ชื่อผู้วิจัย ว่าที่ร้อยตรี เฉลิมรัฐ ติ่งอ่วม
ปีที่เผยแพร่ 2569
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนารูปแบบการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมการดูแลผู้สูงอายุตามแนวคิดการศึกษาเพื่ออาชีพของโรงเรียนสตรีวัดระฆัง 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมการดูแลผู้สูงอายุตามแนวคิดการศึกษาเพื่ออาชีพของโรงเรียนสตรีวัดระฆัง 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมการดูแลผู้สูงอายุตามแนวคิดการศึกษาเพื่ออาชีพของโรงเรียนสตรีวัดระฆัง และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมการดูแลผู้สูงอายุตามแนวคิดการศึกษาเพื่ออาชีพของโรงเรียนสตรีวัดระฆัง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบบรรยาย (Descriptive Method Research) ประชากร คือ โรงเรียนสตรีวัดระฆัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผู้ให้ข้อมูล คือ รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ และครูผู้สอน รวมจำนวน 95 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และใช้ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNIModified) ในการจัดลำดับความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า
1) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนารูปแบบการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมการดูแลผู้สูงอายุตามแนวคิดการศึกษาเพื่ออาชีพของโรงเรียนสตรีวัดระฆังโดยภาพรวม คือ 0.99 (PNIModified = 0.99) เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบ พบว่า ด้านการวัดประเมิน (PNIModified = 1.22) มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ (PNIModified = 1.15) และด้านด้านการพัฒนาหลักสูตร (PNIModified = 0.68) มีความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด
2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนารูปแบบการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมการดูแลผู้สูงอายุตามแนวคิดการศึกษาเพื่ออาชีพของโรงเรียนสตรีวัดระฆังรายด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการพัฒนาหลักสูตร เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบ พบว่า การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด (PNIModified = 0.73) รองลงมา คือ กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พึงประสงค์ของหลักสูตร (PNIModified = 0.68) และการกำหนดโครงสร้างและรายวิชาในหลักสูตร มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด (PNIModified = 0.64) 2) ด้านการจัดการเรียนรู้ เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบ พบว่า การจัดสภาพบรรยากาศ สื่อและแหล่งเรียนรู้ มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด (PNIModified = 1.23) รองลงมา คือ การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร มีความต้องการจำเป็น (PNIModified = 1.16) และ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด (PNIModified = 1.05) 3) ด้านการประเมินผล เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบ พบว่า การประเมินหลักสูตร มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด (PNIModified = 1.34) รองลงมา คือ การออกแบบและพัฒนาเครื่องมือการประเมินผลการเรียนรู้ มีความต้องการจำเป็น (PNIModified = 1.30) รองลงมา คือ การนำผลการประเมินหลักสูตรไปใช้ มีความต้องการจำเป็น (PNIModified = 1.16) และการประเมินผลการเรียนรู้ มีความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด (PNIModified = 1.10)
3) การพัฒนารูปแบบการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมการดูแลผู้สูงอายุตามแนวคิดการศึกษาเพื่ออาชีพของโรงเรียนสตรีวัดระฆัง ประกอบด้วย 3 แนวทาง ได้แก่ (1) พัฒนารูปแบบการประเมินหลักสูตรสถานศึกษาที่มุ่งเน้นการเรียนรู้ด้านการดูแลผู้สูงอายุและเตรียมความพร้อมสู่การประกอบอาชีพในอนาคตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ประกอบด้วย 2 แนวทางย่อย 12 วิธีดำเนินการ (2) ขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการทุกมิติเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก พัฒนาสมรรถนะ ทักษะชีวิต และความพร้อมในการดูแลผู้สูงอายุและการประกอบอาชีพ ประกอบด้วย 2 แนวทางย่อย 10 วิธีดำเนินการ และ (3) พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมในการดูแลผู้สูงอายุและการเข้าสู่อาชีพ ประกอบด้วย 2 แนวทางย่อย และ 12 วิธีดำเนินการ
4) ผลการใช้รูปแบบการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมการดูแลผู้สูงอายุตามแนวคิดการศึกษาเพื่ออาชีพของโรงเรียนสตรีวัดระฆัง ประกอบด้วย 1) ผลโดยทั่วไป พบว่า สามารถนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ชุมชน และองค์กรเครือข่าย โรงเรียนสามารถบูรณาการการจัดการเรียนรู้ให้เข้ากับแนวคิดการดูแลผู้สูงอายุใน 5 ด้าน ได้แก่ อาหาร อนามัย การออกกำลังกาย การป้องกันอุบัติเหตุ และอารมณ์ ช่วยส่งเสริมบทบาทของครูและบุคลากรทางการศึกษาในการทำงาน เชิงบูรณาการและการจัดการเรียนรู้ตามสภาพจริง 2) ผลการใช้รูปแบบโดยจำแนกตามองค์ประกอบของการบริหารวิชาการ พบว่า โดยภาพรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนจากการใช้รูปแบบ โดยภาพรวมทั้ง 3 ด้าน มีผลการประเมิน อยู่ในระดับมากที่สุด 4) ผลที่เกิดกับครูและการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา พบว่า โดยภาพรวม ทั้ง 3 ด้าน มีผลการประเมิน อยู่ในระดับมากที่สุด 5) ผลการสะท้อนความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่า ด้านผู้บริหาร ทั้ง 4 ด้าน มีผลการประเมิน อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านครูและบุคลากร โดยภาพรวม ทั้ง 4 ด้าน มีผลการประเมิน อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยภาพรวม ทั้ง 4 ด้าน มีผลการประเมิน อยู่ในระดับมากที่สุด 6) ผลการพัฒนาตามขอบข่ายการบริหารโรงเรียน 4 กลุ่มบริหาร พบว่า ทุกกลุ่มบริหารสามารถขับเคลื่อนและพัฒนาตามรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5) ผลการประเมินรูปแบบการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมการดูแลผู้สูงอายุตามแนวคิดการศึกษาเพื่ออาชีพของโรงเรียนสตรีวัดระฆัง โดยภาพรวมทั้ง 4 ด้าน มีผลการประเมิน อยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านความเป็นประโยชน์ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านความเหมาะสม ด้านความถูกต้อง และด้านความเป็นไปได้ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดลำดับสุดท้าย