ความสำคัญของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ หมวด ๔ แนวทางการจัดการศึกษามาตรา ๒๒ ได้กำหนดไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักเสมอว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ และมาตรา ๒๔ ได้กล่าวถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อดำเนินการจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา จัดกิจกรรมให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึก การปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน ทำให้เกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่องและจัดการเรียนการสอนโดย ผสมสาระความรู้ต่าง ๆ ได้อย่างสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา ส่งเสริมสนับสนุนผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และมีความรอบรู้รวมทั้งสามารถใช้ในการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการเรียนรู้ทั้งผู้สอนผู้เรียน อาจเรียนไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและวิทยาการประเภทต่างๆ จัดการเรียนรู้ให้เกิดได้ทุกเวลาทุกสถานที่ และมีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครองและบุคคล ในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีความสำคัญและมีความจำเป็นที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะทักษะ การฟังและการพูด เป็นทักษะที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นทักษะที่แสดงให้เห็นว่าผู้พูดมีความรู้ทางภาษา สามารถถ่ายทอดความคิด ความเข้าใจ และความรู้สึกผ่านการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน และทักษะการฟังและการพูดยังช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ทักษะอื่นได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
จากการศึกษานโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ด้านการ ปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้หลากหลายด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยการส่งเสริมให้มีการต่อยอดแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบ สู่การพัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และมุ่งเน้นให้สถานศึกษานำ Active Learning มาใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาผู้เรียน Active Learning ไม่ได้เป็นเพียง "กิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนสนุกสนาน" แต่เป็น กระบวนการทางปัญญา (Cognitive Process) ที่กระตุ้นให้ผ็เรียนเกิดการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า และสร้างสรรค์ความรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ไม่ใช่เป็นเพียง "ทางเลือก" ทางการศึกษา แต่เป็น "ความจำเป็น" ในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ให้พร้อมรับมือกับโลกยุคพลิกผัน หัวใจสำคัญของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนของเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ หากแต่อยู่ที่การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ "คิด ลงมือทำ และสะท้อนความคิด" สู่การขับเคลื่อน Active Learning ให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนทั้งระบบ ตั้งแต่วัฒนธรรมการเรียนรู้ในห้องเรียน การพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน ระบบการวัดและประเมินผล ตลอดจนการสนับสนุนเชิงนโยบายจากผู้บริหารสถานศึกษา
นวัตกรรมที่นำมาพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning
ในการนี้ข้าพเจ้าผู้รับผิดชอบสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (วิชาภาษาอังกฤษ) ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ ทราบถึงปัญหาผู้เรียนขาดทักษะในการพูดภาษาอังกฤษ และขาดความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ครูจึงใช้วิธีการแก้ปัญหาให้กับผู้เรียนโดยการใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active learning บูรณาการร่วมกับ Communicative Language Teaching (CLT) เพื่อพัฒนาทักษะการฟังและการพูด ผ่านกิจกรรม เกม สื่อการ เรียนการสอน ใบความรู้ และแบบฝึกหัดที่น่าสนใจ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น อีกทั้งผู้เรียนยังได้ทำสิ่งต่าง ๆ ผ่านการปฏิบัติการจริง ได้ฝึกในสภาพสิ่งแวดล้อมจริง ได้ ฝึกคิดและลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองตามความถนัดและศักยภาพ จนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นผ่านกระบวนการฝึกเป็นคู่และกลุ่ม ซึ่งเมื่อผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองและเกิดความสนุกสนาน มีความสุขที่จะเรียน จึงส่งผลให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในการฟังและพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร รวมถึงประยุกต์การนำเทคโนโลยีเข้ามาจัดการชั้นเรียน มีการวัดประเมินผลความก้าวหน้าการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนากิจกรรมการการจัดการเรียนรู้พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในด้านอื่นๆ ต่อไป
ขั้นที่ ๑ S Stimulate (การกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจ) คือ การกระตุ้น สร้างแรงจูงใจและเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของผู้เรียนและเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของผู้เรียน หรือการเตรียมการของครูผู้สอนที่จะ เตรียมการสอนให้ผู้เรียนเกิดความสนใจตั้งแต่การออกแบบแผนการเรียนรู้และนำวิธีการสอนมาปรับใช้ใน บริบทรวมไปถึงการนำเข้าสู่บทเรียน เช่น การใช้สื่อภาพ เกม เพลง รูปภาพ คลิปวิดีโอ สถานการณ์จำลอง หรือคำถามชวนคิด เพื่อดึงความสนใจของผู้เรียน กระตุ้นให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้และมีส่วนร่วม พร้อมที่จะเข้าสู่บทเรียน
ขั้นที่ ๒ I Input (การเสริมสร้างองค์ความรู้) คือ การเชื่อมโยงเนื้อหาความรู้ใหม่เข้ากับประสบการณ์เดิม หรือสภาพแวดล้อมใกล้ตัวของผู้เรียน เพื่อให้เนื้อหาที่อาจจะดูซับซ้อน กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและจับต้องได้ โดยครูนำเสนอคำศัพท์ โครงสร้างภาษา หรือเนื้อหาใหม่ และเลือกใช้สื่อที่หลากหลาย เช่น บัตรคำ สื่อดิจิทัล เรื่องเล่า หรือบทสนทนา เพื่อเน้นการรับรู้ภาษา (Language Input) ที่ถูกต้องและเข้าใจง่าย
ขั้นที่ ๓ P Practice (การลงมือฝึกปฏิบัติอย่างสร้างสรรค์)คือ การเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลง
มือทำจริง ผ่านใบงาน กิจกรรมเดี่ยว คู่ กลุ่ม หรือการส่งเสริมการสื่อสาร เพื่อให้เกิดทักษะจากการแก้ปัญหา ทักษะการสื่อสาร และสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยตัวเอง โดยครูเป็นผู้สังเกตการณ์ ในขณะผู้เรียนฝึกปฏิบัติ และจะให้คำแนะนำผู้เรียนหลังฝึกปฏิบัติ ผู้จะไม่ขาดความมั่นใจและเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกอย่างอิสระ Learning by Doing
ขั้นที่ ๔ F Feedback (การสะท้อนผลและให้ข้อมูลย้อนกลับ) คือ ครูผู้สอนและผู้เรียนร่วมกับ
สะท้อนผลการเรียนรู้ และครูผู้สอนประเมินผลระหว่างทางและให้คำแนะนำอย่างสร้างสรรค์ (Constructive Feedback) เพื่อชื่นชมจุดเด่น และให้ข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ แก้ไขข้อผิดพลาด และเสริมแรงเชิงบวก ชี้แนะจุดที่สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ก่อนที่จะจบกระบวนการ ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
ขั้นที่ ๕ A Application (การนำไปประยุกต์ใช้) คือ การให้ผู้เรียนสรุปองค์ความรู้ที่ได้ สร้างชิ้นงาน
นำเสนอผลงาน เล่นบทบาทสมมติ หรือสื่อสารในบริบทจริง ซึ่งจะมุ่งเน้นการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอย่างมั่นใจและยั่งยืนและสามารถถ่ายทอดหรือนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ใหม่ๆ ซึ่งผลลัพธ์จากขั้นตอนนี้สามารถนำไปเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ของตัวผู้เรียนและผู้สอนได้ด้วย