉพาะการคิดขึ้นสูง และการประเมินตนเอง โดยมีครูเป็นผู้กระตุ้นเพื่อนำความสนใจที่เกิด จากตัวนักเรียน มาใช้ในการทำกิจกรรม ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง นำไปสู่การเพิ่มความรู้ที่ได้จากการลงมือ ปฏิบัติ การฟัง และการสังเกตจากผู้รู้ โดยผู้เรียนมีการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม ที่จะนำมาสู่การ สรุปความรู้ใหม่ มีการเขียนกระบวนการจัดทำโครงงาน และได้ผลการจัดกิจกรรมเป็นผลงานแบบรูปธรรม
2.2 ประเภทของการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน
สุคนธ์ สินธพานนท์ (2558 : 118-19) ได้จัดประเภทของโครงงานไว้ 4 โครงงาน ดังนี้
1. โครงงานสำรวจ เป็นการรวบรวมข้อมูลที่กำลังศึกษา เพื่อนำมาพัฒนาหรือปรับปรุงให้ ดีขึ้น เช่น โครงงานสำรวจความคิดเห็นในการพัฒนาโรงเรียน โครงงานสำรวจพืชสมุนไพร โครงงานสำรวจแหล่ง วิทยาการในชุมชน โครงงานสำรวจคุณภาพน้ำทิ้งจากแหล่งต่าง ๆ โครงานสำรวจภูมิปัญญาท้องถิ่น
2. โครงงานประเภททฤษฎี หลักการ แนวความคิด การศึกษาและการทดลอง เป็น การศึกษาค้นคว้าโดยการแสวงหาข้อมูลจากแหล่งวิทยาการ เช่น จากห้องสมุด จากแหล่งประกอบการ เพื่อ ฝึกฝนการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง แล้วนำมาเปรียบเทียบกับความรู้ที่ได้รับโดยตรงจากตำราต่าง ๆ หรือการ ทดลอง เพื่อตรวจสอบกับทฤษฎี กฎ หลักข้อเท็จจริง หรือข้อสงสัยบางประการ เช่น โครงงานทดลองการดูดซึม สารปนเปื้อนในของเหลวชนิดต่าง ๆ โครงงานทดลองปลูกพืชผักสวนครัวโดยไม่ต้องใช้ดิน
3. โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ โครงงานประเภทนี้มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความคิด สร้างสรรค์ จากการสังเกตวิเคราะห์ระบบการทำงานของสิ่งของเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ใน ชีวิตประจำวัน เช่นโครงงานออกแบบบรรจุภัณฑ์ โครงงานผลิตเครื่องอบอาหารจากพลังแสงอาทิตย์ เป็นต้น
4. โครงงานพัฒนาชิ้นงาน เป็นโครงงานที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดแนวคิด หรือพัฒนา สิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่แล้ว ให้มีประสิทธิภาพใช้ประโยชน์ให้ได้มากยิ่งขึ้น จุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความคิด สร้างสรรค์จากการสังเกต การคิดวิเคราะห์ระบบการทำงานของสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อพัฒนาสร้างงานใหม่ จัดระบบงานใหม่ เช่น โครงงานพัฒนาเครื่องฉีดยาฆ่าแมลง โครงงานพัฒนาระบบดินและน้ำ
2.3 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงขั้นตอนการทำโครงงานไว้ดังนี้ วิจารณ์ พานิช (2555 : 71-75) ได้เสนอแนวคิดในการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน โดยมี ความเชื่อว่า หากต้องการให้การเรียนรู้มีพลังและฝังอยู่ในตัวผู้เรียน ต้องเป็นการเรียนรู้ที่เรียนโดยการลงมือทำ เป็นโครงการ (Project) ร่วมกันทำเป็นทีม และทำกับปัญหาที่มีอยู่ในชีวิตจริง เป็นลักษณะวงล้อแห่งการเรียนรู้ ซึ่งส่วนของวงล้อแต่ละชิ้นได้แก่ Define, Plan, Do, Review และ Presentation ดังนี้
1. Define คือขั้นตอนการทำให้สมาชิกของทีมงานรวมทั้งครูมีความชัดเจนร่วมกันว่า คำถาม ปัญหา ประเด็น ความท้าทายของโครงงานคืออะไร และเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อะไร
2. Plan คือการวางแผนการทำงานโครงงาน ครูก็ต้องวางแผนกำหนดทางหนีทีไล่ในการ ทำหน้าที่โค้ช รวมทั้งเตรียมเครื่องอำนวยความสะดวกในการทำโครงงานของนักเรียน และที่สำคัญเตรียมคำถาม ไว้ถามทีมงาน เพื่อกระตุ้นไว้ให้คิดถึงประเด็นสำคัญบางประเด็นที่นักเรียนมองข้าม โดยถือหลักว่าครูต้องไม่เข้า ไปช่วยเหลือ จนทีมงานขาดโอกาสคิดเอง แก้ปัญหาเอง นักเรียนที่เป็นทีมงานก็ต้องวางแผนของตน แบ่งหน้าที่ กันรับผิดชอบ การประชุมพบปะระหว่างทีมงาน การแลกเปลี่ยนข้อค้นพบ แลกเปลี่ยนคำถาม แลกเปลี่ยน วิธีการ ยิ่งทำการเข้าใจร่วมกันไว้ชัดเจนเพียงใด งานในขั้น Do ก็จะสะดวกเลื่อนไหลดีเพียงนั้น
3. Do คือการลงมือทำ มักจะพบปัญหาที่ไม่คาดคิดเสมอ นักเรียนจึงจะได้เรียนรู้ทักษะ ในการแก้ปัญหา การประสานงาน การทำงานร่วมกันเป็นทีม การจัดการความขัดแย้ง ทักษะในการทำงาน ภายใต้ทรัพยากรอันจำกัด ทักษะในการคันหาความรู้เพิ่มเติม ทักษะในการทำงานในสภาพที่ทีมงานมีความ แตกต่างหลากหลาย ทักษะการทำงานในสภาพกดดัน ทักษะในการบันทึกผลงาน ทักษะในการวิเคราะห์ผล และ แลกเปลี่ยนข้อวิเคราะห์กับเพื่อนร่วมทีมเป็นต้น ในข้อ D0 นี้ ครูและศิษย์จะได้มีโอกาสสังเกตทำความรู้จัก และ เข้าใจศิษย์เป็นรายบุคคล และเรียนรู้หรือฝึกทำหน้าที่เป็น "วิทยากร" และ โค้ชด้วย
4. Review คือการที่ทีมนักเรียนจะทบทวนการเรียนรู้ ที่ไม่ใช่แค่ทบทวนว่าโครงงานได้ผล ตามความมุ่งหมายหรือไม่ แต่จะต้องเน้นทบทวนว่างานหรือกิจกรรม หรือพฤติกรรมแต่ละขั้นตอนได้ให้บทเรียน อะไรบ้าง เอาทั้งขั้นตอนที่เป็นความสำเร็จและความล้มเหลวมาทำความเข้าใจ และกำหนดวิธีการทำงานใหม่ที่ ถูกต้องเหมะสม รวมทั้งเอาเหตุการณ์ระทึกใจ หรือเหตุการณ์ที่ภาคภูมิใจ ประทับใจ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ขั้นตอนนี้เป็นการเรียนรู้และทบทวนไตร่ตรอง (Reflection) หรือในภาษา KM เรียกว่า (After Action Review)
5. Presentation คือการนำเสนอโครงงานต่อชั้นเรียน เป็นขั้นตอนที่ให้การ เรียนรู้ทักษะ อีกชุดหนึ่ง ต่อเนื่องกับชั้นตอนการ Review เป็นขั้นตอนที่ทำให้เกิดการทบทวน ชั้นตอนของงาน และการเรียนรู้ ที่เกิดขึ้นอย่างเข้มชัน แล้วเอามานำเสนอในรูปแบบที่เร้าใจให้อารมณ์และความรู้ (ปัญญา) ทีมงานของนักเรียน อาจสร้างนวัตกรรมในการนำเสนอก็ได้ โดยอาจเขียนรายงาน และนำเสนอเป็นรายงานหน้าชั้น มี เพาเวอร์ พอยท์ (PowerPoint) ประกอบ หรือจัดเป็นวีดีทัศน์นำเสนอ หรือนำเสนอเป็นละครเป็นต้น
ดุษฎี โยเหลาและคณะ (2557 : 20-23) กล่าวถึงขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้โครงงานเป็นฐานไว้ 6 ขั้นตอน ดังนี้
1. ชั้นให้ความรู้พื้นฐาน
2. ขั้นกระตุ้นความสนใจ
3. ขั้นจัดกลุ่มร่วมมือ
4. ขั้นแสวงหาความรู้
5. ขั้นสรุปสิ่งที่เรียนรู้
6. ขั้นนำเสนอผลงาน
3. ประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน
นักการศึกษาหลายท่านกล่าวถึงประโยชน์การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ดังนี้
วราภรณ์ ตระกูลสฤษดิ์ (2551) ได้สรุปประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็น ฐานว่ามีประโยชน์ต่อทั้งครูทั้งผู้เรียน ในการที่จะช่วยสร้างสรรค์องค์ความรู้ จากการค้นคว้าที่มีผลงานวิจัย เพิ่มขึ้น จะทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม เพิ่มทักษะในการเรียนรู้แบบร่วมมือ และช่วยยกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้
1. เพิ่มอัตราการเข้าเรียน เสริมสร้างความเชื่อมั่น พัฒนาทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้
2. เมื่อเปรียบเทียบการจัดการเรียนรู้แบบอื่นแล้ว ผลสัมฤทธิ์มีค่าเท่ากับหรือสูงกว่า
3. เปิดโอกาสให้มีการพัฒนาทักษะที่ซับซ้อน เช่นทักษะการคิดชั้นสูง การแก้ปัญหา
4. เปิดกว้างการเรียนรู้ ปรับใช้กลวิธีเพื่อรองรับผู้เรียนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม
5. สนับสนุนให้ผู้เรียนสืบค้นและส่งเสริมทักษะการคิดขึ้นสูง
6. การพึ่งพาตนเองเพิ่มขึ้นและทัศนคติที่ปรับไปตามการเรียนรู้
7. ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเองมากขึ้น
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2559 : 357) กล่าวถึงประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นฐาน 4 ประการ ดังต่อไปนี้
1. เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกทักษะในการปฏิบัติงาน
2. ทำให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการทำงานอย่างมีระบบและแผนงานที่ดี
3. เป็นการให้ผู้เรียนมีโอกาสได้ฝึกฝนกระบวนการในการค้นหาความรู้
4. ทำให้ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง
สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน มีประโยชน์ต่อทั้งครูและผู้เรียนในการที่จะ ช่วยสร้างสรรค์องค์ความรู้ จากการได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เริ่มตั้งแต่การคันหาปัญหาที่ต้องการแก้ไขหรือ พัฒนาให้ดีขึ้นด้วยตัวผู้เรียนเอง สืบเสาะหาสาเหตุที่แท้จริงเชื่อมโยงไปสู่การหาวิธีแก้ไขที่สอดคล้องและ เหมาะสม การติดตามผลการดำเนินงาน การเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบระเบียบ เพื่อการสรุปผลที่ถูกต้องและ น่าเชื่อถือ ครูทำหน้าที่เพียงผู้ชี้แนะแนวทาง หรือช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา
การบริหารการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ N.S.K. Model ( Upright School Project Bannongsakea school with N.S.K.. Model ): สร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ ด้วย สำนึกรู้สุจริต เป็นการบริหารการจัดการเรียนรู้ โดยคำนึงถึงลักษณะนักเรียนในด้านต่างๆ ได้แก่ ความต้องการ และความสนใจของนักเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมหลากหลาย เช่น มีการปฏิสัมพันธ์กัน มีการตั้งคำถาม สำรวจ ทดลอง ตั้งสมติฐาน สังเกต จัดการกระทำข้อมูล เป็นต้น เนื้อหาแบบบูรณาการระหว่างศาสตร์ต่างๆ วัตถุประสงค์ของโครงงานสอดคล้องกับเนื้อหาที่มีในหลักสูตรสถานศึกษา มุ่งพัฒนาคุณลักษณะของนักเรียน โรงเรียนสุจริต กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้มีการสืบเสาะค้นหาและใช้เครื่องมือดิจิทัลผ่านเครือข่าย ครูมีบทบาท หน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้นักเรียน กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกการคิดวิเคราะห์ มีวินัย ซื่อสัตย์สุจริต อยู่อย่างพอเพียง และมีจิตสาธารณะ