ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เน้นทักษะการพูด
ในการเป็นพิธีกร ด้วยหลักวาทศิลป์ 5 ขั้น ของ Curtis โดยใช้สื่อประสม สำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนกัลยาณวัตร อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น
ชื่อผู้วิจัย ทรงศิลป์ อินกกผึ้ง
ปีวิจัย 2568
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งเป็นการวิจัยและพัฒนามุ่งพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เน้นทักษะการพูดในการเป็นพิธีกร ด้วยหลักวาทศิลป์ 5 ขั้น ของ Curtis
โดยใช้สื่อประสม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนกัลยาณวัตร อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหา 2) เพื่อศึกษาการสร้างและพัฒนารูปแบบ
การจัดการเรียนรู้ 3) เพื่อหาประสิทธิภาพ 4) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล 5) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6) เพื่อประเมินทักษะทางการพูด 7) เพื่อประเมินความพึงพอใจ 8) เพื่อศึกษา
ความคงทนของความรู้
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนกัลยาณวัตร อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ปีการศึกษา 2568 จำนวน 645 คน กลุ่มตัวอย่าง คัดเลือกโดยใช้เทคนิคการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จำนวน 242 คน คัดเลือกโดยใช้เทคนิคการสุ่มแบบหลายขั้นตอน
เครื่องที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะการพูด แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบประเมินความคงทนของความรู้ สถิติที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, E1/E2, EI, และสถิติทดสอบสมมติฐานแบบ t- test แบบกลุ่มสัมพันธ์
ผลการวิจัยพบว่า
1. ปัญหาโดยรวมมีปัญหาอยู่ในระดับมาก
2. ผลการสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยพัฒนาโดยการทดลองจำนวน 3 ครั้ง พบว่า ครั้ง 1 แบบ 1:1 การพัฒนารูปแบบมีประสิทธิภาพเท่ากับ 73.70/75.22
ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ เป็นเพราะพบข้อบกพร่องของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน หน่วยที่ 3
รู้ใช้วาทศิลป์ให้เด่นชัด และหน่วยที่ 4 ถนัดลีลาการสื่อสาร จากนั้นจึงนำผลมาวิเคราะห์ข้อบกพร่องของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และนำไปทดลองแบบ 1:10 (Small Group) ต่อไป ครั้งที่ 2 แบบ 1:10 การพัฒนารูปแบบมีประสิทธิภาพเท่ากับ 77.38/79.65 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ เป็นเพราะพบข้อบกพร่องของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน หน่วยที่ 2
พูดทายทักอย่างเปิดใจ และหน่วยที่ 5 การเป็นพิธีกรอย่างมืออาชีพ จากนั้น จึงนำผลมาวิเคราะห์ข้อบกพร่องของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แล้วนำไปทดลองแบบ 1:100 (Field Group) ต่อไป ครั้งที่ 3 แบบ 1:100 การพัฒนารูปแบบมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.96/82.34 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 สามารถนำรูปแบบไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้
3. ประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.22/83.42 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80
4. ดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ .67 หรือคิดเป็นร้อยละ 67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด .50 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 67
5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .05
6. ประเมินทักษะการพูดโดยรวมอยู่ในระดับมาก
7. ประเมินความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก
8. ประเมินความคงทนของความรู้ยังคงอยู่เหมือนเดิม
จากผลการวิจัยจะเห็นได้ว่านักเรียนที่เรียนด้วยการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มีความรู้เพิ่มขึ้น มีทักษะในการพูดในการเป็นพิธีกร สามารถนำองค์ความรู้ที่เกิดจากการเรียนไปพูดในที่สาธารณะ ในการงานพิธีต่าง ๆ ได้