ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

ในการดำเนินการสร้างแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้รายงานได้กำหนดขั้นตอนในการดำเนินการศึกษาตามลำดับดังนี้

1. ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง

2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

3. การสร้าง และหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

4. แบบแผนการทดลอง

5. การเก็บรวบรวมข้อมูล

6. การวิเคราะห์ข้อมูล

7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

1. ประชากร

ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 4 ห้องเรียน รวมจำนวนนักเรียนทั้งหมด 187 คน

2. กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้องที่ 1 โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 28 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย

1. แบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 7 เล่ม

ดังนี้

เล่มที่ 1 วรรณกรรมคืออะไร อ่านอย่างไรให้คุณค่า

เล่มที่ 2 วิเคราะห์วิจารณ์ข่าวและโฆษณา สร้างปัญญาพัฒนาสังคม

เล่มที่ 3 วิเคราะห์วิจารณ์สารคดี สร้างโลกนี้ให้สุขสันต์

เล่มที่ 4 วิเคราะห์วิจารณ์บันเทิงคดี สร้างสุนทรีย์มีความสุข

เล่มที่ 5 วิเคราะห์วิจารณ์วรรณกรรมพื้นบ้าน จดจารไว้ให้สืบสาน

เล่มที่ 6 วิเคราะห์วิจารณ์บทร้อยกรอง ตอบสนองจินตนาการ

เล่มที่ 7 วิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดี สร้างสีสันความเป็นไทย

2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ

3. แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ

การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

1. การสร้างและหาคุณภาพแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้รายงานได้ดำเนินการตามลำดับ ดังนี้

1.1 ศึกษาหลักสูตร จุดประสงค์สาระการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และขอบข่ายเนื้อหาสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

1.2 ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับแนวคิด ทฤษฎี และวิธีการสร้างแบบฝึกทักษะจากเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการสร้างแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

1.3 ดำเนินการสร้างแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 7 เล่ม ดังนี้

เล่มที่ 1 วรรณกรรมคืออะไร อ่านอย่างไรให้คุณค่า

เล่มที่ 2 วิเคราะห์วิจารณ์ข่าวและโฆษณา สร้างปัญญาพัฒนาสังคม

เล่มที่ 3 วิเคราะห์วิจารณ์สารคดี สร้างโลกนี้ให้สุขสันต์

เล่มที่ 4 วิเคราะห์วิจารณ์บันเทิงคดี สร้างสุนทรีย์มีความสุข

เล่มที่ 5 วิเคราะห์วิจารณ์วรรณกรรมพื้นบ้าน จดจารไว้ให้สืบสาน

เล่มที่ 6 วิเคราะห์วิจารณ์บทร้อยกรอง ตอบสนองจินตนาการ

เล่มที่ 7 วิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดี สร้างสีสันความเป็นไทย

1.4 นำแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นจำนวน 7 เล่ม นำเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เป็นผู้ประเมินคุณภาพ ดังมีรายนามต่อไปนี้

1.4.1 นางสาวเพียงใจ เรืองฤทธิ์

1.4.2 นางวรรณเพ็ญ วรภูมิภัทร

1.4.3 นางเพียร เกตุภูมิเฉลิม

1.4.4 นางสาวสมทรง น้อยเจริญ

1.4.5 นายวันชัย รังสิรัตน์กุล

1.5 นำผลการประเมินคุณภาพแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากผู้เชี่ยวชาญ 5 คน มาหาค่าเฉลี่ยโดยใช้เกณฑ์ของ บุญชม ศรีสะอาด (2545, หน้า 102-103) ดังนี้

ค่าเฉลี่ย การแปลผล

4.51-5.00 เหมาะสมมากที่สุด

3.51-4.50 เหมาะสมมาก

2.51-3.50 เหมาะสมปานกลาง

1.51-2.50 เหมาะสมน้อย

1.00-1.50 เหมาะสมน้อยที่สุด

การประเมินแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทั้ง 7 เล่ม โดยผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 คน ผลปรากฏว่ามีความเหมาะสมในระดับมากมีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 4.46 แสดงว่าแบบฝึกทักษะ มีความเหมาะสมในระดับมาก ผู้เชี่ยวชาญมีข้อเสนอแนะให้แก้ไขสำนวนการใช้ภาษาให้เหมาะสม และปรับปรุงรูปแบบการจัดพิมพ์ และแบบทดสอบประจำเล่ม

1.6 นำแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โดยมีการดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

ขั้นที่ 1 การหาประสิทธิภาพแบบเดี่ยว (Individual Tryout) ดำเนินการโดยนำแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ไปทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 ที่มีระดับการเรียนรู้แตกต่างกันจำนวน 3 คน แบ่งเป็น เก่ง 1 คน ปานกลาง 1 คน และอ่อน 1 คน เพื่อดูความเหมาะสมของเนื้อหาและความยากง่ายของแบบทดสอบ แล้วนำผลมาคำนวณหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ได้ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) =73.33/72.22

ขั้นที่ 2 การหาประสิทธิภาพแบบกลุ่มย่อย (Small Group Tryout) ดำเนินการ

โดยนำแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ไปทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 ที่มีระดับการเรียนรู้แตกต่างกัน จำนวน 9 คน แบ่งเป็น เก่ง 3 คน ปานกลาง 3 คน และอ่อน 3 คน แล้วนำผลมาคำนวณหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ได้ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) = 78.67/76.67

ขั้นที่ 3 การหาประสิทธิภาพแบบกลุ่มใหญ่ (Field Tryout) ดำเนินการโดยนำนำแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ไปทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 ที่มีระดับการเรียนรู้แตกต่างกัน จำนวน 30 คน แบ่งเป็น เก่ง 10 คน ปานกลาง 10 คน และอ่อน 10 คน แล้วนำผลมาคำนวณหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะตามเกณฑ์ 80/80 ผลการคำนวณได้ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) = 82.53/80.67

ขั้นที่ 4 นำแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผ่านกระบวนการหาประสิทธิภาพตามขั้นตอน และปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์แล้วไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้องที่ 1 โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 40 คน

2. การสร้าง และหาคุณภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้รายงาน

มีการดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้

2.1 ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบ การหาค่าระดับความยาก ค่าอำนาจจำแนก

และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ

2.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เกี่ยวกับ

แนวการดำเนินการวัดผล และประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

2.3 วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ ตัวชี้วัดที่ต้องการวัดให้ครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรู้ และหน่วยการเรียนรู้ที่จะใช้เขียนเป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก

2.4 ดำเนินการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ (Multiple Choice) 4 ตัวเลือก จำนวน 50 ข้อ ใช้จริง 30 ข้อ

2.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญชุดเดิม จำนวน 5 คน เพื่อพิจารณาว่าข้อสอบแต่ละข้อวัดตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้หรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบความเหมาะสมด้านภาษา และความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เพื่อนำไปปรับปรุง

ผู้เชี่ยวชาญประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้

ให้คะแนน + 1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดตามจุดประสงค์

ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดตามจุดประสงค์

ให้คะแนน - 1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นไม่วัดตามจุดประสงค์

2.6 นำผลการประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมจากผู้เชี่ยวชาญไปทำการวิเคราะห์เพื่อหาค่า IOC ตามวิธีของโรวิเนลลี (Rovinelli) และแฮมเบิลตัน (Hambleton) ค่าเฉลี่ยของคะแนนตั้งแต่ 0.50 ถึง 1.00 ถือว่าแบบทดสอบนั้นมีความสอดคล้อง

ระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมเป็นแบบทดสอบที่มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา

ที่ใช้ได้ ผลปรากฏว่ามีข้อสอบที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.80 ถึง 1.00

2.7 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ไปทดสอบกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 30 คน เพื่อตรวจหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

2.8 นำคะแนนจากข้อ 2.7 มาวิเคราะห์หาความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r)

เป็นรายข้อ โดยคัดเลือกหรือปรับปรุงแบบทดสอบที่มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.20-0.80

ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป เลือกมาเป็นแบบทดสอบที่นำไปใช้จริง จำนวน 30 ข้อ ผลการคัดเลือกได้ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.30-0.70 และค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง

0.27-0.53

2.9 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ โดยใช้สูตร KR-20 Kuder-Richardson

ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.85

2.10 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว จัดพิมพ์

และสำเนาแบบทดสอบ เพื่อนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปใช้ทดสอบจริงกับนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง

3. การสร้างและหาคุณภาพแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และ

วิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้รายงานดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

3.1 ศึกษาเอกสาร งานวิจัย และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสร้างแบบวัดความพึงพอใจ

3.2 สร้างแบบวัดความพึงพอใจซึ่งมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ดังนี้ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด จำนวน 10 ข้อ

3.3 กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนความพึงพอใจ และการแปลความหมายของค่าเฉลี่ยของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะตามเกณฑ์ ดังนี้

กำหนดการให้คะแนนประเมินผลตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาดมฃ, 2545, หน้า 102-103)

มีความพึงพอใจมากที่สุด ให้ 5 คะแนน

มีความพึงพอใจมาก ให้ 4 คะแนน

มีความพึงพอใจปานกลาง ให้ 3 คะแนน

มีความพึงพอใจน้อย ให้ 2 คะแนน

มีความพึงพอใจน้อยที่สุด ให้ 1 คะแนน

กำหนดเกณฑ์การแปลความหมายของค่าเฉลี่ย ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2545, หน้า 102-103)

ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00 แปลความว่า มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด

ค่าเฉลี่ย 3.51-4.50 แปลความว่า มีความพึงพอใจในระดับมาก

ค่าเฉลี่ย 2.51-3.50 แปลความว่า มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง

ค่าเฉลี่ย 1.51-2.50 แปลความว่า มีความพึงพอใจในระดับน้อย

ค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 แปลความว่า มีความพึงพอใจในระดับน้อยที่สุด

3.4 นำแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้น เสนอผู้เชี่ยวชาญชุดเดิมพิจารณาตรวจสอบความเที่ยงตรง และความถูกต้องของข้อคำถามแต่ละข้อ (IOC) พบว่ามีค่าตั้งแต่ 0.80 ถึง 1.00 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้

3.5 นำแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 30 คน

3.6 นำแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มาหาค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อโดยใช้วิธีการ Item Total Correlation สูตรสหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (rxy) แล้วคัดเลือกข้อคำถามที่มีค่าอำนาจจำแนกที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิเคราะห์ได้ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.33 ถึง 0.83

3.7 นำแบบวัดความพึงพอใจที่สร้างขึ้นทั้งฉบับมาหาค่าความเชื่อมั่นโดยหา ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha-coefficient) ของครอนบาช (Cronbach) พบว่า มีค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับเท่ากับ 0.88

3.8 พิมพ์แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้เก็บข้อมูลจริงกับนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้องที่ 1 โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 40 คน

แบบแผนการทดลอง

การทดลองในครั้งนี้ใช้รูปแบบแผนการทดลอง One Group Pretest-Posttest Design ซึ่งจะศึกษากลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว ทำการทดสอบก่อนและหลัง ดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest-Posttest Design

กลุ่ม Pre-test Treatment Post-test

E T1 X T2

เมื่อ E หมายถึง กลุ่มทดลอง

T1 หมายถึง การทดสอบก่อนการทดลอง (Pre-test)

T2 หมายถึง การทดสอบหลังการทดลอง (Post-test)

X หมายถึง การเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

การเก็บรวบรวมข้อมูล

2. ผู้รายงานได้อธิบายชี้แจงทำความเข้าใจ และข้อตกลงกับนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง

ในเรื่องการเรียน เวลาเรียน วิธีการในการเรียน

2. ผู้รายงานทำการเก็บข้อมูลก่อนทดลอง โดยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ เพื่อนำคะแนนที่ได้เป็นคะแนนทดสอบก่อนเรียน

3. ผู้รายงานให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และให้นักเรียนทำแบบทดสอบท้ายเล่ม เพื่อนำคะแนนที่ได้เป็นคะแนนทดสอบหลังเรียนของแต่ละเล่ม

4. หลังจากนักเรียนเรียนด้วย แบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ครบทั้ง 7 เล่ม แล้วให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ เพื่อนำคะแนนที่ได้เป็นคะแนนทดสอบหลังเรียนและให้นักเรียนทำแบบวัดความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ

5. ผู้รายงานตรวจผลการทำแบบทดสอบท้ายเล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง

การเรียนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบวัดความพึงพอใจแล้วจึงนำไปวิเคราะห์โดยใช้วิธีการทางสถิติต่อไป

การวิเคราะห์ข้อมูล

ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้รายงานได้ดำเนินการดังนี้

1. นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์

วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 80/80 โดยหาค่าร้อยละ

2. นำข้อมูลมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5โดยใช้สูตร t-test แบบ Dependent Samples

3. นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

1. สถิติพื้นฐาน

1.1 ค่าร้อยละ (Percentage) โดยใช้สูตรดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2546, หน้า 101)

เมื่อ P แทน ร้อยละ

f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ

N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด

1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2551, หน้า 124) โดยใช้สูตร

เมื่อ แทน ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของกลุ่มตัวอย่าง

X แทน ผลรวมของข้อมูลในกลุ่มตัวอย่าง

n แทน จำนวนข้อมูลในกลุ่มตัวอย่าง

1.3 การหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช้สูตรดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2546, หน้า 106)

เมื่อ S.D. แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

n แทน จำนวนผู้สอบทั้งหมด

X แทน ผลรวมของคะแนน

X2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละค่ายกกำลังสอง

2. สถิติที่ใช้ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ

2.1 การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของเนื้อหากับจุดประสงค์ได้จากสูตร

(สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1, 2552, หน้า 3)

IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องเหมาะสมของรายการข้อคำถามกับ

จุดประสงค์ (Index of Item Objective

Congruence)

R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทุกคน

N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ

2.2 การคำนวณหาดัชนีค่าความยากง่าย (p) ของข้อสอบ โดยใช้สูตร

(สมนึก ภัททิยธนี, 2553, หน้า 212)

เมื่อ P แทน ระดับความยาก

R แทน จำนวนคนตอบถูกทั้งหมด

N แทน จำนวนคนทั้งหมด

2.3 การคำนวณค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบ โดยใช้สูตร

(สมนึก ภัททิยธนี, 2553, หน้า 221)

เมื่อ r แทน ค่าอำนาจจำแนก

PH แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มเก่ง

PL แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มอ่อน

N แทน จำนวนคนทั้งหมดในกลุ่มเก่งและกลุ่มอ่อน

2.4 การหาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สูตร KR-20 ของคูเตอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson) (สุรวาท ทองบุ, 2550, หน้า 107)

เมื่อ ru แทน ความเที่ยงของแบบทดสอบทั้งฉบับ

k แทน จำนวนข้อของแบบทดสอบทั้งฉบับ

p แทน อัตราส่วนของผู้ตอบถูกในข้อนั้น

q แทน อัตราส่วนของผู้ที่ตอบผิดในข้อนั้น

S2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ

2.5 หาค่าอำนาจจำแนกของแบบวัดความพึงพอใจรายข้อ โดยใช้ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างข้อคำถามกับคะแนนรวม (item-total correlation) ซึ่งเป็นการหาค่าสหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนของข้อคำถาม (X) กับคะแนนรวมของข้อคำถามข้ออื่นที่เหลือ (Y) โดยใช้สูตรการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s product-moment correlation coefficient)

(บุญชม ศรีสะอาด, 2545, หน้า 164-167)

เมื่อ rxy แทน ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ

N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง

X แทน ผลรวมคะแนนของข้อคำถาม

Y แทน ผลรวมคะแนนของข้อคำถามอื่นที่เหลือ

X แทน ผลรวมคะแนนของข้อคำถามยกกำลังสอง

Y2 แทน ผลรวมคะแนนของข้อคำถามอื่นที่เหลือยกกำลังสอง

XY แทน ผลรวมคะแนนของผลคูณระหว่างคะแนน

ของข้อคำถามกับคะแนนของข้อคำถามอื่น

2.6 ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดความพึงพอใจ โดยใช้วิธีของ Cronbach

(บุญชม ศรีสะอาด, 2545, หน้า 96) ดังนี้

เมื่อ  แทน ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น

k แทน จำนวนข้อของแบบสอบถาม

ΣSi2 แทน ผลรวมของความแปรปรวนของแต่ละข้อ

St2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม

2.7 หาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้สูตรดังนี้ (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1, 2552, หน้า 4-5)

ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1)

E1 หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการดำเนินกิจกรรมของนวัตกรรม การเรียนการสอน

X หมายถึง คะแนนรวมของการประเมินผลในทุกหน่วย ทุกบท ทุกชุด ในระหว่างการดำเนินการของผู้เรียนทุกคน

A หมายถึง ผลรวมของคะแนนเต็มของแบบประเมินผลทุกหน่วย ทุกบท ทุกชุดของนวัตกรรมการเรียนการสอน

n หมายถึง จำนวนนักเรียนทั้งหมด

ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2)

E2 หมายถึง ประสิทธิภาพของผลลัพธ์จากการดำเนินกิจกรรมของนวัตกรรม การเรียนการสอน

F หมายถึง คะแนนรวมของการประเมินหลังดำเนินกิจกรรมเสร็จสิ้น ทุกหน่วย ทุกบท ทุกชุดของผู้เรียนทุกคน

B หมายถึง คะแนนเต็มของแบบประเมินหลังการดำเนินกิจกรรมเสร็จสิ้น ทุกหน่วย ทุกบท ทุกชุด

n หมายถึง จำนวนนักเรียนทั้งหมด

3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน

เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้สูตร t-test แบบ Dependent Group โดยใช้สูตรดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2546, หน้า 148)

เมื่อ t แทน การทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียน

และหลังเรียน

D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนสอบหลังเรียนกับ

ก่อนเรียนของนักเรียนแต่ละคน

ΣD แทน ผลรวมของความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและ

หลังเรียนของนักเรียนทุกคน

D2 แทน ความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของ

นักเรียนแต่ละคนยกกำลังสอง

ΣD2 แทน ผลรวมของความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและ

หลังเรียนของนักเรียนแต่ละคนยกกำลังสอง

(ΣD2) แทน ผลรวมของความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและ

หลังเรียนของนักเรียนทุกคนยกกำลังสอง

nΣD2 แทน จำนวนนักเรียนคูณผลรวมของความแตกต่างของ

คะแนนก่อนเรียน และหลังเรียนของนักเรียนแต่ละคน

ยกกำลังสอง

n แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด

โพสต์โดย มะเหมี่ยว : [18 ต.ค. 2561 เวลา 20:11 น.]
อ่าน [548] ไอพี : 110.168.59.217
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
การเลี้ยงแมว
สมัครงานอย่างมืออาชีพ และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์กับอุปกรณ์เพิ่มความสะดวกสบายอย่าง คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ้กและอีกมากมาย การรันตีสินค้าได้มาตราฐาน
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ