การพัฒนากลยุทธ์การประกันคุณภาพภายในสู่ความเป็นเลิศ (SQAEM)
ของโรงเรียนพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
Development of Strategic Quality Assurance for Educational Excellence (SQAEM)
of Phibunmangsahan School, Ubon Ratchathani Province
นายกฤติเดช แก้วศุภรัตน์
รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนพิบูลมังสาหาร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี กระทรวงมหาดไทย
ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2567
________________________________________
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1. ศึกษาและสังเคราะห์องค์ประกอบเชิงโครงสร้างและเชิงกลไกของกลยุทธ์การประกันคุณภาพภายในที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
2. พัฒนาและออกแบบกลยุทธ์การประกันคุณภาพภายในสู่ความเป็นเลิศ โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) เป็นกรอบการดำเนินงาน
3. ตรวจสอบประสิทธิผลของกลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้น
4. ศึกษาระดับการยอมรับและความพึงพอใจของผู้บริหาร ครู บุคลากร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (R&D) ประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหาร การสำรวจความคิดเห็นของครูและบุคลากร และการตรวจสอบความเหมาะสมขององค์ประกอบโดยผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มตัวอย่างรวม 155 คน ได้แก่ ผู้บริหาร ครู บุคลากร นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมินการยอมรับและความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญ (IOC)
ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์การประกันคุณภาพภายในสู่ความเป็นเลิศ (SQAEM) ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
(1) การวิเคราะห์บริบทและสภาพแวดล้อมเชิงประจักษ์
(2) การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ตามหลัก SMART
(3) การวางแผนกลยุทธ์และการบูรณาการสู่แผนปฏิบัติการและตัวชี้วัด
(4) การดำเนินงานและติดตามผลด้วยระบบนิเทศแบบมีส่วนร่วม
(5) การประเมินผลและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตามแนวคิด CQI และวงจร PDCA
โดยองค์ประกอบทั้งหมดมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.671.00 ซึ่งอยู่ในระดับเหมาะสมทุกด้าน
ผลการประเมินประสิทธิผลชี้ให้เห็นว่า โรงเรียนมีการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์ ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน และระบบติดตามประเมินผลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ผู้บริหาร ครู และบุคลากรมีระดับการยอมรับและความพึงพอใจต่อกลยุทธ์ในระดับมากถึงมากที่สุด ขณะที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายนอกให้การยอมรับในระดับสูง และเห็นว่าสามารถขยายผลไปใช้ในสถานศึกษาอื่นได้
ผลการวิจัยสรุปได้ว่า กลยุทธ์ SQAEM เป็นกลยุทธ์ที่มีความเหมาะสม ใช้ได้จริง และช่วยเสริมสร้างระบบคุณภาพเชิงองค์รวมของสถานศึกษาอย่างยั่งยืน
คำสำคัญ: การประกันคุณภาพภายใน, กลยุทธ์การบริหาร, ความเป็นเลิศทางการศึกษา, การวิจัยและพัฒนา
________________________________________
บทนำ
การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และนโยบายการศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการประกันคุณภาพภายในซึ่งถือเป็นหัวใจของการบริหารจัดการสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินงานจริงของหลายสถานศึกษา พบว่ายังประสบปัญหาการขับเคลื่อนระบบประกันคุณภาพในลักษณะเชิงเอกสาร ขาดการบูรณาการกับการบริหารเชิงกลยุทธ์ และไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
โรงเรียนพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นสถานศึกษาขนาดใหญ่ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีบริบทด้านโครงสร้างองค์กร ทรัพยากร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่แตกต่างจากสถานศึกษาในสังกัดส่วนกลาง การพัฒนากลยุทธ์การประกันคุณภาพภายในที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาไปสู่ความเป็นเลิศอย่างเป็นรูปธรรม
ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงสนใจพัฒนากลยุทธ์การประกันคุณภาพภายในสู่ความเป็นเลิศ (Strategic Quality Assurance for Educational Excellence Model: SQAEM) โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างองค์ความรู้เชิงระบบ และนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาอย่างยั่งยืน
________________________________________
วัตถุประสงค์การวิจัย
1. เพื่อศึกษาและสังเคราะห์องค์ประกอบของกลยุทธ์การประกันคุณภาพภายในที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนพิบูลมังสาหาร
2. เพื่อพัฒนาและออกแบบกลยุทธ์การประกันคุณภาพภายในสู่ความเป็นเลิศ (SQAEM)
3. เพื่อศึกษาประสิทธิผลของกลยุทธ์การประกันคุณภาพภายในที่พัฒนาขึ้น
4. เพื่อศึกษาระดับการยอมรับและความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อกลยุทธ์ดังกล่าว
________________________________________
วิธีดำเนินการวิจัย
การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (R&D) แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่
1. การศึกษาสภาพปัจจุบันและการสังเคราะห์แนวคิด
2. การออกแบบและพัฒนากลยุทธ์
3. การทดลองใช้และประเมินประสิทธิผล
4. การประเมินการยอมรับและความพึงพอใจ
กลุ่มตัวอย่างจำนวน 155 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
________________________________________
ผลการวิจัย
1. ได้กลยุทธ์การประกันคุณภาพภายในสู่ความเป็นเลิศ (SQAEM) ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
2. กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นมีค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับเหมาะสมทุกองค์ประกอบ
3. การนำกลยุทธ์ไปใช้ส่งผลให้ระบบประกันคุณภาพภายในของโรงเรียนมีประสิทธิผลสูงขึ้นอย่างชัดเจน
4. ผู้บริหาร ครู บุคลากร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีระดับการยอมรับและความพึงพอใจในระดับสูง
________________________________________
อภิปรายผล
ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนากลยุทธ์การประกันคุณภาพภายในที่อาศัยการวิเคราะห์บริบทจริง การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการดำเนินงานตามวงจร PDCA สามารถยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิผล สอดคล้องกับแนวคิดการบริหารเชิงกลยุทธ์และการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
________________________________________
ข้อเสนอแนะ
1. ควรนำกลยุทธ์ SQAEM ไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาที่มีบริบทใกล้เคียงกัน
2. ควรมีการศึกษาวิจัยต่อยอดในระดับเครือข่ายสถานศึกษา
3. ควรพัฒนาระบบดิจิทัลสนับสนุนการประกันคุณภาพภายในควบคู่กัน
เอกสารอ้างอิงภาษาไทย
1. กระทรวงศึกษาธิการ. (2561). มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
2. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน). (2563). แนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา. กรุงเทพฯ: สมศ.
3. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2564). คู่มือการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา. กรุงเทพฯ: สพฐ.
4. ณรงค์ ศิริกาญจนา. (2562). การบริหารเชิงกลยุทธ์กับการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา. วารสารบริหารการศึกษา, 13(2), 115.
5. บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
6. วิเชียร วิทยอุดม. (2561). ระบบประกันคุณภาพภายในกับการยกระดับคุณภาพการศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์, 42(3), 4560.
7. สมชาย วงศ์คำ. (2563). การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในโดยใช้วงจร PDCA. วารสารการบริหารการศึกษา, 14(1), 2338.
8. ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (2562). การบริหารสถานศึกษาเชิงกลยุทธ์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
9. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2560). การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาทั้งระบบ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
10. สุวิมล ว่องวาณิช. (2561). การประเมินเพื่อพัฒนา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
________________________________________
เอกสารอ้างอิงภาษาต่างประเทศ
11. Deming, W. E. (1986). Out of the crisis. Cambridge, MA: MIT Press.
12. Juran, J. M., & Godfrey, A. B. (1999). Jurans quality handbook (5th ed.). New York, NY: McGraw-Hill.
13. Fullan, M. (2014). The principal: Three keys to maximizing impact. San Francisco, CA: Jossey-Bass.
14. Bush, T. (2011). Theories of educational leadership and management (4th ed.). London: Sage.
15. OECD. (2013). Synergies for better learning: An international perspective on evaluation and assessment. Paris: OECD Publishing.
16. Sallis, E. (2014). Total quality management in education (3rd ed.). London: Routledge.
17. Hoy, W. K., & Miskel, C. G. (2013). Educational administration: Theory, research, and practice (9th ed.). New York, NY: McGraw-Hill.
18. Stufflebeam, D. L., & Zhang, G. (2017). The CIPP evaluation model. New York, NY: Guilford Press.
19. Reeves, D. B. (2010). Transforming professional development into student results. Alexandria, VA: ASCD.
20. Kaplan, R. S., & Norton, D. P. (2001). Strategy-focused organization. Boston, MA: Harvard Business School Press.