งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.) เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 2.) เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 3.) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและการเขียนจับใจความก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 4 คน โรงเรียนร่มฉัตรวิทยา (เทศบาล 2) ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบอ่านจับใจความจากข่าว จำนวน 4 ชั่วโมง
ผลการวิจัยพบว่า
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนจับใจความจากข่าวของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มกลาง จำนวน 4 คน เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ พบว่า นักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่านและการเขียนจับใจความเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้าน ทักษะการอ่านจับใจความจากข่าว พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 10.50 คะแนน เป็น 15.50 คะแนน ในสัปดาห์ที่ 4 เพิ่มขึ้นรวม 5.00 คะแนน แสดงให้เห็นว่านักเรียนสามารถจับประเด็นสำคัญของเนื้อหาได้ดีขึ้น มีความเข้าใจเรื่องที่อ่านมากขึ้น และสามารถวิเคราะห์เนื้อหาได้อย่างถูกต้อง
ด้าน ทักษะการเขียนจับใจความจากข่าว พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 9.50 คะแนน เป็น 14.50 คะแนน ในสัปดาห์ที่ 4 เพิ่มขึ้นรวม 5.00 คะแนน แสดงให้เห็นว่านักเรียนสามารถเรียบเรียงความคิด สรุปใจความสำคัญ และถ่ายทอดเนื้อหาออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรได้ดีขึ้น
โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม ส่งผลให้ทักษะการอ่านและการเขียนจับใจความจากข่าวของนักเรียนพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงระยะเวลา 4 สัปดาห์ และสามารถนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทักษะภาษาไทยของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อภิปรายผลการศึกษา
จากผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือสามารถพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนจับใจความจากข่าวของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการเรียนรู้แบบร่วมมือเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม และร่วมกันวิเคราะห์เนื้อหา ส่งผลให้ผู้เรียนเข้าใจประเด็นสำคัญของเรื่องได้ชัดเจนขึ้น
การทำกิจกรรมกลุ่มช่วยส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการอ่านและการเขียนจับใจความจากข่าว ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ Slavin ที่กล่าวว่า Cooperative Learning ช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และสอดคล้องกับงานวิจัยในประเทศไทยที่พบว่าการเรียนแบบร่วมมือช่วยพัฒนาทักษะภาษาไทยในระดับประถมศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ความพึงพอใจของนักเรียนที่อยู่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมช่วยสร้างแรงจูงใจและบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง