ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษ

ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs)

สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ราตรี คงรุ่ง

ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ

บทคัดย่อ

ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs)สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียนและเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ปกครองที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลบ้านศรีมงคล ที่เรียนวิชา วิทยาศาสตร์ 4 ภาคเรียนที่ 2

ปีการศึกษา 2560 ม.2/3 จำนวน 24 คนได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling)เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs)

สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2)แผนการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs)สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 23) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา วิทยาศาสตร์ 4 เรื่อง แสง เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แสง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งใช้สำหรับทดสอบนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษาครูและผู้ปกครองของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5STEPs)สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

สรุปผลการศึกษา

1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ

เท่ากับ 87.40/97.23เกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด / คือ 80/80 แสดงว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดตามสมมติฐานข้อ 1

2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โดยภาพรวมคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 15.25และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 29.17คะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้าเท่ากับ13.92 คะแนน และร้อยละของความก้าวหน้าเท่ากับ 46.39เมื่อนำคะแนนมาเปรียบเทียบผลต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียนโดยใช้ t – test พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นจริง เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดตามสมมติฐานข้อ 2

3. ความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2พบว่า ภาพรวมระดับความพึงพอใจของผู้บริหาร ครู และผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับพอใจมากที่สุดมีค่าเฉลี่ยในภาพรวมเท่ากับ 4.84

เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า

1.ระดับความพึงพอใจของผู้บริหารและครู ที่เป็นตัวแทนภาควิชาการ ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.00 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.00

2. ระดับความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.67ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.29

สรุปผลการประเมินความพึงพอใจของผู้บริหาร ครูและผู้ปกครอง ในภาพรวมอยู่ในระดับ พึงพอใจมากที่สุด นั่นแสดงว่า ผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทำให้เกิดความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด เป็นไปตามสมมติฐานข้อ 3

ที่มาและความสำคัญของปัญหา

ความสำคัญของการจัดการศึกษาซึ่งกฎหมายได้บัญญัติไว้และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 ได้กำหนดกรอบแนวคิดโดยมีวิสัยทัศน์ “คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุขสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 5 การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป้าหมายที่ 1 คนทุกช่วงวัย มีจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม มีคุณธรรม จริยธรรม และนำแนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ และเป้าหมายที่ 2 หลักสูตร แหล่งเรียนรู้ และสื่อการเรียนรู้ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คุณธรรม จริยธรรม และการนำแนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560: 24-25)

จากทิศทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามกรอบของกฎหมาย และนโยบายการปฏิบัติราชการโรงเรียนเทศบาลบ้านศรีมงคล ได้กำหนดทิศทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาภายใต้วิสัยทัศน์ไว้ว่า “วิชาการก้าวหน้า คุณธรรมพัฒนา รักษามรดกไทย ทันสมัยไอทีวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง” โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ ไว้ดังนี้ 1) ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาภาคบังคับให้ได้ทั่วถึงและพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาที่ได้มาตรฐานโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายมีกลยุทธ์1.1) ส่งเสริมจัดการศึกษาภาคบังคับให้ทั่วถึง พัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างหลากหลายและพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 1.2) ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 1.3) ส่งเสริมการวิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางและจัดทำแผนพัฒนาหลักสูตรโดยชุมชนมีส่วนร่วมและเห็นชอบ1.4) ส่งเสริมพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องด้วยการฝึกอบรมและศึกษาดูงานในการพัฒนาการศึกษา 2) ยุทธศาสตร์ ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มีกลยุทธ์ 2.1) ส่งเสริมพัฒนาการเรียนการสอนโดนสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในทุกกลุ่มสาระและให้ผู้เรียนมีระเบียบ วินัย ประหยัด ซื่อสัตย์ เสียสละ มีความรับผิดชอบและทำประโยชน์เพื่อส่วนร่วม 3) ยุทธศาสตร์การให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาทุกรูปแบบ มีกลยุทธ์ 3.1) ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน 3.2) ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาและหลักสูตรท้องถิ่น3.3) ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เน้นภูมิปัญญาท้องถิ่นและจัดทำทะเบียนแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น4) ยุทธศาสตร์การจัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพและเป็นปัจจุบันมีกลยุทธ์4.1) ส่งเสริมจัดทำข้อมูลพื้นฐานของครูและนักเรียน 5)ยุทธศาสตร์การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องเหมาะสมกับเนื้อหาทุกกลุ่มสาระมีกลยุทธ์5.1) ส่งเสริมพัฒนาบุคลากรด้านกิจกรรมการเรียนการสอนและศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ของแต่ละกลุ่มสาระ6) ยุทธศาสตร์ ผลิต และพัฒนาสื่อนวัตกรรมทางการศึกษาและเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีกลยุทธ์6.1)ส่งเสริมและพัฒนาครูให้มีความรู้ในการใช้เทคโนโลยี 7) ยุทธศาสตร์การจัดกิจกรรมทางศาสนา งานประเพณีและศึกษาแหล่งเรียนรู้ มีกลยุทธ์7.1)ส่งเสริมกิจกรรมความสำคัญทางศาสนา งานประเพณีและจัดให้มีการทัศนศึกษาแหล่งการเรียนรู้ในท้องถิ่น 8) ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการกีฬา นันทนาการและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มีกลยุทธ์8.1) ส่งเสริมให้นักเรียนมีสุขภาพที่ดี พลานามัยดีและพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อภายในโรงเรียนให้สะอาด(แผนพัฒนาการศึกษาโรงเรียนเทศบาลบ้านศรีมงคล : 2-3)

จากความสำคัญที่กล่าวมาดังกล่าววิทยาศาสตร์จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์และสังคมในยุคเทคโนโลยี 4.0 เป็นความสำคัญในการพัฒนาบุคคลได้อย่างมีเหตุผลสามารถ นำความรู้ที่เกิดจากพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัยมาใช้ในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนบนรากฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้และมีความรู้ความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ติดตัวมาก่อนที่จะเข้าสู่ห้องเรียน ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากบริบทและสิ่งแวดล้อมรอบตัวนักเรียนแต่ละคน ดังนั้นการจัดกระบวนการเรียนรู้ในแต่ละบทเรียน ผู้สอนจะต้องเน้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้โดยผ่านกระบวนการคิดและความอยากรู้ของตนเองโดยมีผู้สอนเป็นผู้สร้างบรรยากาศการเรียนรู้และกระตุ้นความสนใจ คอยจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนเกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ความรู้ใหม่ ผู้เรียนจะพยายามปรับข้อมูลใหม่กับประสบการณ์ที่มีอยู่เดิม แล้วสร้างเป็นความรู้ใหม่หรือแนวคิดใหม่ ๆ ได้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคนจะเกิดขึ้นที่สมอง ซึ่งทำหน้าที่รู้คิด ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและได้รับการกระตุ้นจูงใจอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพจิตใจและความต้องการของนักเรียน การจัดกระบวนการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ที่มีความหมายต่อผู้เรียนจะช่วยกระตุ้นให้สมองรับรู้และสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2553: 3)

ผู้ศึกษาในฐานะครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

โรงเรียนเทศบาลบ้านศรีมงคล เทศบาลเมืองหล่มสัก อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ในปีการศึกษา

2559 พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 จำนวน 26 คน ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการเรียนรู้ ว.5.1

เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดำรงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสาร

และพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมมีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อสาร

สิ่งที่เรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในหน่วยการเรียนรู้เรื่อง แสง มาตรฐานตัวชี้วัด 2/3 ทดลอง

และอธิบายการดูดกลืนแสงสี การมองเห็นสีของวัตถุ และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์จำนวน 19 คน

คิดเป็นร้อยละ 73.08 โดยผู้ศึกษาได้วิเคราะห์แยกแยะสภาพปัญหาของผู้เรียน บริบททางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และหลักสูตรสถานศึกษา พ.ศ.2559 ประเด็นนักเรียนไม่ผ่านจุดประสงค์ ตัวชี้วัดตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่ทำให้นักเรียนไม่บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้พุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย มีปัญหาดังนี้ 1) นักเรียนไม่มีความสนใจในเนื้อหา และไม่เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2) การเรียนรู้ที่ผ่านการดำรงชีวิตของนักเรียนที่เรียนตามบทเรียนที่ผ่านมาไม่ก่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหน่วยการเรียนรู้เรื่อง แสง และ 3) นักเรียนไม่มีความตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ที่ต้องหาคำตอบให้กับปัญหาด้วยตนเอง อีกทั้งยังไม่เข้าใจใช้ประโยชน์จากกระบวนการคิดวิเคราะห์ กระบวนการแก้ปัญหาในรูปแบบต่าง ๆ จึงทำให้นักเรียน มีเจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียนรู้ในสาระวิทยาศาสตร์

จากการศึกษาและการพัฒนาออกแบบสร้างนวัตกรรมผู้ศึกษา พบว่า ชุดกิจกรรม หรือ ชุดการสอน คือ การรวบรวมสื่อการสอนสำเร็จรูปให้ผู้เรียนได้เรียนด้วยตนเองเป็นรายบุคคลหรือ เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ด้วยความสะดวกสบาย เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนของครูและส่งเสริมการเรียนของนักเรียน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้โดยเปิดให้ผู้เรียนศึกษาและปฏิบัติกิจกรรมจากชุดการสอนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการเรียน โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนจะมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามความสามารถของ แต่ละบุคคลทำให้นักเรียนไม่เบื่อหน่ายที่จะเรียน แต่มีความกระตือรือร้นที่จะค้นคว้าหาคำตอบ ด้วยตนเอง ทำให้นักเรียนมีโอกาสในการฝึกทักษะในด้านต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง (สุคนธ์ สินธพานนท์, 2553: 43) และสื่อการสอนเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้สอนช่วยในการสื่อสารกับผู้เรียนให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ในสื่อการสอนนั้นจะต้องมีการออกแบบและวางแผนเป็นอย่างดี มีกิจกรรมต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์เพื่อให้ตอบสนองตัวชี้วัดและหลักสูตรของการศึกษาขั้นพื้นฐาน สื่อการสอนสามารถนำมาใช้สอนได้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และผู้สอนที่นำชุดการสอนไปใช้สามารถนำไปใช้ได้และสามารถตอบสนองตัวชี้วัดได้ด้วย ถือว่าชุดการสอนนั้นเป็นนวัตกรรมชนิดหนึ่งที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (สุคนธ์ สินธพานนท์, 2553: 13) และชุดการสอนเป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้เรียน เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยเน้นตามวัตถุประสงค์ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ, 2557: 147-152) ประโยชน์ของ ชุดการสอน กล่าวคือ เป็นสื่อ การสอนที่มีคุณภาพ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีการค้นพบ นักเรียน มีโอกาสฝึกปฏิบัติและแสดงความคิดอย่างสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสารตามศักยภาพของแต่ละบุคคลได้อย่างเต็มความสามารถโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (ทิศนา แขมมณี, 2553: 15) ในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมามีทฤษฎีการเรียนรู้ใหม่ ๆเกิดขึ้นหลายทฤษฎีแต่ทฤษฎีการเรียนรู้ที่นักการศึกษาส่วนใหญ่ให้ความสนใจกันมากได้แก่ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivism learning theory) ซึ่งมีแนวคิดที่สอดคล้องกับ การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มากที่สุดคือเชื่อว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนได้สร้างความรู้ที่เป็นของตนเองขึ้นมาจากความรู้ที่มีอยู่เดิมหรือจากความรู้ที่รับเข้ามาใหม่ด้วยเหตุผลนี้ห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 จึงไม่ควรเป็นห้องเรียนที่ครูเป็นผู้จัดการทุกสิ่งทุกอย่างโดยนักเรียนเป็นฝ่ายรับแต่ต้องให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติเองสร้างความรู้ที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจของตนเองและมีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้นรูปแบบการเรียนรู้ที่เกิดจากแนวคิดนี้มีอยู่หลายรูปแบบเช่นการเรียนรู้แบบร่วมมือการเรียนรู้แบบช่วยเหลือกันการเรียนรู้โดยการค้นคว้าอย่างอิสระการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นต้น (มัณฑราธรรมบุศย์. 2545 : 12) โดยสอดคล้องกับงานวิจัยของกรกฎลำไยและคณะ (2552 : บทคัดย่อ) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 82.50/84.17 ซึ่งกรรณิกา อุดหนุนกาญจน์ (2553 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พรรณไม้ในวรรณคดีไทยตามรูปแบบของงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดและพิจิตรอุตตะโปน (2550 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาชุดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างชุดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานศึกษาผลการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานโดยทำการทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสิรินธรปีการศึกษา 2548 ที่ได้จากการอาสาสมัครจำนวน 16 คนผลการวิจัยพบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นด้วยชุดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นมีผลการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่ร้อยละ 60 ขึ้นไปของคะแนนเต็มเป็นจำนวนมากกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดที่ระดับนัยสำคัญที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานในระดับมากจากแนวคิดการให้ความสำคัญในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้ศึกษาได้นำมาใช้เป็นแนวทางในกระบวนการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งต้องอาศัยรูปแบบการสอนที่มีความเหมาะสม สนใจ ใฝ่รู้ เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างมีความสุข และสิ่งสำคัญทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจที่คงทน เนื่องจากผู้เรียนได้รับการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ด้วยตนเองจึงเป็นแนวคิดที่เป็นแรงจูงใจให้ผู้ศึกษาต้องการหาวิธีการ หาเทคนิคการสอนเพื่อที่จะทำให้นักเรียนสนใจและอยากรู้ อยากเรียนวิทยาศาสตร์ เนื่องมาจากพบปัญหานักเรียนไม่สนใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ จึงหาข้อสรุปความคิดของตนเองได้ว่าจำเป็นต้องอาศัยแนวคิดและวิธีการที่เหมาะสมกับผู้เรียนมาช่วยในการจัดการเรียนการสอน

การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในช่วง 25 ปี

ที่ผ่านมาเป็นวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างไปจากวิธีดั้งเดิมที่เน้นตัวสาระความรู้และมุ่งเน้นที่ผู้สอนเป็นสำคัญแต่ที่ต่างออกไปคือการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานนั้นใช้นักเรียนเป็นสำคัญโดยมุ่งที่ใช้ปัญหาจริงหรือสถานการณ์จำลองเป็นตัวเริ่มต้นกระตุ้นการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะการคิดวิจารณญาณในขณะที่นักเรียนทำงานโดยใช้ปัญหาเป็นศูนย์กลางหลังจากที่นักเรียนได้ใช้ความรู้

พื้นฐานในการทำความเข้าใจและอธิบายแนวคิดต่อปัญหานั้นแล้วสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัญหาซึ่งนักเรียนไม่เข้าใจจะเป็นประเด็นที่ต้องเรียนรู้ต่อไปเพื่อให้ได้ความรู้มาอธิบายและแก้ปัญหาโดยนักเรียนจะพัฒนาแผนการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่การสืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่างๆเพื่อการเรียนรู้ในส่วนย่อยๆที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ไม่เข้าใจในปัญหาในการสืบค้นนักเรียนจะได้รับมอบหมายเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มให้ทำการสืบค้น (พวงรัตน์บุญญานุรักษ์; และMajumder. 2544 : 42) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจะเน้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่จากการใช้ปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงเป็นบริบทของการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิดวิเคราะห์และคิดแก้ปัญหารวมทั้งได้ความรู้ตามศาสตร์ในสาขาวิชาที่ตนศึกษาด้วยการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจึงเป็นผลมาจากกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยความเข้าใจและการแก้ปัญหาเป็นหลักวอลตันและแมททิวส์ได้สรุปถึงประโยชน์ของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานไว้ว่าช่วยให้นักเรียนสามารถปรับตัวได้ดีขึ้นต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเรื่องข้อมูลข่าวสารในโลกปัจจุบันเสริมสร้างความสามารถในการใช้ทรัพยากรของผู้เรียนได้ดีขึ้นส่งเสริมการสะสมการเรียนรู้และการคงรักษาข้อมูลใหม่ไว้ได้ดีขึ้นสนับสนุนความร่วมมือในการเรียนมากกว่าการแข่งขันช่วยให้นักเรียนเกิดการตัดสินใจแบบองค์รวมหรือแบบสหสาขาวิชา (Walton; & Matthews. 1989 : 456-459) นอกจากนี้การสอนที่มีผู้สอนเป็นศูนย์กลางไม่สามารถสอนสาระที่จำเป็นต้องเรียนได้หมดแต่การเรียนรู้แบบเน้นปัญหาเป็นฐานจะช่วยให้ผู้เรียนเลือกสรรสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ด้วยตนเองเกิดการเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาได้รับความรู้ใหม่จากการศึกษาค้นคว้าด้วยการวิเคราะห์และแก้ปัญหาที่เรียนรู้จักการตัดสินใจการให้ความเห็น

การพัฒนาความคิดใหม่ๆและความกระตือรือร้นต่อการเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างบูรณาการนอกจากนี้การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานยังเน้นถึงการเรียนรู้ส่วนร่วมจากกลุ่มการใช้พลวัตกลุ่มซึ่งทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาบุคลิกภาพที่มีความเป็นตัวเองมีความคิดริเริ่ม คิดเป็นมีความมีน้ำใจกล้าที่จะเผชิญปัญหาและใช้หลักการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลรวมทั้งเป็นการฝึกฝนนิสัยการศึกษาค้นคว้าซึ่งเป็นพฤติกรรมจำเป็นของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (กุลยาตันติผลาชีวะ. 2548 : 79 - 80)สอดคล้องกับงานวิจัยของกอบวิทย์พิริยะวัฒน์ (2554 : 73)ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธีเมตาคอคนิชั่นในการแก้โจทย์ปัญหาวิทยาศาสตร์พบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธีเมตาคอคนิชั่นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งผล การศึกษาของจิราวรรณสอนสวัสดิ์ (2554 : 69) ที่ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและชุดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์มีความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และบุญนำอินทนนท์ (2551 : 79) ได้ทำการวิจัยศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโยธินบำรุงที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้พบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้กับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้มีความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้

จากที่มาและความสำคัญของปัญหา ดังกล่าว ผู้ศึกษาจึงได้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการออกแบบชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ที่ช่วยส่งเสริมการสร้างความคิดวิเคราะห์ เสริมสร้างพลังความคิดในการฝึกกิจกรรมผ่านกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นความคิดที่ผ่านการคิดวิเคราะห์นำไปสู่การอธิบายการแก้ปัญหาหรือการหาคำตอบที่เป็นไปได้อย่างสร้างสรรค์ เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่มีความสำคัญในการต่อยอดการพัฒนาและเชื่อมโยงความรู้ที่จะนำไปใช้แก้ไขปัญหา และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ส่งผลทำให้ เกิดการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 บรรลุเป้าหมายตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเทศบาลบ้านศรีมงคล และเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างประโยชน์และคุณค่า ให้กับผู้เรียน ครอบครัว ชุมชน ต่อไป

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs)

สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80

2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียน

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียน

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ปกครองที่มีต่อการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง

สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

สมมติฐานของการศึกษา

1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง

สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับหรือสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

คือ 80/80

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs)

สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

3. ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ปกครองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมากที่สุด

ขอบเขตของการศึกษา

ในการศึกษาครั้งนี้มีขอบเขตดังนี้

1. ขอบเขตของประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

1.1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียน วิชา วิทยาศาสตร์ 4 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนเทศบาลบ้านศรีมงคล อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 4 ห้องเรียน จำนวน 102 คน

1.2 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลบ้านศรีมงคล

ที่เรียนวิชา วิทยาศาสตร์ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 ม.2/3 จำนวน 24 คนได้มาจาก

การสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling)

2. ขอบเขตของเนื้อหา

เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระ

ที่ 5 สาระพลังงาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และหลักสูตรโรงเรียนเทศบาลบ้านศรีมงคล เรื่อ แสง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งประกอบด้วยทั้งหมด 5 เรื่อง รวม 22 ชั่วโมง ดังนี้

เล่มที่ 1 การสะท้อนของแสงและภาพที่เกิดจากการสะท้อนจำนวน 6 ชั่วโมง

เล่มที่ 2 แสงและการหักเห จำนวน 6 ชั่วโมง

เล่มที่ 3 เลนส์และการเกิดภาพ จำนวน 5 ชั่วโมง

เล่มที่ 4 เส้นใยนำแสงและเลเซอร์ จำนวน 2 ชั่วโมง

เล่มที่ 5 ความสว่างและการมองเห็น จำนวน 3 ชั่วโมง

3. ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา

3.1ตัวแปรต้น (Independent Variable) ได้แก่การจัดการเรียนรู้โดยใช้

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียน

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

3.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variable) ได้แก่

3.2.1 ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs)

สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

3.2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้

โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

3.2.3 ความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ปกครองที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21

เรื่อง แสงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

4. ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา

การสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21

เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ใช้เวลาในการสอนภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560

ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 – 20 ธันวาคม 2560 เป็นเวลา 8 สัปดาห์ จำนวน 22 ชั่วโมง

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs)สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง

สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

2.แผนการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs)สู่ศตวรรษที่ 21

เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา วิทยาศาสตร์ 4 เรื่อง แสง เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แสง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งใช้สำหรับทดสอบนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

4. แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษาครูและผู้ปกครองของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5STEPs)สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

การวิเคราะห์ข้อมูล

1. ทดสอบสมมติฐานข้อที่ 1 ผู้ศึกษาใช้สูตรหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการและผลลัพธ์โดยเฉลี่ย / สำหรับการศึกษาครั้งนี้ใช้เกณฑ์มาตรฐาน 80/80

2. ทดสอบสมมติฐานข้อที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยการทดสอบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน (Pretest) และการทดสอบผลสัมฤทธิ์หลังเรียน (Posttest) โดยใช้สถิติทดสอบ t-test Dependent

3.ทดสอบสมมติฐานข้อที่ 3 วิเคราะห์ผลคะแนนระดับความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษา ครูและผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้สถิติพื้นฐานด้วยการหาค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

อภิปรายผลการศึกษา

ผลจากการศึกษาที่นำเสนอข้างต้น มีข้อค้นพบที่สามารถนำมาอภิปราย ดังนี้

1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง

สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับหรือสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

คือ 80/80

จากผลการศึกษา พบว่า ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 87.40/97.23เกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด / คือ 80/80 แสดงว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดตามสมมติฐานข้อ 1 ทั้งนี้เนื่องมาจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ในครั้งนี้มุ่งเน้นให้นักเรียนเกิดทักษะการคิดแก้ปัญหาผ่านกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นความคิดที่ผ่านการคิดวิเคราะห์นำไปสู่การอธิบายการแก้ปัญหาหรือการหาคำตอบที่เป็นไปได้อย่างสร้างสรรค์ เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่มีความสำคัญในการต่อยอดการพัฒนา การนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สามารถสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ทำให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมสามารถแก้ปัญหาและศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง มีสื่อการเรียน ใหม่ ๆ ที่ช่วยเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนของนักเรียนและช่วยใน การสอนของครู เป็นสื่อการสอน เป็นเทคนิคสำคัญที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนที่เปลี่ยนจากครูที่เคยเป็นผู้แสดง เปลี่ยนไปเป็นยึดนักเรียนเป็นผู้แสดง ซึ่งการอธิบายของครูที่ทำให้นักเรียนเข้าใจว่าเมื่อเรียนเรื่องนั้น ๆ แล้วจะต้องมีความสามารถอย่างไร ต้องทำอะไรบ้าง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ การเสริมแรงทั้งการเสริมแรงภายนอก เช่น สิ่งของ การกล่าวติชม หรือการเสริมแรงภายในตัวนักเรียนเอง เช่น ความอยากรู้อยากเห็น การให้ข้อมูลย้อนกลับและการแก้ไขข้อบกพร่อง จะต้องมีการแจ้งผลการเรียนและข้อบกพร่องให้นักเรียนทราบอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนั้น ยังสามารถกระตุ้นการเรียนรู้ให้เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน โดยปัญหาจะถูกเสนอให้นักเรียน เป็นอันดับแรกในขั้นของการเรียนรู้ ปัญหาที่ใช้ในการเรียนรู้จะเป็นปัญหาที่เหมือนกับปัญหาที่นักเรียนสามารถพบในชีวิตจริง นักเรียนได้ทำงานเป็นทีมในการแก้ปัญหาโดยมีอิสระในการแสดงความสามารถในการให้เหตุผลการประยุกต์ใช้ความรู้และการประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเองที่เหมาะสมกับขั้นตอนของการเรียนรู้ในแต่ละขั้น เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองที่มีขั้นตอนในการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นแนวทางในการกำหนดกระบวนการทำงานเพื่อแก้ปัญหา ความรู้และทักษะที่ต้องการให้นักเรียนได้รับจะเกิดหลังการแก้ปัญหาหรือการทำงานที่ใช้ความรู้และทักษะเหล่านั้น การเรียนรู้ จะประกอบด้วยการทำงานในการแก้ปัญหาและการศึกษาด้วยตนเองโดยมีลักษณะที่บูรณาการ ทั้งความรู้ที่นักเรียนมีและทักษะกระบวนการเข้าด้วยกัน โดยสอดคล้องกับงานวิจัยของกรกฎลำไยและคณะ (2552 : บทคัดย่อ) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2มีประสิทธิภาพ 82.50/84.17 สอดคล้องกับจารุวรรณพุ่มทิศ (2553 : บทคัดย่อ) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 82.50/84.17 และจารุวรรณเกษสุวรรณ (2554 : บทคัดย่อ) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรมโดยใช้ปัญหาเป็นฐานหน่วยการเรียนรู้เรื่องมหัศจรรย์แห่งน้ำกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่าชุดกิจกรรมโดยใช้ปัญหาเป็นฐานหน่วยการเรียนรู้เรื่องมหัศจรรย์แห่งน้ำกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 83.05/80.73

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน(5 STEPs)สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการเรียนการสอนซึ่งสนับสนุนสมมติฐานข้อที่ 1 คือชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน(5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา

ปีที่ 2ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับหรือสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs)สู่ศตวรรษ ที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

จากผลการศึกษา พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 15.25และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 29.17คะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้าเท่ากับ13.92 คะแนน และร้อยละของความก้าวหน้าเท่ากับ 46.39เมื่อนำคะแนนมาเปรียบเทียบผลต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียนโดยใช้ t – test พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นจริง เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดตามสมมติฐานข้อ 2ทั้งนี้อันเนื่องมาจากนักเรียนมีโอกาสได้แสวงหาคำตอบโดยอาศัยวิธีการแก้ปัญหาในรูปแบบต่างๆมีการเรียงลำดับขั้นตอนซึ่งแสดงให้เห็นความสำคัญของขั้นตอนการแก้ปัญหาแต่ละขั้นและรวบรวมความรู้ใช้ในการอธิบายข้อสงสัยจนได้ข้อสรุปเป็นคำตอบของปัญหานั้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของบุญนำอินทนนท์ (2551 : 79) ได้ทำการวิจัยศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโยธินบำรุงที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้พบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้กับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้มีความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้และงานวิจัยของอุไรคำมณีจันทร์ (2552 : 81) ได้ศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) กับการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้นพบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งงานวิจัยของวรรณภาชื่นนอก (2553 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับผลงานวิจัยของสุภามาสเทียนทอง (2553 : 75) ได้ศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานผลการวิจัยพบว่านักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาอยู่ในระดับสูงและมีผลการเรียนหลังจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานสูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้และมีความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานอยู่ในระดับเห็นด้วยมากและจากงานวิจัยของจิราวรรณสอนสวัสดิ์ (2554 : 69) ที่ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและชุดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์มีความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งงานวิจัยของกอบวิทย์พิริยะวัฒน์ (2554 : 73)ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธีเมตาคอคนิชั่นในการแก้โจทย์ปัญหาวิทยาศาสตร์พบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธีเมตาคอคนิชั่นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับงานวิจัยของพรรณพรนามโนรินทร์และคณะ (2555 : 87) ที่ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-basedlearning) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหนองโกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 3 ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนสูงขึ้น

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 ที่กำหนดไว้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

3. ความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

จากผลการศึกษา พบว่า พบว่า ภาพรวมระดับความพึงพอใจของผู้บริหาร ครู และผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับพอใจมากที่สุดมีค่าเฉลี่ยในภาพรวมเท่ากับ 4.84เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า 1) ระดับความพึงพอใจของผู้บริหารและครู ที่เป็นตัวแทนภาควิชาการ ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.00 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.00 2) ระดับความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs)สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.67ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.29สรุปผลการประเมินความพึงพอใจของผู้บริหาร ครูและผู้ปกครอง ในภาพรวมอยู่ในระดับ พึงพอใจมากที่สุด นั่นแสดงว่า ผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทำให้เกิดความพึงพอใจ

อยู่ในระดับมากที่สุด เป็นไปตามสมมติฐานข้อ 3ทั้งนี้ อันเนื่องมาจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในครั้งนี้ผู้บริหาร ครูและผู้ปกครอง มีความสนใจในนวัตกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อตอบให้เหมาะสม ในยุคศตวรรษที่ 21 มีความคาดหวังที่จะทำให้นักเรียนได้รับการพัฒนาด้านการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการคิดผ่านกระบวนการใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่อย่างสร้างสรรค์ เกิดผลสะท้อนที่วัดได้ตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์และเกิดคุณภาพการศึกษาด้านผู้เรียนได้ตามความต้องการ ซึ่งผู้ศึกษามุ่งเน้นศึกษาพฤติกรรมที่เกิดจากความต้องการ โดยผู้บริหาร ครูและผู้ปกครองของนักเรียน มีความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูที่เน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ค้นหาคำตอบจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ได้มีโอกาสหาความรู้จากผู้ปกครอง และบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ได้มีส่วนสนับสนุนให้ความร่วมมือในการแสวงหาและให้ข้อมูลในขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้ เชื่อมโยงความรู้เดิมที่ได้จากโรงเรียนกับประสบการณ์ใหม่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้อง

กับแนวคิดของบรรเจิดศุภราพงศ์ (2556 : 43) ที่กล่าวถึงแนวคิดความพึงพอใจว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจอารมณ์ความรู้สึกที่บุคคลมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่สามารถมองเห็นรูปร่างได้นอกจากนี้ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกด้านบวกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากความคาดหวังหรือเกิดขึ้น

ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นสามารถตอบสนองความต้องการให้แก่บุคคลได้ซึ่งความพึงพอใจที่เกิดขึ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามค่านิยมและประสบการณ์ของบุคคลทั้งนี้ความพึงพอใจจึงสามารถนาใช้ในการวัดระดับความพึงพอใจกับปัจจัยอื่นที่ใช้ในการศึกษาเช่นความพึงพอใจต่อการบริหารงานของโรงเรียนนอกจากนี้ยังสอดคล้องกับผลการศึกษาของกันยา กันต์สุข (2551 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการสร้าง ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการคิดโดยใช้แผนผังมโนทัศน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านดงคู่ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ผลการศึกษาพบว่า การสร้างชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะ โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเป็น 88.57/92.12 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 80/80 และความพึงพอใจของนักเรียนและผู้ปกครองที่มีต่อชุดกิจกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด สอดคล้องกับพลภัทร พองโนนสูง (2550 : บทคัดย่อ) ศึกษาการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง วัสดุและสมบัติของวัสดุ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า ระดับความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและสอดคล้องกับผลการศึกษาของกรรณิกา อุดหนุนกาญจน์ (2553 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พรรณไม้ในวรรณคดีไทยตามรูปแบบของงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดนอกจากนี้ยังสอดคล้องกับแนวคิดของปริญดาหอมสวัสดิ์ (2555 : 51) ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับความพึงพอใจไว้ว่าผู้ปกครองมีความต้องการให้โรงเรียนมีการพัฒนาในด้านวิชาการหลักสูตรด้านบุคลากรคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนด้านการบริการนักเรียนด้านการจัดอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนและผู้ปกครองนักเรียนเพื่อที่เด็กจะได้มีการพัฒนาความรู้ความสามารถมีการพัฒนาด้านร่างกายอารมณ์สังคมจิตใจและสติปัญญาตลอดจนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมตลอดไป

จากผลการศึกษาการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสงสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ส่งผลให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เกิดการวิเคราะห์และสังเคราะห์ เกิดทักษะการคิดแก้ปัญหาผ่านกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นความคิดที่ผ่านการคิดวิเคราะห์นำไปสู่การอธิบายการแก้ปัญหาหรือการหาคำตอบที่เป็นไปได้อย่างสร้างสรรค์ นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจที่คงทนตามมาตรฐานการเรียนรู้ มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ บรรลุผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่มีความสำคัญในการต่อยอดการพัฒนา ที่สำคัญก่อให้เกิดประโยชน์และบรรลุเป้าหมายตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษา และเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างประโยชน์และคุณค่าให้กับตนเอง ครอบครัว ชุมชน ต่อไป

ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในการนำผลการศึกษาไปใช้

1. ครูผู้สอนควรศึกษาและทำความเข้าใจวิธีการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา

เป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เมื่อนำ ชุดกิจกรรมดังกล่าวไปใช้กับนักเรียนกลุ่มใหม่ ควรสังเกตพฤติกรรมการทำกิจกรรมของนักเรียน ว่าสามารถทำกิจกรรมได้สำเร็จ หาคำตอบให้กับปัญหาที่นักเรียนต้องการรู้ได้จริงหรือไม่ อย่างไร เน้นให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการช่วยเหลือกันในระบบกลุ่ม ความรับผิดชอบต่อตนเอง และความรับผิดชอบต่อกลุ่ม เพราะกิจกรรมดังกล่าวเน้นการทำงานเป็นทีมเป็นส่วนใหญ่

2. การแบ่งกลุ่มในการปฏิบัติกิจกรรม ครูควรจัดนักเรียนแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ โดยคละเด็กเก่ง ปานกลาง และอ่อน ให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน และควรมีการจัดกลุ่มไว้ก่อนล่วงหน้าที่จะทำการเรียนการสอนเพื่อไม่ให้เสียเวลาในการแบ่งกลุ่มและควรอธิบายบทบาทให้นักเรียนทราบในการปฏิบัติงานกลุ่ม

3. เวลาของหน่วยการเรียนรู้มีจำกัด หากนักเรียนไม่สามารถทำกิจกรรมได้เสร็จสมบูรณ์ในเวลาเรียนครูผู้สอนควรยืดหยุ่นเรื่อง เวลา และให้นำกิจกรรมไปทำหรือปรึกษานอกเวลาเรียนในชั่วโมงซ่อมเสริม ชั่วโมงเพิ่มเวลารู้ ลดเวลาเรียน หรือเวลาว่าง เพื่อให้งานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จ

4. สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนแต่ละคนและพยายามดูแลนักเรียนอย่างทั่วถึง เพื่อให้ความช่วยเหลือแนะนำนักเรียนที่เรียนรู้ช้าส่งเสริมให้นักเรียนที่เรียนดีและปานกลางได้มีส่วนช่วยเหลือนักเรียนที่เรียนรู้ช้าเพื่อให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. การนำชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มาใช้ครูควรเตรียมอุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอนแบบทดสอบ ให้พร้อมก่อนที่จะสอนและควรประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของท้องถิ่นและชุมชนนั้น

ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป

1. ในการพัฒนาสื่อต่อไป ครูควรนำสื่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ไปทดลองใช้กับนักเรียนต่างโรงเรียน โดยให้ครูคนอื่นทำการสอน เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพว่ามีมาตรฐานตามเกณฑ์หรือแตกต่างจากเดิมหรือไม่

2. ควรสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (5 STEPs) สู่ศตวรรษที่ 21 เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่สามารถบูรณาการในรายวิชาอื่นๆ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น

3. ควรศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ในเนื้อหาอื่นในระดับช่วงชั้นอื่นหรือในรายวิชาอื่น เช่น วิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม วิชาคณิตศาสตร์ วิชาภาษาไทย วิชาสังคมศึกษา เป็นต้น อันจะส่งผลให้นักเรียนมีการพัฒนาด้านการคิดวิเคราะห์มากขึ้น

4. ควรศึกษาตัวแปรอื่นๆ เช่น การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา ทักษะกระบวนการ

ทางวิทยาศาสตร์ ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ การมีจิตวิทยาศาสตร์ โครงงานวิทยาศาสตร์

การสร้างสิ่งประดิษฐ์ เป็นต้น

5. ศึกษาผลการใช้นวัตกรรมอื่นๆ เช่น โครงงานวิทยาศาสตร์ การสร้างสิ่งประดิษฐ์

เป็นต้น เพื่อนำมาใช้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ต่อไป

บรรณานุกรม

กรกฎ ลำไย และคณะ. (2552). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาโครงงานวิทยาศาสตร์

เพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. ปริญญานิพนธ์

ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรและการสอน) บัณฑิตวิทยาลัย. พิษณุโลก :

มหาวิทยาลัยนเรศวร.

กรมวิชาการ. (2544). แนวทางการนํามาตรฐานหลักสูตรไปสู่การออกแบบจัดการเรียนรู้และ

การวัดประเมินตามสภาพจริง. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว.

_________ (2545). จิตวิทยาการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ศรีปรีชา.

_________. (2546). แนวทางการจัดการศึกษา. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว.

กรรณิกา อุดหนุนกาญจน์. (2553). การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องพรรณไม้ในวรรณคดีไทย

ตามรูปแบบของงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอัน

เนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.

วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต (สาขาวิชาครุศาสตร์เทคโนโลยี)

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี

พระจอมเกล้าธนบุรี.

กระทรวงศึกษาธิการ. (2550). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ 2542 แก้ไขเพิ่มเติม

(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553.กรุงเทพฯ : พริกหวานกราฟฟิค.

กฤษมันต์วัฒนาณรงค์. (2554). เทคโนโลยีการศึกษาวิชาชีพ. กรุงเทพฯ : สินทวีการพิมพ์.

กัญญาพรแก้วรักษา. (2552).การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติมสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่อง

สระแก้วเมืองน่าอยู่สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนซับม่วงวิทยา

อำเภอตาพระยาจังหวัดสระแก้ว. สารนิพนธ์กศ.ม. (การมัธยมศึกษา). กรุงเทพฯ:

บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร.

กันยา กันต์สุข. (2551). การสร้างชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการคิดโดยใช้แผนผังมโนทัศน์

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านดงดู่ อำเภอ

ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. อุตรดิตถ์ : มหาวิทยาลัย

ราชภัฏอุตรดิตถ์.

กาญจนา เกียรติประวัติ. (2542). วิธีสอนทั่วไปและทักษะการสอน. กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช.

กาญจนา วัฒายุ. (2548). การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา.กรุงเทพฯ : ธนพรการพิมพ์.

กาญจนา อรุณสุขรุจี. (2546). ความพึงพอใจของสมาชิกสหกรณ์ต่อการดำเนินงานของสหกรณ์

การเกษตรไชยปราการจำกัดอำเภอไชยปราการจังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่ :

คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

กิตตินันท์ แวงคำ. (2549). การเปรียบเทียบความรู้สึกเชิงจำนวนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ

ความพึงพอใจต่อการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องเงินและการหารของนักเรียนชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 2 ที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกพัฒนาความรู้สึกเชิงจำนวนกับ

แผนการจัดการเรียนรู้การสอนปกติ. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต(สาขาวิชาวัดผล

การศึกษา). มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

กุลยาตันติผลาชีวะ. (2548). การเรียนรู้แบบเน้นปัญหาเป็นฐาน.สารานุกรมศึกษาศาสตร์.

กอบวิทย์ พิริยะวัฒน์. (2554). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถใน

การคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการ

เรียนรู้โดยใช้ญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กลวิธีเมตาคอคนิชันในการแก้

โจทย์ปัญหาวิทยาศาสตร์. ปริญญานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาการ

มัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

จารุวรรณ เกษสุวรรณ. (2554). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยใช้วิธีจัดการ

เรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน และเทคนิคผังมโนทัศน์ เพื่อส่งเสริม

ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง น้ำ ฟ้า และดวงดาว สำหรับนักเรียนชั้น

ประถมศึกษาปีที่ 5. การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง กศ.ม. (สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน).

พิษณุโลก : มหาวิทยาลัยนเรศวร.

จารุวรรณ พุ่มพิศ. (2553). การพัฒนาชุดกิจกรรมโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง

มหัศจรรย์แห่งน้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 3. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต (สาขาวิชาวิจัยและประเมินผลการศึกษา).

พิษณุโลก : มหาวิทยาลัยนเรศวร.

จิราวรรณ สอนสวัสดิ์. (2554). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถ

ในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการ

เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมโครงงานการ

วิทยาศาสตร์. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต (สาขาวิชาการมัธยมศึกษา). กรุงเทพฯ :

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

ชัยยงค์พรหมวงศ์.(2545). เอกสารประกอบการสอนชุดวิชาเทคโนโลยีการศึกษาหน่วยที่ 1-5.

นนทบุรี : สำนักเทคโนโลยีทางการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

. (2550).การพัฒนาหลักสูตรและสื่อการสอน : สื่ออิเลคโทรนิคส์เพื่อการศึกษา:

นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

ชัยยงค์ พรหมวงศ์และวาสนาทวีกุลทรัพย์. (2551). ชุดการเรียนการสอนในประมวลสาระ

ชุดวิชาการพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน.หน่วยที่ 14. พิมพ์ครั้งที่ 2.

นนทบุรี : สาขาวิชาศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

อุไร คํามณีจันทร์. (2552). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนความสามารถในการแก้ปัญหา

ทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ระหว่างการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) กับการจัดการเรียนรู้แบบวัฎจักร

การสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น.วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต. มหาสารคาม :

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2546).หลักการสอน. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.

Arnold, H.T. and Feldman DC. (1986). Intergroups Conflict in Organization Behavior.

New York : McGraw-Hill.

Barell, John. (1998). PBL an Inquiry Approach. Illinois : Skylight Training and

Publishing Inc.

Barrows, H.S.; & Tamblyn, R.M. (1980). Problem-based Learning :An Approach to

Medical Education. New York: Springer.

Bloom et al. (1976). Taxonomy of Education objective hand Book 1 :Cognitive

Domain. New York : David Mackay.

Brown, W. B., and Moberg, D. J. (1973). Organization Theory and Management.

New York : John Wiley and Sons.

Candy, Phillip C. (1991). Self-Direction for Lifelong Learning: A Comprehensive

Guide to Theory and Practice. San Francisco, California : Jossey-Bass.

Delisle, Robert. (1997). How to use Problem-Based Learning in the Classroom.

Alexandria, Virginia: Association for Supervision and Curriculum Development.

Duan,Jon. (1973). Individualized Instructional Program and Materials. Englewood

Cliffs. New Jersey : Educational Technology.

Eggen, P.D.; & Kuachak, D.P. (2001). Strategies for teacher: Teaching Content and

Thinking Skill. 4ht ed. Needham, Heights : A Person Education.

Good, C. V. (1973). Dictionary of Education. New York : McGraw - Hill.

Houston, W.R. and others. (1992). Developing Instruction Modules, a Modular

System for Writing Modules. Houston : University of Houston.

Kapfer and Kafer. (1982). Education Technology. New York. The Odysser press.

Maslow, Abraham. (1970). Motivation and Personnality. New York : Harper and Row

Publishers.

Hmelo, C.E.; & Evensen, D.H. (2000). Introduction Bringing Problem-Based Learning:

Gaining Insight on Learning Interactions Through Multiple Methods of

Inquiry. In Bringing Problem-Based Learning A Research Perspective on

Learning Interaction. Evensen, D.H. & Hmelo, C.E. (eds). pp. 1-16. Mahwah,

New Jersey : Lawrence Erlbaum Association.

Prescott Danicl Alfred. (1957). The Child in the Educative Process. New York :

McGraw-Hill.

Torp, Linda & Sage, Sara. (1998). Problem as Possibilities: Problem-Based Learning

for K-12. Alexandria, Virginia: Association for Supervision and Curriculum

Development.

ภาคผนวก

ตัวอย่างภาพกิจกรรมการเรียนการสอนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

โพสต์โดย ลือชา คงรุ่ง : [31 ส.ค. 2562 เวลา 17:09 น.]
อ่าน [59] ไอพี : 223.24.162.237
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
การเลี้ยงแมว
สมัครงานอย่างมืออาชีพ และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์กับอุปกรณ์เพิ่มความสะดวกสบายอย่าง คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ้กและอีกมากมาย การรันตีสินค้าได้มาตราฐาน
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ