รายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
ด้านการวัดและประเมินผลที่มุ่งเน้นศักยภาพผู้เรียนรายบุคคล
ชื่อผลงาน PERSONAL SCORE MODEL : รูปแบบการบริหารจัดการผลการวัดและประเมินผลในชั้นเรียน
เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียนรายบุคคล
ชื่อเจ้าของผลงาน
นางสาวรุจิราภา ศรีสุวรรณ์
ผู้อำนวยการโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนช่างกลปทุมวันอนุสรณ์ ๑๐
๑. ความสำคัญของผลงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ
การจัดการศึกษาในปัจจุบันมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ทั้งด้านความรู้ ความสามารถ ความถนัด ความสนใจ พฤติกรรมการเรียนรู้ และบริบททางครอบครัว ผู้เรียนแต่ละคนจึงไม่ควรได้รับการพัฒนาโดยใช้แนวทางเดียวกันทั้งหมด การวัดและประเมินผลในชั้นเรียนจึงต้องมีบทบาทมากกว่าการตัดสินผลการเรียนหรือให้ระดับคะแนน แต่ควรเป็นกระบวนการสำคัญในการค้นหาจุดเด่น จุดที่ควรพัฒนา และความต้องการจำเป็นของผู้เรียนแต่ละคน เพื่อนำข้อมูลไปออกแบบการจัดการเรียนรู้และการช่วยเหลือที่เหมาะสม จากการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนช่างกลปทุมวันอนุสรณ์ ๑๐ พบว่า ผู้เรียนมีพื้นฐาน ความพร้อม และความสามารถในการเรียนรู้แตกต่างกัน ผู้เรียนบางคนเรียนรู้ได้รวดเร็วและควรได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาศักยภาพในระดับที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้เรียนบางคนยังมีข้อจำกัดด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ หรือทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง หากโรงเรียนใช้เพียงคะแนนรวม หรือผลการประเมินปลายภาคในการตัดสินผู้เรียน อาจทำให้ไม่สามารถมองเห็นปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียนแต่ละคนได้อย่างครอบคลุม
นอกจากนี้ ผลการวัดและประเมินผลในชั้นเรียนของครูยังมีความหลากหลาย เช่น ผลการประเมินก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน แบบฝึก ใบงาน ชิ้นงาน ภาระงาน การสังเกตพฤติกรรม และการประเมินตามสภาพจริง แต่ข้อมูลดังกล่าวอาจกระจัดกระจาย ขาดการเชื่อมโยงและการนำมาใช้วางแผนพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การช่วยเหลือผู้เรียนเป็นรายบุคคลยังไม่ชัดเจน และการติดตามความก้าวหน้าอาจไม่ต่อเนื่อง โรงเรียนจึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบบริหารจัดการที่ช่วยให้ครูสามารถนำข้อมูลจากการประเมินมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนจึงพัฒนา PERSONAL SCORE MODEL : รูปแบบการบริหารจัดการผลการวัดและประเมินผลในชั้นเรียน สู่การพัฒนาศักยภาพผู้เรียนรายบุคคล ขึ้น เพื่อเป็นกลไกในการรวบรวม วิเคราะห์ และใช้ข้อมูลผลการประเมินของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ โดยเปลี่ยน คะแนน และ ผลการประเมิน ให้เป็นสารสนเทศสำหรับการพัฒนา มิใช่เป็นเพียงตัวเลขที่ใช้ตัดสินผลการเรียน ครูสามารถนำข้อมูลมาจัดทำข้อมูลผู้เรียนรายบุคคล จำแนกตามระดับความต้องการ วางแผนการจัดการเรียนรู้ จัดกิจกรรมซ่อมเสริม ส่งเสริมความสามารถเฉพาะด้าน และติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่องรูปแบบดังกล่าวให้ความสำคัญกับการประเมินเพื่อพัฒนา โดยใช้ข้อมูลจากวิธีการประเมินที่หลากหลายและเหมาะสมกับผู้เรียน เชื่อมโยงการทำงานของผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้อง ผู้บริหารทำหน้าที่กำหนดนโยบาย วางระบบ สนับสนุนทรัพยากร ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพหรือ PLC รวมทั้งนิเทศ กำกับ ติดตาม และสะท้อนผลอย่างต่อเนื่อง ส่วนครูทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลและออกแบบการพัฒนาที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการรับทราบข้อมูลและร่วมส่งเสริมผู้เรียน
๒. วัตถุประสงค์และเป้าหมายของผลงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ
๒.๑ วัตถุประสงค์
1. เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการผลการวัดและประเมินผลในชั้นเรียนให้เป็นระบบ โดยใช้ PERSONAL SCORE MODEL เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
2. เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการช่วยเหลือ แก้ไข ส่งเสริม และพัฒนาตามจุดเด่น จุดที่ควรพัฒนา ความถนัด และศักยภาพของตนเองอย่างเหมาะสม
3. เพื่อพัฒนาระบบนิเทศ กำกับ ติดตาม และสะท้อนผลการนำข้อมูลการประเมินไปใช้พัฒนาผู้เรียน โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้อง
4. เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการเรียนรู้ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และความก้าวหน้าของผู้เรียนให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
๒.๒ เป้าหมายของผลงาน
๑. เป้าหมายเชิงปริมาณ
1. ครูผู้สอนร้อยละ ๑๐๐ มีการวัดและประเมินผลในชั้นเรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย ครอบคลุมการประเมินก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน
2. ผู้เรียนร้อยละ ๑๐๐ ได้รับการวิเคราะห์จุดเด่น จุดที่ควรพัฒนา และจัดกลุ่มตามความต้องการในการเรียนรู้
3. ผู้เรียนที่มีผลการประเมินต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ ๑๐๐ ได้รับการช่วยเหลือหรือจัดกิจกรรมพัฒนาเป็นรายบุคคล เช่น การสอนซ่อมเสริม แบบฝึกเฉพาะบุคคล เพื่อนช่วยเพื่อน หรือการประสานความร่วมมือกับผู้ปกครอง
4. ผู้เรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๕ มีผลการประเมินหลังได้รับการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา หรือมีพัฒนาการเป็นไปตามเป้าหมายรายบุคคลที่กำหนด
5. ครูผู้สอนร้อยละ ๑๐๐ ได้รับการนิเทศ ติดตาม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกระบวนการ PLC อย่างน้อยภาคเรียนละ ๑ ครั้ง