ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• การประเมินโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559

ความเป็นมาของการประเมินโครงการ

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ ประเทศใดที่คนในชาติมีความรู้ประเทศนั้นย่อมมีความเจริญรุ่งเรือง ดังนั้นประเทศต่างๆ จึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคนในชาติของตน โดยเน้นการให้ความสำคัญต่อการให้การศึกษาแก่คนในชาติเพราะการศึกษาคือการพัฒนาให้คนมีความรู้ความสามารถสร้างตนให้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงขึ้น สร้างชาติให้อยู่อย่างมีความสุขและรุ่งเรืองได้ (สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. 2542 : 86)

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560 - 2564 กล่าวไว้ใน จุดเน้นและประเด็นพัฒนาหลักในการเตรียมพร้อมด้านกำลังคนและการเสริมสร้างศักยภาพของประชากรในทุกช่วงวัย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพสูง ภายใต้เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงไปสู่โครงสร้างประชากรสังคมสูงวัยสมบูรณ์เมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2558 และเกิดการขาดแคลนแรงงานผลิตภาพแรงงานต่ำ คุณภาพคนยังมีปัญหาในทุกช่วงวัยและส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงกันตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่พัฒนาการไม่สมวัยในเด็กปฐมวัย ผลลัพธ์ทางการศึกษาของเด็กวัยเรียนค่อนข้างต่ำ แรงงานมีปัญหาทั้งในเรื่องความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงาน และผู้สูงอายุมีปัญหาสุขภาพโดยที่จำนวนไม่น้อยต้องพึ่งพิงผู้อื่นในการดำเนินชีวิต เป็นต้น ดังนั้น จุดเน้นการพัฒนาคนที่สำคัญในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 มีดังนี้

1) การพัฒนากลุ่มเด็กปฐมวัยให้มีสุขภาพกายและใจที่ดี มีทักษะทางสมอง ทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิตและทักษะทางสังคม เพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

2) การหล่อหลอมให้คนไทยมีค่านิยมตามบรรทัดฐานที่ดีทางสังคม คนไทยในทุกช่วงวัยเป็นคนดี มีสุขภาวะที่ดี มีคุณธรรมจริยธรรม มีระเบียบวินัย มีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมส่วนรวม

3) การพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถของคน มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัยเพื่อวางรากฐานให้เป็นคนมีคุณภาพในอนาคต การพัฒนาทักษะสอดคล้องกับความต้องการในตลาดแรงงานและทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ของคนในแต่ละช่วงวัยตามความเหมาะสม เช่น เด็กวัยเรียนและวัยรุ่นพัฒนาทักษะการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ มีความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการพัฒนาให้มีความพร้อมในการต่อยอดพัฒนาทักษะในทุกด้าน มีทักษะการทำงานและการใช้ชีวิตที่พร้อมเข้าสู่ตลาดงาน วัยแรงงานเน้นการสร้างความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพที่สอดคล้องกับตลาดงานทั้งทักษะขั้นพื้นฐาน ทักษะเฉพาะในวิชาชีพ ทักษะการเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ ทักษะการประกอบอาชีพอิสระ วัยสูงอายุเน้นพัฒนาทักษะที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับวัยและประสบการณ์

4) การเตรียมความพร้อมของกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคตอย่างสำคัญ

5) การยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศในทุกระดับและยกระดับการเรียนรู้ โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ปรับระบบการจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาคุณภาพครูทั้งระบบ รวมทั้งการยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศในสาขาวิชาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และพัฒนาระบบทวิภาคีหรือสหกิจศึกษาให้เอื้อต่อการเตรียมคนที่มีทักษะให้พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งสื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย

6) การสร้างเสริมให้คนมีสุขภาพดี เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพและการลดปัจจัยเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ในการดูแลสุขภาพการพัฒนารูปแบบการออกกาลังกายและโภชนาการที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย การใช้มาตรการทางกฎหมายและภาษีในการควบคุมและส่งเสริมอาหารและผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ การสร้างกลไกในการจัดทำนโยบายสาธารณะที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพที่จะนาไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี (สำนักงานคณะกรรมการแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. 2559 : 42)

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 มาตรา 6 ได้กำหนดความมุ่งหมายและหลักการจัดการศึกษาว่า ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทย ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข และมาตรา 22 แนวการจัดการศึกษายังให้ความสำคัญแก่ผู้เรียนทุกคนโดยยึดหลักว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2545 : 3-8)

จากแนวการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดสอดคล้องกับ สุวัฒน์ เงินฉ่ำ (2545 : ช) กล่าวว่า “ผู้เรียนสำคัญที่สุดคือ นักเรียน ซึ่งเป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่กระตุ้นเตือนให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาได้หันกลับมาทบทวน ตรวจสอบความคิด ความเชื่อ และการปฏิบัติงานของตน พร้อมทั้งตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ และพันธกิจใหม่ในการจัดการเรียนรู้ เพื่อสนับสนุน สร้างเสริม และพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะตามความมุ่งหวังของสังคม” ดังนั้นเป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา คือ การดำเนินการให้มีระบบการศึกษาที่สามารถสร้างคนไทยให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพและมีศักยภาพที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า รวมทั้งมีพลังมากพอที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในโลกได้ หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา จึงอยู่ที่การปฏิรูปการเรียนการสอนและการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ โดยมีครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นกลไกสำคัญที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปทั้งระบบ (วิจิตร ศรีสะอ้าน. 2543 : 15–34) ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่าคนเป็นปัจจัยและผลของการพัฒนาประเทศ หากประชากรของประเทศมีคุณภาพจะส่งผลให้ประเทศชาติมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน คนจะมีคุณภาพได้ขึ้นอยู่กับกระบวนการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ การศึกษาจึงเป็นรากฐานของการพัฒนาคุณภาพคน (สำนักงานปฏิรูปการศึกษา. 2544 : 27)

ดังนั้น เด็กและเยาวชนเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความมั่นคงของประเทศ เพราะเยาวชนในวันนี้เจริญวัยขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องรับผิดชอบในอนาคตของบ้านเมือง (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2553 : 1)

การประเมินคุณภาพทางการศึกษา เป็นกลไกสำคัญประการหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติรวมทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบการวางแผนและพัฒนาคุณภาพของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา (สำนักทดสอบทางการศึกษา. 2559 : 1)

รายงานผลการประเมินคุณภาพผู้เรียนระดับชาติ ปีการศึกษา 2558 บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปีการศึกษา 2558 ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่าในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละอยู่ระหว่าง 36.61 – 48.39 โดยกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละสูงที่สุด 48.39 รองลงมา คือ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 47.64 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 41.76 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 41.55 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละต่ำสุด 36.61 ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปีการศึกษา 2558 ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกับระดับประเทศ (รวมทุกสังกัด) พบว่าไม่มีกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าระดับประเทศ (สำนักทดสอบทางการศึกษา. 2559 : 17-18)

จากการพิจารณาคะแนนเฉลี่ยร้อยละที่ได้จากการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปีการศึกษา 2558 ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 พบว่าได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ 50 และจำนวนโรงเรียนที่มีคะแนนรวมทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 50 มีน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของโรงเรียนทั้งหมด ข้อมูลเหล่านี้บ่งบอกให้เห็นว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน อยู่ในระดับต้องปรับปรุง โรงเรียนบ้านไสพลู เป็นโรงเรียนหนึ่งในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ค่าเฉลี่ยรวมทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้สูงกว่าร้อยกว่าร้อยละ 50 มาต่อเนื่อง 2 ปีการศึกษา ด้วยเหตุนี้ในปีการศึกษา 2559 ทางโรงเรียนจึงต้องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์จากการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ให้เพิ่มขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยปีการศึกษา 2558

โรงเรียนบ้านไสพลู เป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลเปลี่ยน อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2559 มีนักเรียน 93 คน ผู้บริหาร - ครู รวม 6 คน มีเขตพื้นที่บริการ 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 8 ตำบลเปลี่ยน และหมู่ที่ 1ตำบลเทพราช อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ชุมชนส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้ต่ำและฐานะยากจน แต่เป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็ง มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ผู้ปกครองให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียนเป็นอย่างดีมาโดยตลอด จากการสำรวจความต้องการของผู้ปกครองและชุมชน ในการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนบ้านไสพลู การประชุมผู้ปกครองโรงเรียนบ้านไสพลู และจากกิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียน พบว่า ผู้ปกครองและชุมชนเห็นความสำคัญและมีความต้องการให้สถานศึกษาพัฒนาด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมากที่สุด

ด้วยเหตุผลนี้ในปีการศึกษา 2559 ทางโรงเรียนบ้านไสพลูจึงได้จัดทำโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โดยการจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมเพื่อยกระดับผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) กิจกรรมพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ กิจกรรมพัฒนาสมรรถนะสำคัญตามหลักสูตรสถานศึกษา กิจกรรมประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน กิจกรรมเราต้องร่วมมือกัน กิจกรรมนิเทศ ติดตาม และให้ความช่วยเหลือ ดังนั้น ผู้ประเมินในฐานะผู้อำนวยการสถานศึกษาจึงได้ดำเนินการประเมินโครงการอย่างเป็นระบบ โดยใช้รูปแบบจำลองซิป (CIPP Model) ตามแนวคิดของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้ทราบข้อมูล และนำผล ไปใช้ในการปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างต่อเนื่อง แต่การดำเนินการต่างๆ ย่อมมีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการบ้างไม่มากก็น้อย จากเหตุผลดังกล่าว ผู้ประเมินในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา จึงมีความสนใจที่จะศึกษาและประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่ดำเนินการในปีการศึกษา 2559 ในด้านบริบทสภาพแวดล้อม ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต เพื่อให้ทราบถึงความเหมาะสม ความพร้อมและความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน อันจะเป็นแนวทางในการตัดสินใจ วางแผน ดำเนินโครงการ รวมทั้งจะได้ทราบความเหมาะสมของขั้นตอนกระบวนการในการดำเนินโครงการ ตลอดจนผลจากการดำเนินงานของโครงการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อโรงเรียนบ้านไสพลู และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เห็นรูปแบบ กระบวนการจัดกิจกรรม ตลอดถึงผลของการจัดกิจกรรมเพื่อยึดเป็นแนวทางในการปรับปรุงการจัดกิจกรรมโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้นต่อไป

วัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ

1. เพื่อประเมินสภาพแวดล้อมของโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน

โรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559

2. เพื่อประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559

3. เพื่อประเมินกระบวนการของโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559

4. เพื่อประเมินผลผลิตของโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559

ขอบเขตของการประเมินโครงการ

1. ขอบเขตด้านเนื้อหา

การประเมินโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 สำนักงานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2559 ได้ประยุกต์ใช้รูปแบบซิปป์ (CIPP Model) ของแดเนียล แอล สตัฟเฟิลบีม และคณะ (Danial L Stufflebeam and others) จากองค์ประกอบ 4 ด้าน ดังนี้

1.1 ด้านสภาพแวดล้อม ได้แก่ การประเมินความเหมาะสม ความสอดคล้องของ

วัตถุประสงค์โครงการกับนโยบายทางการศึกษา สภาพปัจจุบัน ปัญหา ความต้องการ และความจำเป็นในการดำเนินโครงการ

1.2 ด้านปัจจัยเบื้องต้น ได้แก่ การประเมินความเหมาะสม ความพร้อมของ งบประมาณ บุคลากร อาคารสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ของโครงการ

1.3 ด้านกระบวนการ ได้แก่ การประเมินความเหมาะสมของขั้นตอน กระบวนการในการดำเนินโครงการ การวางแผน การดำเนินการ การติดตามผลและการนำผลไปปรับปรุงโครงการ

1.4 ด้านผลผลิต ได้แก่ การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้คะแนนเฉลี่ย

ผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ 5 สาระ ได้แก่ ภาษาไทย สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ปีการศึกษา 2559 โดยการเปรียบเทียบกับคะแนนเฉลี่ย ปีการศึกษา 2558 และความพึงพอใจของผู้เรียน ครูผู้สอน และผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อโครงการ

2. ขอบเขตด้านประชากร

ประชากรที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ได้แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่

2.1 ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการบริหาร ด้านจัดการศึกษา ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านสถิติและวิจัย จำนวน 5 คน

2.2 คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 คน (ไม่นับรวมผู้บริหาร และครู)

2.3 คณะครู ปีการศึกษา 2559 จำนวน 6 คน

2.4 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 9 คน

2.5 ผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 9 คน

3. เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 ในครั้งนี้เป็นแบบประเมินที่ผู้ประเมินสร้างขึ้น ให้เหมาะสมกับ

การประเมินตามรูปแบบ CIPP Model ของ แดเนียล แอล สตัฟเฟิลบีม และคณะ (Danial L Stufflebeam and others) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครู นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 ใน 4 ด้าน คือ การประเมินด้านสภาพแวดล้อม การประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้น การประเมินด้านกระบวนการ และการประเมินด้านผลผลิต แบบประเมินครั้งนี้ มี 4 ชุด ดังนี้

ชุดที่ 1 แบบประเมินด้านสภาพแวดล้อมของโครงการ ประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ สำหรับคำตอบที่มีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสม ความสอดคล้อง ด้านสภาพแวดล้อม ซึ่งจะประเมินในระยะที่ 1 ก่อนการดำเนินโครงการ ระหว่างวันที่ 1 – 31 มีนาคม 2559

ชุดที่ 2 แบบประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้น ประเมินโดย คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูโรงเรียนบ้านไสพลูมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ สำหรับคำตอบที่มีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสม ความพร้อมด้านปัจจัยเบื้องต้น ซึ่งจะประเมินในระยะที่ 1 ก่อนการดำเนินโครงการ ระหว่างวันที่ 1 – 31 มีนาคม 2559

ชุดที่ 3 แบบประเมินด้านกระบวนการ ประเมินโดยคณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน ครู โรงเรียนบ้านไสพลูมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ สำหรับคำตอบที่มีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสม / ระดับการปฏิบัติงานในการดำเนินโครงการ ซึ่งจะประเมินในระยะที่ 2 ระหว่างการดำเนินโครงการ ระหว่างวันที่ 1 – 31 มกราคม 2560

ชุดที่ 4 แบบประเมินด้านผลผลิต ซึ่งจะประเมินในระยะที่ 3 หลังการดำเนินโครงการ ระหว่างวันที่ 1 – 10 มีนาคม 2560 แบบสอบถามชุดที่ 4 แบ่งเป็น 3 ชุดย่อย ได้แก่

1) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมโครงการ

พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ สำหรับคำตอบที่มีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจ

2) แบบประเมินความพึงพอใจของครูที่มีต่อการจัดกิจกรรมโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ สำหรับคำตอบที่มีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจ

3) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ สำหรับคำตอบที่มีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจ

สำหรับการประเมินผลผลิตเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ประเมินจะใช้คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ 5 สาระ ได้แก่ ภาษาไทย สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ปีการศึกษา 2559 โดยการเปรียบเทียบกับคะแนนเฉลี่ย ปีการศึกษา 2558

การวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินโครงการ

เมื่อผู้ประเมินเก็บรวบรวมแบบประเมินมาแล้ว นำมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ แล้วนำแบบประเมินที่ได้คืนทั้งหมดมาวิเคราะห์ โดยใช้วิธีการทางสถิติ ดังนี้

ข้อมูลจากแบบประเมิน ระดับความคิดเห็นที่มีต่อความเหมาะสม ความสอดคล้อง ความพร้อม การปฏิบัติงาน และความพึงพอใจ จากผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครู นักเรียน และผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของโรงเรียนตามโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 ตามลักษณะการดำเนินงานในด้านสภาพแวดล้อม ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการและด้านผลผลิต (ความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ) ใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยและ ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน

จากนั้นพิจารณาแปลความหมายของระดับความคิดเห็นที่มีต่อความเหมาะสม ความสอดคล้อง ความพร้อม การปฏิบัติงาน และความพึงพอใจเกี่ยวกับระดับการดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 โดยใช้ค่าเฉลี่ยที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ ซึ่งพัฒนามาจากเกณฑ์ของเบสต์ (Best. 1977) ดังนี้

ค่าเฉลี่ย 4.51 - 5.00 หมายถึง มีความคิดเห็น/มีความเหมาะสม/

มีความสอดคล้อง/มีความพร้อม/มีการปฏิบัติ/

มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด

ค่าเฉลี่ย 3.51 - 4.50 หมายถึง มีความคิดเห็น/มีความเหมาะสม/

มีความสอดคล้อง/มีความพร้อม/มีการปฏิบัติ/

มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก

ค่าเฉลี่ย 2.51 - 3.50 หมายถึง มีความคิดเห็น/มีความเหมาะสม/

มีความสอดคล้อง/มีความพร้อม/มีการปฏิบัติ/

มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับปานกลาง

ค่าเฉลี่ย 1.51 - 2.50 หมายถึง มีความคิดเห็น/มีความเหมาะสม/

มีความสอดคล้อง/มีความพร้อม/มีการปฏิบัติ/

มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับน้อย

ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.50 หมายถึง มีความคิดเห็น/มีความเหมาะสม/

มีความสอดคล้อง/มีความพร้อม/มีการปฏิบัติ/

มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับน้อยที่สุด

ส่วนการประเมินผลผลิตเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ใช้คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ 5 สาระ ได้แก่ ภาษาไทย สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ปีการศึกษา 2559 โดยการเปรียบเทียบกับคะแนน ปีการศึกษา 2558

สำหรับเกณฑ์การสรุปการประเมิน ผู้ประเมินได้กำหนดเกณฑ์การตัดสินการประเมินโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 ด้านสภาพแวดล้อม ปัจจัยเบื้องต้น กระบวนการ และผลผลิต (ความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ) ไว้ดังนี้

ค่าเฉลี่ย 3.50 หมายถึง ผ่านเกณฑ์ สมควรดำเนินการโครงการต่อไป

ค่าเฉลี่ย < 3.50 หมายถึง ไม่ผ่านเกณฑ์ ควรปรับปรุง/แก้ไขการดำเนินงานโครงการ หรือยุติการดำเนินงาน

ส่วนเกณฑ์การสรุปการประเมินโครงการด้านผลผลิตของโครงการ ในประเด็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้ประเมินได้กำหนดเกณฑ์ ไว้ดังนี้

คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ปีการศึกษา 2559 ปีการศึกษา 2558

หมายถึง ผ่านเกณฑ์

เหมาะสมมากที่จะดำเนินโครงการต่อไป

คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ปีการศึกษา 2559 < ปีการศึกษา 2558 หมายถึง ไม่ผ่านเกณฑ์

ควรปรับปรุง/แก้ไขการดำเนินงานโครงการ หรือยุติ /ล้มเลิกโครงการ

ผลการประเมินโครงการ

จากการประเมินโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 ตามรูปแบบซิปป์ (CIPP Model) ตามรูปแบบซิปป์ (CIPP Model) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครู นักเรียน และผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 ตามรูปแบบซิปป์ (CIPP Model) ใน 4 ด้าน คือ การประเมินด้านสภาพแวดล้อม การประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้น การประเมินด้านกระบวนการ และการประเมินด้านผลผลิต สามารถสรุปผลการประเมินได้ดังนี้

1. ผลการประเมินด้านสภาพแวดล้อม (Context) พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิ มีความคิดเห็นว่าโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 โดยรวม มีความเหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายทางการศึกษา สภาพปัจจุบัน ปัญหา ความต้องการ และความจำเป็นในการดำเนินงาน อยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.65, =0.52) ถือว่า ผลการประเมินโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 ด้านสภาพแวดล้อม (context) ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ( 3.50) ซึ่งสมควรที่จะดำเนินการในขั้นต่อไป คือ การวางแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ

2. ผลการประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้น (Input) พบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และครู มีความคิดเห็นว่า ปัจจัยเบื้องต้น ที่ใช้ในการดำเนินโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 ในด้านงบประมาณ บุคลากร อาคารสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ โดยรวม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.67, =0.46) ถือว่า ผลการประเมินโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลูปีการศึกษา 2559 ด้านปัจจัยเบื้องต้น (Input) ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ( 3.50) ซึ่งสมควรดำเนินงานขั้นตอนต่อไป โดยการกำหนดโครงสร้างของแผนงานและขั้นตอนการทำงานต่างๆ ของโครงการ

3. ผลการประเมินด้านกระบวนการ (Process) พบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และครู มีความคิดเห็นว่า ขั้นตอน กระบวนการในการดำเนินโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลูปีการศึกษา 2559 โดยรวม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( =4.49, =0.55) ถือว่า ผลการประเมินโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลูปีการศึกษา 2559 ด้านกระบวนการ (process) ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ( 3.50) ซึ่งสมควรดำเนินงานขั้นตอนต่อไป โดยการนำโครงการไปปฏิบัติ ควบคุมการทำงานให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดและเพื่อปรับปรุงแก้ไขแนวทางการดำเนินงานให้ได้ผลดีที่สุด

4. ผลการประเมินด้านผลผลิต (Product) พบว่า

4.1 ผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านไสพลู พบว่า คะแนนเฉลี่ยรวมทั้ง 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ในปีการศึกษา 2559 มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 63.47 สูงกว่าในปีการศึกษา 2558 ซึ่งมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 60.31 ดังนั้น ผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ 5 สาระ ผ่านเกณฑ์การประเมินที่ตั้งไว้ คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ปีการศึกษา 2559 ปีการศึกษา 2558

4.2 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 โดยรวม อยู่ในระดับมาก ( =4.48, =0.51) ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ( 3.50)

4.3 ครูมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 โดยรวม อยู่ในระดับมาก ( =4.37, =0.65) ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ( 3.50)

4.4 ผู้ปกครองนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 โดยรวม อยู่ในระดับมาก ( =4.31, =0.59) ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ( 3.50)

จากการประเมินผลผลิตทั้ง 2 ประเด็น ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ 5 สาระ ได้แก่ ภาษาไทย สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลู ปีการศึกษา 2559 ซึ่งผลการประเมินโครงการ ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดทั้ง 2 ประเด็น ดังนั้น จึงมีความเหมาะสมมากที่จะดำเนินงานโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลูในปีต่อไป และขยายโครงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความหลากหลาย ครอบคลุมความสนใจและความแตกต่างของนักเรียนเป็นรายบุคคล

ข้อเสนอแนะ

จากผลการประเมินโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้าน ไสพลู ปีการศึกษา 2559 ผู้ประเมินมีข้อเสนอแนะ ดังต่อไปนี้

ข้อเสนอแนะในการนำผลการประเมินไปใช้

1. จากการประเมินผลด้านสภาพแวดล้อม ผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเห็นว่า โครงการมีความเหมาะสมกับระยะเวลา และวิธีการดำเนินโครงการเป็นระบบขั้นตอนสามารถปฏิบัติได้ตรงตามกำหนดเวลาระยะเวลามีค่าเฉลี่ยน้อยกว่าข้ออื่นๆ โดยผู้ทรงคุณวุฒิให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ทางโรงเรียนควรมีการขยายระยะเวลาหรือเพิ่มระยะเวลาในการจัดกิจกรรมให้มากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากนักเรียนอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาหรือร่วมกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น ดังนั้น โรงเรียนบ้าน ไสพลูควรมีการปรับเพิ่มเวลาในการจัดกิจกรรมพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางกานเรียนให้มากขึ้นเพื่อจะได้จัดเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์เพิ่มขึ้น

2. โรงเรียนควรจัดให้มีอาคารเรียนห้องเรียนเพียงพอ เพื่อความสะดวกในการจัดการเรียนการสอน และจัดกิจกรรมต่างๆ ในการเรียนการสอน

3. นักเรียนที่มีผลการเรียนด้วยคะแนนระดับต่ำกว่า เกรด 2 ควรมีการสอน ซ่อมเสริมให้กับนักเรียนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ทำให้ง่ายต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนในภาคเรียนปกติและเป็นผลดีต่อนักเรียน คือ ทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาที่สอนในภาคเรียนปกติได้ง่ายยิ่งขึ้น

ข้อเสนอแนะในการประเมินครั้งต่อไป

1. ควรมีการประเมินโครงการโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านไสพลูต่อไปทุกๆ ปี แล้วนำผลการประเมินมาเปรียบเทียบความสำเร็จในการดำเนินงานของแต่ละปี เพื่อจะได้นำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงพัฒนาให้โครงการมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ

2. ควรมีการประเมินโครงการต่างๆ ที่โรงเรียนดำเนินการขึ้นทุกๆ โครงการ เพื่อได้ทราบผลการดำเนินงานโครงการเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้บริหารในการดำเนินโครงการดังกล่าว ในปีต่อๆ ไป

โพสต์โดย เด่น : [13 เม.ย. 2560 เวลา 13:28 น.]
อ่าน [643] ไอพี : 49.49.221.195
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
การเลี้ยงแมว
สมัครงานอย่างมืออาชีพ และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์กับอุปกรณ์เพิ่มความสะดวกสบายอย่าง คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ้กและอีกมากมาย การรันตีสินค้าได้มาตราฐาน
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ