ชื่อเรื่อง รูปแบบการนิเทศเชิงรุกด้วย RUNGNAPHA Model เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรวมเชิงพื้นที่ (Inclusive Education Area-Based)
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุทัยธานี ชัยนาท
ผู้วิจัย รุ่งนภา บำรุงศรี
ปี พ.ศ. 2568
คำสำคัญ การนิเทศเชิงรุก, RUNGNAPHA Model, การจัดการเรียนรวมเชิงพื้นที่, แผนการจัดการ
ศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP), นิเทศดิจิทัล
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและพัฒนารูปแบบการนิเทศเชิงรุกด้วย
RUNGNAPHA Model ในการส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรวมเชิงพื้นที่ (Inclusive Education Area-Based) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุทัยธานี ชัยนาท ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) พัฒนาคู่มือการนิเทศและชุดเครื่องมือนิเทศดิจิทัล (Digital Supervision Toolkit) เพื่อสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (Assistive Technology) ในการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ 3) เปรียบเทียบสมรรถนะของครูผู้สอน ในด้านการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) และการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ก่อนและหลังการใช้รูปแบบการนิเทศเชิงรุกด้วย RUNGNAPHA Model 4) ประเมินประสิทธิผลของนวัตกรรมการนิเทศ ในด้านการยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียน ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ หลังการได้รับการนิเทศเชิงพื้นที่ 5) ศึกษาความพึงพอใจของครูผู้สอน ต่อการจัดการนิเทศด้วยรูปแบบการนิเทศเชิงรุกด้วย RUNGNAPHA Model และสนับสนุนผ่านระบบนิเทศดิจิทัล เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูผู้สอนที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาเรียนรวม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุทัยธานี ชัยนาท ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการนิเทศ RUNGNAPHA Model, คู่มือการนิเทศ, ชุดเครื่องมือนิเทศดิจิทัล, แบบประเมินสมรรถนะการจัดทำ IEP และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบสมมติฐานด้วยค่าที แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t - test Dependent)
ผลการศึกษา พบว่า
1.รูปแบบการนิเทศ RUNGNAPHA Model ประกอบด้วย 8 ขั้นตอนเชิงระบบ ได้แก่
R (Responsible), U (Understanding), N (Notice), G (Growth Mindset), N (Network),
A (Aware/Active Learning), P (Principle/Partnership) และ A (Achievement) ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) ระหว่าง 0.60 1.00 และมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด
2. คู่มือการนิเทศและชุดเครื่องมือดิจิทัล (Digital Supervision Platform) สามารถ
สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (AT) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดช่องว่างทางการเรียนรู้และรองรับการนิเทศทั้งรูปแบบ On-site และ Online ได้อย่างต่อเนื่องเป็นปัจจุบัน
3. สมรรถนะของครูผู้สอน ในด้านการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)
และการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ หลังการใช้รูปแบบการนิเทศเชิงรุก สูงกว่าก่อนการนิเทศ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ประสิทธิผลเชิงประจักษ์ พบว่านวัตกรรมนี้สามารถยกระดับการเรียนรู้และ
พัฒนาการของนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ส่งผลให้ผู้เรียนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงตามศักยภาพรายบุคคลผ่านกลไกการสนับสนุนเชิงพื้นที่
5. ความพึงพอใจของครูผู้สอนต่อการจัดการนิเทศด้วยรูปแบบ RUNGNAPHA Model
และการสนับสนุนผ่านระบบนิเทศดิจิทัลอยู่ใน ระดับดีเยี่ยม โดยมีจุดเด่นสำคัญคือการสร้างสัมพันธภาพแบบกัลยาณมิตร (Clinical Supervision) และการสนับสนุนเชิงรุกที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงในห้องเรียน ส่งผลให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาวิชาชีพ