การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) ครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อแก้ปัญหาความวิตกกังวลในการสื่อสาร (Affective Filter) และยกระดับทักษะการคิดเชิงพื้นที่ (Spatial Thinking) ของผู้เรียน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Phygital Learning) ภายใต้บริบทการเรียนรู้อิงชุมชนเมืองอัจฉริยะ (Phitsanulok Smart City) โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมสื่อจำลองผังเมืองเสมือนจริงอัจฉริยะ (Creative City AR Explorer) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพ
ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ เรื่อง การบอกตำแหน่ง (Prepositions of Place) ของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) เพื่อศึกษาผลการส่งเสริมอำนาจ
การจัดการเรียนรู้ (Learner Agency) และเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น
การวิจัยครั้งนี้ใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน (One-Group Pretest-Posttest Design) กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 จำนวน 20 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดท่ามะปราง) สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครพิษณุโลก ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากกลุ่มผู้เรียนคละความสามารถ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) นวัตกรรมสื่อจำลองผังเมืองเสมือนจริงอัจฉริยะ ซึ่งประกอบด้วยแผนที่กระดาษทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันสแกนภาพ 3 มิติและระบบเสียงจำลอง 2) ชุดแผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการแนวการสอนเพื่อการสื่อสาร (CLT) ภายใต้กระบวนการ 2W3P จำนวน 4 ชั่วโมง
3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) ชุดเครื่องมือประเมินผลตามสภาพจริง และ 5) แบบวัดความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพ (E1/E2) และการทดสอบสมมติฐานด้วยค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test for Dependent Samples)
ผลการวิจัยพบว่า
1. นวัตกรรมสื่อจำลองผังเมืองเสมือนจริงอัจฉริยะ ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ (E1/E2) เท่ากับ 82.63 / 84.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้
2. นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 32.03) แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจคำศัพท์ โครงสร้างประโยค และสามารถสื่อสารบอกทิศทางในบริบทจำลองได้อย่างถูกต้อง
3. นักเรียนมีเจตคติเชิงบวกต่อนวัตกรรมในระดับมากที่สุด และที่สำคัญ ผู้เรียนมีพฤติกรรมที่สะท้อนถึงอำนาจการจัดการเรียนรู้ (Learner Agency) ที่สูงขึ้น โดยเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้รับฟัง มาเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ (Co-creator) ในการออกแบบแผนที่ชุมชนในฝันของตนเอง นอกจากนี้ยังสามารถให้ข้อเสนอแนะเพื่อนผ่านเทคนิค 2 Stars and a Wish และประเมินผลงานตนเองตามเกณฑ์ความสำเร็จได้อย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งยืนยันได้ว่านวัตกรรมดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นกลไกยกระดับคุณภาพผู้เรียนได้อย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิดต้นทุนส่วนเพิ่มเป็นศูนย์ (Zero Marginal Cost)