บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ก่อนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น โดยใช้การวิจัยและพัฒนา (R&D) แบ่งการวิจัยออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิจัย (Research: R1) เป็นการวิจัยและวิเคราะห์ (Research and Analysis: R&A) เพื่อศึกษาข้อมูลสำหรับการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ ระยะที่ 2 การพัฒนา (Development: D1) เป็นการออกแบบและพัฒนา (Design and Development: D&D) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้ ระยะที่ 3 การวิจัย (Research: R2) เป็นการนำไปใช้ (Implementation: I) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้ตามสถานการณ์จริง ระยะที่ 4 การพัฒนา (Development: D2) เป็นการประเมินผล (Evaluation: E) เพื่อประเมินผลรูปแบบการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนเซิมพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 25 คน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่มจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 4 ห้องเรียน และสุ่มได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 เป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (Dependent Samples t-test)
ผลการวิจัยพบว่า
1. รูปแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน โดยใช้วัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น (7E) เสริมด้วยเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 78.02/79.13 กล่าวคือ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยจากกิจกรรมระหว่างเรียนคิดเป็นร้อยละ 78.02 และมีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 79.13 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75
2. ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ของนักเรียนหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 36.72 คะแนน จากคะแนนเต็ม 48 คะแนน สูงกว่าก่อนเรียนซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 13.32 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ของนักเรียนหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 25.00 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน สูงกว่าก่อนเรียนซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 10.04 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.64 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.52 จากมาตรประมาณค่า 5 ระดับ
คำสำคัญ รูปแบบการเรียนรู้, วัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น (7E), เทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา,
ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน