ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบมีส่วนร่วมด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อ
เสริมสร้างสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนของครูภาษาอังกฤษ สำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1
ผู้วิจัย นางส่องแสง ปรีดิ์ธอนันต์
ตำแหน่ง ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ
สถานที่ทำงาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1
ปีที่พิมพ์ 2569
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบมีส่วนร่วมด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนของครูภาษาอังกฤษ โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ดังนี้ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และองค์ประกอบของกรอบแนวคิดของรูปแบบ 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมิน รับรอง และปรับปรุงรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบให้เป็นฉบับสมบูรณ์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา 4 ระยะ ระยะที่ 1 เก็บข้อมูลจากครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ รวม 365 คน และสนทนากลุ่มครูแกนนำ
16 คน ระยะที่ 2 ตรวจสอบคุณภาพรูปแบบโดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน และการสนทนาอิงผู้เชี่ยวชาญ 9 คน ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบกับครูภาษาอังกฤษ ศูนย์อำนวยการเครือข่ายธาตุเชิงชุม 20 คน จาก 10 สถานศึกษา จำนวน 2 วงรอบ ในปีการศึกษา 2568 ซึ่งมีผู้เรียนในชั้นเรียนของครูกลุ่มเป้าหมาย 522 คน ระยะที่ 4 ประเมินรูปแบบโดยผู้ใช้รูปแบบ 42 คน และสนทนากลุ่มถอดบทเรียน 12 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ประเด็นการสนทนากลุ่ม แบบประเมินรูปแบบและคู่มือ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบนิเทศ สังเกต และโค้ช แบบประเมินสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน แบบประเมินคุณภาพผลงานวิจัย แบบวัดเจตคติ และแบบบันทึกผลที่เกิดกับผู้เรียน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) การทดสอบที และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า
1. สมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนของครูภาษาอังกฤษมีสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 2.77) และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.68) ความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย (PNImodified = 0.851) รองลงมา คือ การเขียนรายงานและเผยแพร่ผลการวิจัย (0.849) ส่วนการนิเทศแบบมีส่วนร่วมด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพมีสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 2.74) และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.73) ความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ การร่วมปฏิบัติการนิเทศสังเกตชั้นเรียน (0.831) ผลดังกล่าวนำไปสู่กรอบแนวคิดของรูปแบบ 5 องค์ประกอบ
2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการ การวัดและประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ แกนสำคัญของรูปแบบ คือ กระบวนการนิเทศ
C-O-A-C-H 5 ขั้น ซึ่งขับเคลื่อนการนิเทศแบบมีส่วนร่วมด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 6 องค์ประกอบ 24 ตัวบ่งชี้ เพื่อพัฒนาสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน 6 องค์ประกอบ 24 ตัวบ่งชี้ รูปแบบมีคู่มือการใช้รูปแบบ 6 ส่วน ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสม (x̄ = 4.68) ความเป็นไปได้ (x̄ = 4.65) และความเป็นประโยชน์ (x̄ = 4.83) อยู่ในระดับมากที่สุด และรับรองรูปแบบครบทั้ง
9 คน
3. ผลการทดลองใช้รูปแบบ ด้านครู พบว่า ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 63.17 เป็นร้อยละ 88.17 และสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนเพิ่มขึ้นจากระดับปานกลาง (x̄ = 3.32) เป็นระดับมากที่สุด (x̄ = 4.86) ทั้งสองด้านสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ผลงานวิจัยในชั้นเรียนของครูมีคุณภาพระดับดีมาก (x̄ = 91.73 จาก 100 คะแนน) และผ่านเกณฑ์ครบทั้ง 20 เรื่อง เจตคติต่อการวิจัยในชั้นเรียน (x̄ = 4.55) สูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ด้านผู้เรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 59.01 เป็นร้อยละ 84.25 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผู้เรียนที่ผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้นจาก
ร้อยละ 26.44 เป็นร้อยละ 88.51
4. ผู้ใช้รูปแบบประเมินรูปแบบและคู่มือโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.46) และผ่านเกณฑ์ครบทั้ง 88 รายการ ผู้ร่วมสนทนากลุ่มถอดบทเรียนรับรองรูปแบบครบทั้ง 12 คน ผู้วิจัยคงแกนของรูปแบบไว้ และเพิ่มกลไกสนับสนุน 4 ด้าน ได้แก่ ความยืดหยุ่นของเวลา การหนุนเสริมทักษะวิชาการ ความยั่งยืน และการวัดผลและความสะดวกในการใช้ ได้เป็นรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบฉบับสมบูรณ์
คำสำคัญ: การนิเทศแบบมีส่วนร่วม, ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ, สมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน, ครูภาษาอังกฤษ, รูปแบบการนิเทศ