ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
Advertisement

Bar Focus ล็อกเป้าคิด พิชิตโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนบ้านนาแฝก

1. สภาพปัจจุบัน/ปัญหา

1.1สภาพปัจจุบัน/ปัญหา

โรงเรียนบ้านนาแฝกเป็นสถานศึกษาขนาดเล็ก จัดการเรียนการสอนในระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 บริบทของห้องเรียนขนาดเล็กนี้ช่วยให้ครูผู้สอนสามารถดูแลและเข้าถึงผู้เรียนได้อย่างทั่วถึงเป็นรายบุคคล จากการวิเคราะห์ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนบ้านนาแฝกในปีที่ผ่านมา พบว่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนในสาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต โดยเฉพาะในเรื่องการแก้โจทย์ปัญหาเศษส่วน ทศนิยม และร้อยละ ยังคงเป็นจุดที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน สภาพการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ผ่านมา นักเรียนสามารถคำนวณตัวเลขขั้นพื้นฐาน (การบวก ลบ คูณ หาร) ได้ดีเมื่อเห็นตัวเลขโดยตรง แต่เมื่อต้องเผชิญกับโจทย์ปัญหาที่มีสถานการณ์หรือข้อความยาว ๆ นักเรียนเกิดความวิตกกังวลและขาดทักษะในการตีความข้อความภาษาไทยให้ออกมาเป็นประโยคสัญลักษณ์ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในภาพรวมไม่เป็นไปตามเป้าหมายของสถานศึกษา

สาเหตุสำคัญของปัญหาดังกล่าว เกิดจากนักเรียนยังติดอยู่กับการเรียนรู้ในขั้นรูปธรรม แต่โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ในระดับมีประถมศึกษาปีที่ 4-6 มีลักษณะเป็นนามธรรมที่ซับซ้อนและต้องคิดหลายขั้นตอน นักเรียนจึงมักใช้วิธีเดาเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์จากคำสำคัญ เช่น เห็นคำว่า "มากกว่า" จะนำไปบวก หรือคำว่า "ลดลง" จะนำไปลบ ซึ่งเป็นแนวคิดที่คลาดเคลื่อน สอดคล้องกับรายงานการประเมินตนเองของโรงเรียน (SAR) ที่ระบุว่า กระบวนการคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะของผู้เรียนจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นผ่านสื่อหรือนวัตกรรมที่เป็นระบบ โรงเรียนบ้านนาแฝกจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่สามารถเปลี่ยนตัวหนังสือที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นภาพที่มองเห็นจับต้องได้ เพื่อลดภาระทางพุทธิปัญญาของนักเรียน และช่วยให้นักเรียนเกิดโครงสร้างทางปัญญาในการจำแนกความสัมพันธ์ของตัวเลขในโจทย์ได้อย่างเป็นระบบก่อนที่จะลงมือคำนวณ

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม นวัตกรรม Bar Focus ล็อกเป้าคิด พิชิตโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ จึงถูกออกแบบขึ้นเพื่อนำมาปฏิบัติจริงในห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ของโรงเรียนบ้านนาแฝก โดยเป็นการผสานกระบวนการแก้ปัญหา 4 ขั้นตอนของโพลยา (Polya’s Four-Step Process) เข้ากับเทคนิคการวาดแถบสี่เหลี่ยมเปรียบเทียบปริมาณ (Bar Model) ขับเคลื่อนด้วยสื่อกระดานไวท์บอร์ดอเนกประสงค์ การนำสู่การปฏิบัตินั้นจะสอดรับกับบริบทนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด กล่าวคือ ในขั้นการทำความเข้าใจและวางแผน นักเรียนทุกคนจะได้ลงมือวาดแท่งบาร์สี่เหลี่ยมเพื่อจำลองโจทย์ด้วยตนเองลงบนกระดานเขียนลบได้ ทำให้นักเรียนเห็น "เป้าหมาย" และ "ความสัมพันธ์" ของส่วนย่อยและส่วนรวมในโจทย์อย่างชัดเจน และด้วยจำนวนนักเรียนที่น้อย คุณครูจะสามารถทำการประเมินระหว่างเรียน โดยให้ผู้เรียนชูกระดานตรวจสอบกระบวนการคิดวิเคราะห์ได้พร้อมกันทันที ช่วยให้ครูค้นพบข้อผิดพลาดทางการคิด ของเด็กเป็นรายบุคคลและช่วยเหลือได้ในทันท่วงที ทำให้นวัตกรรม Bar Focus ล็อกเป้าคิด พิชิตโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ นี้เป็นแนวทางที่เรียบง่าย ใช้อุปกรณ์น้อย แต่สามารถยกระดับทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนโรงเรียนบ้านนาแฝกได้อย่างดี

1.2 แนวทางการแก้ปัญหาและพัฒนา

จากสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการที่กล่าวมาข้างต้น ครูผู้สอนจึงได้ผสานแนวคิดเชิงทฤษฎีสากลเข้ากับบริบทเฉพาะของห้องเรียนขนาดเล็ก เกิดเป็นแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นภาพรวมของนวัตกรรม Bar Focus ล็อกเป้าคิด พิชิตโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ที่ชัดเจน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของปัญหา ฐานคิดทางทฤษฎี กระบวนการออกแบบสื่อ และการนำไปปฏิบัติจริงในห้องเรียน จนถึงผลลัพธ์ปลายทางที่คาดหวัง

ผู้สอนจึงได้สังเคราะห์กระบวนการทั้งหมดออกมาเป็นแผนภาพ เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้จริง 1.3 วัตถุประสงค์

1. เพื่อพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6

2. เพื่อให้นักเรียนสามารถแปลงโจทย์ปัญหาให้ออกมาเป็นรูปธรรม (Bar Model) ได้ถูกต้อง

1.4 เป้าหมายเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

เป้าหมายเชิงปริมาณ

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนบ้านนาแฝก ร้อยละ 100 ได้รับการจัดการเรียนรู้ผ่านนวัตกรรม Bar Focus ล็อกเป้าคิด พิชิตโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ในเรื่องการแก้โจทย์ปัญหา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

เป้าหมายเชิงคุณภาพ

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนบ้านนาแฝก มีทักษะการคิดวิเคราะห์ และสามารถแปลงโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่มีความเป็นนามธรรมให้ออกมาเป็นภาพจำลองเชิงทัศนภาพ (Bar Model) ได้อย่างเป็นระบบ

นักเรียนมีขั้นตอนและพฤติกรรมการแก้โจทย์ปัญหาอย่างมีเหตุมีผลตามกระบวนการ 4 ขั้นตอนของโพลยา ลดการเดาสุ่มเครื่องหมายคณิตศาสตร์ในการหาคำตอบ

2. ขั้นตอนการดำเนินงาน

2.1 การออกแบบผลงาน/นวัตกรรม

การออกแบบนวัตกรรม Bar Focus ล็อกเป้าคิด พิชิตโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ได้ทำการบูรณาการ 2 ทฤษฎีหลักการเรียนรู้สากล มาร่วมกับการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพของห้องเรียนขนาดเล็ก เพื่อแก้ปัญหาภาระทางสมองที่ล้าจากการตีความโจทย์ปัญหา (Cognitive Load Theory) ดังนี้

1) ทฤษฎีลำดับขั้นการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (CPA Approach) ของ Jerome Bruner

ทฤษฎีนี้ระบุว่าการสร้างความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ให้แก่เด็กอย่างยั่งยืน ต้องผ่านการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน ได้แก่

1. Concrete (ขั้นรูปธรรม) เรียนรู้ผ่านวัตถุสามมิติ

2. Pictorial (ขั้นทัศนภาพ/ภาพจำลอง) เรียนรู้ผ่านแผนภาพ รูปร่าง หรือเส้นกราฟ

3. Abstract (ขั้นนามธรรม) เรียนรู้ผ่านตัวเลข เครื่องหมาย และสมการ

เนื่องจากข้อความในโจทย์ปัญหาประถมปลายเป็นขั้น Abstract ที่ยากเกินไป นวัตกรรมนี้จึงออกแบบแถบสี่เหลี่ยม "Bar Model" ทำหน้าที่ในขั้น Pictorial เพื่อเป็นตัวกลางเปลี่ยนข้อความยาว ๆ ให้เป็นแถบสีจำลองสั้น-ยาว ช่วยให้สมองของเด็กแปลงความสัมพันธ์ของโจทย์ออกมาเป็นภาพก่อนแปลงเป็นตัวเลข

2) กระบวนการแก้ปัญหา 4 ขั้นตอนของ George Polya (Polya’s Four-Step Process)

เป็นกรอบแนวคิดสากลที่ช่วยจัดระเบียบระบบคิดวิเคราะห์ของมนุษย์ให้ทำงานอย่างมีทิศทาง ไม่สะเปะสะปะ ประกอบด้วย 4 ขั้นพื้นฐาน คือ

1. ทำความเข้าใจโจทย์

2. วางแผน

3. ดำเนินการตามแผน

4. ตรวจสอบย้อนกลับ

นวัตกรรมนี้ได้นำขั้นตอนทั้ง 4 มาย่อยให้เป็นภาษาคำสั่งที่กระชับ เหมาะกับจิตวิทยาเด็กประถมปลาย และจัดโครงสร้างลงบน "กระดาน Bar-Focus " แยกออกเป็น 4 กล่องกิจกรรมอย่างชัดเจน เพื่อให้เด็กเดินตามรอยกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นจนจบ2.2 การดำเนินงานตามกิจกรรม

ขั้นที่ 1: Focus โจทย์ (กุมความลับ)

1. อ่านเก็บเบาะแส

คุณครูให้เด็ก ๆ อ่านโจทย์พร้อมกัน 1 รอบ หรือใช้วิธีสุ่มให้ตัวแทนอ่าน เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนเห็นข้อความเดียวกัน จากนั้นให้เด็ก ๆ หยิบกระดานไวท์บอร์ด Bar-Focus ขึ้นมา แล้วเพ่งสายตาไปที่ "ช่องที่ 1: FOCUS"

2. ขีดฆ่าคำน้ำ สกัดเอาเนื้อ (แปลงประโยคยาวให้สั้น)

โจทย์คณิตศาสตร์ประถมปลายมักจะมีคำพรรณนายาว ๆ ที่ทำให้เด็กเวียนหัว ในขั้นนี้ครูจะสอนให้เด็กทำหน้าที่เป็นนักสกัดข้อมูล โดยเขียนลงในกระดานช่องที่ 1 สั้น ๆ แค่เนื้อเน้น ๆ ไม่เอาคำขยาย

ตัวอย่างโจทย์

"แม่ค้าเดินทางไปตลาดแต่เช้าเพื่อซื้อส้มทั้งหมดที่มีอยู่ นำมาแยกเพื่อทำน้ำส้มคั้นสดขายไปเศษ 3 ส่วน 5 ของทั้งหมด แล้วหลังจากนั้นพบว่ายังเหลือส้มที่ยังเป็นลูกอยู่อีก 20 กิโลกรัม"

การโฟกัสสิ่งที่โจทย์บอก

เด็ก ๆ จะไม่ลอกโจทย์ทั้งหมดลงไป แต่จะเขียนสั้น ๆ แค่

1.คั้นน้ำเศษ 3 ส่วน 5 ของทั้งหมด

2.เหลือส้ม 20 กิโลกรัม

3. ล็อกเป้าหมาย (เขียนสิ่งที่โจทย์ถามด้วยปากกาสีเด่น)

ขั้นสุดท้ายของการกุมความลับคือ การหาว่า "เป้าหมายสูงสุด" ของเกมนี้คืออะไร โดยให้เด็ก ๆ สังเกตประโยคคำถามท้ายโจทย์ แล้วเขียนลงไปให้ชัดเจน อาจจะใช้เทคนิคให้เขียนด้วยปากกาไวท์บอร์ดสีแดง หรือใส่เครื่องหมายคำถาม ? ตัวใหญ่ ๆ กำกับไว้

สิ่งที่โจทย์ถาม: เดิมมีส้มทั้งหมดกี่กิโลกรัม?

ขั้นที่ 2 (Bar-Mapping)

ในขั้นนี้ผู้สอนต้องย้ำกับนักเรียนว่า "ห้ามคิดเลขเด็ดขาด" หน้าที่เดียวของนักเรียน คือ การ

แปลงข้อมูลข้อความจากช่องที่ 1 ให้กลายมาเป็นรูปแท่งสี่เหลี่ยมเปรียบเทียบปริมาณ โดยแบ่งสัดส่วนให้สมเหตุสมผลตามที่โจทย์สั่ง

1.วาด "บาร์แม่ทัพ" (ภาพรวมทั้งหมด)

ผู้สอนให้นักเรียนเริ่มต้นด้วยการวาดกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว ๆ ขึ้นมา 1 แท่ง แท่งนี้จะแทนค่าของ "สิ่งทั้งหมดที่มีอยู่เดิม" ในโจทย์ (ในที่นี้คือ ส้มทั้งหมดที่แม่ค้ามีตอนแรก) โดยผู้สอนอาจใช้คำพูดกระตุ้นว่า "นี่คือกล่องสมบัติส้มทั้งหมดของเรานะ มารอดูกันว่ามันจะถูกแบ่งยังไง"

2.ผ่าบาร์ตามเศษส่วน (แปลงสัดส่วนข้อความข้อความให้เป็นช่อง)

นักเรียนจะกลับไปมองข้อมูลในช่องที่ 1 เพื่อดูเศษส่วนตัวปัญหา นั่นคือ 3/5 นักเรียนคิดวิเคราะห์ตัวส่วน: "ส่วน 5" แปลว่ากล่องยาวนี้ถูกแบ่งเป็น 5 ช่องเท่า ๆ กัน นักเรียนจะใช้ปากกาขีดเส้นแบ่งแท่งบาร์ออกเป็น 5 ช่องเท่า ๆ กัน ด้วยสายตา นักเรียนคิดวิเคราะห์ตัวเศษ: "เศษ 3" แปลว่าแม่ค้านำไปคั้นน้ำ 3 ส่วน นักเรียนจะทำการ ระบายสีทึบหรือแรเงาตัดทิ้งไป 3 ช่อง แล้วเขียนกำกับเหนือ 3 ช่องนั้นว่า "คั้นน้ำ"

3.ล็อกเป้าพื้นที่ว่าง และ ปักป้ายเครื่องหมายคำถาม (?)

เมื่อระบายสีไป 3 ช่อง ในแท่งบาร์จะเหลือช่องว่าง ๆ ดิบ ๆ อยู่ 2 ช่อง นักเรียนจะมองเห็นด้วยตาเปล่าทันทีโดยไม่ต้องคำนวณในใจว่า ส้มที่เหลือก็คือ 2 ช่อง นักเรียนจะเขียนป้ายกำกับใต้ 2 ช่องที่เหลือนี้ว่า "= 20 กิโลกรัม" ตามที่โจทย์บอกไว้ ย้อนกลับไปดูสิ่งที่โจทย์อยากรู้ในขั้นที่ 1 (เดิมมีส้มทั้งหมดกี่กิโลกรัม) นักเรียนจะทำเครื่องหมายปีกกากรอบใหญ่ครอบคลุมแท่งบาร์ทั้งหมด 5 ช่อง แล้วใส่เครื่องหมาย ? ตัวโต ๆ เอาไว้ เพื่อล็อกเป้าหมายว่า "เรากำลังจะหาค่าของกล่องยาวกล่องนี้ทั้งหมดนะ"ขั้นที่ 3: Operation (ลั่นไกคำนวณ)

หลังจากที่เด็ก ๆ ได้แกะรอยเบาะแสในขั้นที่ 1 และวางแผนตั้งค่ายกลจนมองเห็นภาพความสัมพันธ์ในขั้นที่ 2 เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึง ขั้นที่ 3 Operation (ลั่นไกคำนวณ) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เด็ก ๆ จะได้เปลี่ยนบทบาทจากนักวางแผนมาเป็น "พลแม่นปืน" ที่พร้อมจะลั่นไกสังหารโจทย์ปัญหาด้วยตัวเลข ขั้นนี้คือ เด็ก ๆ จะไม่ได้คิดเลขแบบสุ่มเดาอีกต่อไป แต่จะคิดเลขตามสิ่งที่ตาเห็นจากรูปภาพในขั้นที่ 2 ทำให้ความผิดพลาดแทบจะเป็นศูนย์

ครูผู้สอนพานักเรียนย้ายสายตามาโฟกัสที่ ช่องที่ 3 OPERATION บนกระดานไวท์บอร์ดของตนเอง

โดยอ้างอิงภาพค่ายกลจำลองจากช่องที่ 2 (เรื่องส้มของแม่ค้า) ที่เด็ก ๆ วาดค้างไว้

1.หาค่าของ "บาร์ 1 ช่อง" (หาหน่วยย่อย)

ครูผู้สอนจะชวนเด็ก ๆ มองไปที่กล่องว่าง 2 ช่องนั้น แล้วถามว่า "เด็ก ๆ เห็นไหม บาร์ 2 ช่องว่าง ๆ มีค่าเท่ากับ 20 กิโลกรัม แล้วถ้าครูอยากรู้ว่า บาร์แค่ช่องเดียว กล่องเดียวเดี่ยว ๆ จะมีค่ากี่กิโลกรัม?" เด็ก ๆ จะมองภาพออกทันทีว่า ต้องเอา 20 มาแบ่งครึ่ง (หาร 2) นักเรียนเขียนลงในช่องที่ 3 บรรทัดแรก 20 ÷ 2 = 10 กิโลกรัม (ได้ความลับมาเพิ่มแล้วว่า บาร์ 1 ช่อง = 10 กิโลกรัม)

2. ขยายผลหา "บาร์ทั้งหมด" (ล็อกเป้าหมายสูงสุด)

ครูผู้สอนชวนคิดต่อโดยให้หันไปมองเครื่องหมาย ? ตัวโต ๆ ที่เราล็อกเป้าไว้ตั้งแต่ขั้นที่ 2"โจทย์อยากรู้ว่า เดิมมีส้มทั้งหมดกี่กิโลกรัม ซึ่งแท่งบาร์ทั้งหมดของเรามี 5 ช่อง ถ้า 1 ช่องมันหนัก 10 กิโลกรัม แล้วทั้ง 5 ช่องจะหนักเท่าไร?" เด็ก ๆ จะตอบพร้อมกันว่า ก็นำ 10 ไปคูณกับ 5 ช่อง นักเรียนเขียนประโยคสัญลักษณ์และผลลัพธ์ในบรรทัดต่อมา 10 × 5 = 50 กิโลกรัม

3.ปักธงชัย (เขียนสรุปคำตอบ)

เมื่อได้ตัวเลขสุดท้ายแล้ว นักเรียนจะเขียนสรุปสั้น ๆ ที่ท้ายช่องที่ 3 เพื่อเป็นสัญญาณว่าภารกิจลั่นไกเสร็จสิ้น ตอบ เดิมแม่ค้ามีส้ม 50 กิโลกรัม

ขั้นที่ 4 (Double Check)

จากโจทย์เรื่องส้มของแม่ค้า นักเรียนลั่นไกคำนวณในช่องที่ 3 จนได้คำตอบว่า "เดิมแม่ค้ามีส้มทั้งหมด 50 กิโลกรัม" ครูผู้สอนจะพานักเรียนย้ายสายตามาทำงานใน "ช่องที่ 4: DOUBLE CHECK" บนกระดานไวท์บอร์ดของตัวเอง โดยใช้เทคนิคการตรวจทานแบบย้อนรอย 3 ขั้นตอน ดังนี้

1. นำคำตอบไปสวมลงในภาพบาร์โมเดล (แทนค่ากลับ)

นักเรียนจะนำตัวเลข 50 กิโลกรัม ที่คิดได้ ไปลองสวมแทนเครื่องหมาย ? (ภาพรวมทั้งหมด)

บนแท่งบาร์ 5 ช่องที่เคยวาดไว้ในขั้นที่ 2 ถ้าบาร์ทั้งหมด 5 ช่อง มีค่าเท่ากับ 50 กิโลกรัม แปลว่าบาร์

1 ช่อง จะมีค่าเท่ากับ 50 ÷ 5 = 10 กิโลกรัม

2. ตรวจสอบเงื่อนไขแรก "คั้นน้ำส้ม"

โจทย์บอกในขั้นที่ 1 ว่า แม่ค้านำส้มไปคั้นน้ำ 3/5 ของทั้งหมด (คือระบายสีไป 3 ช่อง) เมื่อ 1

ช่องมีค่าเท่ากับ 10 กิโลกรัม ดังนั้น 3 ช่องที่นำไปคั้นน้ำ ก็จะมีค่าเท่ากับ 10 × 3 = 30 กิโลกรัม

3. ตรวจสอบเงื่อนไขสุดท้าย "ส้มที่เหลือตรงกับโจทย์ไหม?"

โจทย์บอกว่า หลังจากคั้นน้ำแล้ว "ต้องเหลือส้มเป็นลูกอีก 20 กิโลกรัม" นักเรียนจะทำการหักลบตัวเลขเพื่อพิสูจน์ความจริงทันที มีส้มทั้งหมด 50 กิโลกรัม ลบส่วนที่นำไปคั้นน้ำออก 30 กิโลกรัม(50 - 30)

ผลลัพธ์ที่ได้คือ 20 กิโลกรัมพอดี ซึ่งตรงกับตัวเลขที่โจทย์กำหนดมาให้ในตอนแรกทุกประการเมื่อตัวเลขวิ่งย้อนกลับมาลงล็อกกับโจทย์ดั้งเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ เด็ก ๆ จะเขียนเครื่องหมายถูก  ตัวใหญ่ ๆในช่อง

ที่ 4 เพื่อปักธงปิดคดีอย่างมั่นใจ

2.3 ประสิทธิภาพของการดำเนินงาน

1.ประสิทธิภาพเชิงกระบวนการเรียนรู้ (Process Efficiency)

นวัตกรรมนี้ช่วยปรับปรุง "ความเร็วและความแม่นยำ" ในการจัดระเบียบความคิดของนักเรียนอย่างเห็นได้ชัดลดภาระทางสมอง จากการแปลงข้อความยาว ๆ ให้เป็นแถบภาพ (Bar Model) ช่วยลดความสับสนและอาการสมองตื้อของผู้เรียน ทำให้นักเรียนสามารถเริ่มลงมือแก้โจทย์ปัญหาได้เร็วขึ้นกว่าการนั่งอ่านตัวหนังสือทวนไปมาหลาย ๆ รอบ สร้างระบบคิดที่เป็นขั้นเป็นตอน การเดินตามค่ายกล 4 ช่องของโพลยา ช่วยตัดพฤติกรรมการเดาเครื่องหมายคณิตศาสตร์แบบสุ่มของนักเรียน มีโครงสร้างการคิดที่เป็นระบบสากล รู้ว่าก้าวแรกต้องทำอย่างไร และก้าวต่อไปต้องคำนวณอย่างไร

2. ประสิทธิภาพการจัดการห้องเรียนรายบุคคล (Classroom Management Efficiency)

การออกแบบเครื่องมือให้สอดรับกับจำนวนนักเรียน นำมาซึ่งประสิทธิภาพในการควบคุมและดูแลชั้นเรียนเชิงรุก ผู้สอนสามารถประเมินผลได้แบบเฉียบพลัน คือ เทคนิค "ชูกระดานเช็กบาร์" ในขั้นที่ 2 ทำลายข้อจำกัดของการตรวจงานแบบเดิมที่ครูผู้สอนต้องเดินดูสมุดทีละคน ซึ่งใช้เวลานานและมักตรวจพบข้อผิดพลาดหลังจากเด็กทำเสร็จไปแล้ว แต่กระดาน Bar-Focus ช่วยให้ครูกวาดสายตามองเห็นคราบความเข้าใจคลาดเคลื่อน (Misconception) ของเด็กทุกคนได้พร้อมกันในทันที และครูผู้สอนสามารถพุ่งเป้าเข้าไป

ช่วยเหลือเด็กเรียนอ่อนที่มีปัญหาในการวาดภาพหรือคิดเลขได้ช้าเป็นรายบุคคล โดยไม่ปล่อยให้เด็กหลุดไปจากบทเรียน

3. ประสิทธิภาพเชิงความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์ (Value & Outcome Efficiency)

เป็นการพิสูจน์แนวคิดการพัฒนางานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นความประหยัดแต่ได้ประโยชน์สูงสุด ต้นทุนต่ำ แต่ผลตอบรับสูง จากการใช้ กระดานไวท์บอร์ดเขียน-ลบได้ ขนาด A4 ร่วมกับปากกาไวท์บอร์ด และสามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ซ้ำได้ตลอดปีการศึกษา ช่วยลดการสิ้นเปลืองกระดาษใบงานได้อย่างมหาศาล เมื่อกระบวนการเรียนรู้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ พฤติกรรมการคิดวิเคราะห์ที่รอบคอบและนิสัยการตรวจทานคำตอบในขั้น Double Check จะฝังลึกในตัวผู้เรียน ส่งผลลัพธ์โดยตรงต่อคะแนนเก็บในห้องเรียน และเกิดเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

2.4 การมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

เพื่อให้การขับเคลื่อนนวัตกรรม Bar Focus ล็อกเป้าคิด พิชิตโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สู่ห้องเรียนโรงเรียนบ้านนาแฝกประสบความสำเร็จ การดำเนินงานจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่บทบาทของครูและนักเรียนในคาบเรียนเท่านั้น แต่เป็นการผสานพลังและมีส่วนเกี่ยวข้องของภาคีเครือข่ายทุกฝ่ายอย่างเป็นระบบ นับตั้งแต่ก้าวแรกของการวางแผนไปจนถึงก้าวสุดท้ายของการขยายผล โดยมีลำดับการทำงานที่เชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่องดังนี้

1. ขั้นร่วมคิดและวางแผน (Co-Planning) จุดเริ่มต้นของนวัตกรรมเกิดจากการทำงานร่วมกันของ คณะครูในโรงเรียนบ้านนาแฝกผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อนำสภาพปัญหาของนักเรียนในห้องเรียนขนาดเล็กมาวิเคราะห์หาแนวทางแก้ไขร่วมกัน โดยมี ผู้บริหารสถานศึกษา ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก ชี้แนะแนวทางการเชื่อมโยงหลักสูตรสถานศึกษาสู่การปฏิบัติจริง

2. ขั้นร่วมปฏิบัติในห้องเรียน (Co-Acting) ในขั้นการจัดการเรียนรู้ที่เป็นหัวใจหลัก ตัวละครสำคัญคือ ครูผู้สอนและนักเรียนที่ทำงานประสานกันอย่างต่อเนื่อง และการก้าวเดินไปพร้อมกันบนกระดาน 4 ช่องอเนกประสงค์ โดยนักเรียน ปรับบทบาทจากผู้รับฟังมาเป็น "ผู้ลงมือปฏิบัติและกำกับความคิดตนเอง" ผ่านการสกัดโจทย์ วาดภาพบาร์โมเดล ลั่นไกคำนวณ และตรวจทานผลลัพธ์ด้วยตนเอง

และครูผู้สอน ปรับบทบาทจากผู้บรรยายหน้าห้องมาเป็น "โค้ชและผู้ประเมินเพื่อพัฒนา" คอยให้สัญญาณ Bar Focus ล็อกเป้าคิด พิชิตโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์

3. ขั้นร่วมตรวจสอบและนิเทศ (Co-Reflecting) เมื่อนวัตกรรมถูกนำไปใช้ในห้องเรียน จะเข้าสู่ขั้นตอนการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง โดย ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะกรรมการนิเทศภายใน จะเข้ามาร่วมสังเกตการณ์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียนจริง เพื่อประเมินประสิทธิภาพเชิงกระบวนการ และให้คำแนะนำในการพัฒนาสื่อ

3. ผลสำเร็จ และประโยชน์ที่ได้รับ

3.1 ผลสำเร็จที่ได้

จากการดำเนินงานพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ผ่านบทบาทสมมติ “นักไขความลับ” ร่วมกับเครื่องมือสะท้อนคิดกระดานเขียน-ลบได้ และกระบวนการขัดเกลาแผนการสอนอย่างเข้มข้นจากวง PLC ส่งผลให้เกิดผลสำเร็จที่บรรลุตามจุดประสงค์และเป้าหมาย โดยปรากฏผลการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ดังนี้

1. ผลสัมฤทธิ์และความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา

นักเรียนกลุ่มเป้าหมายที่เคยประสบปัญหาขาดทักษะกระบวนการคิดทางคณิตศาสตร์ มีพัฒนาการและสามารถแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ได้อย่างถูกต้องตามขั้นตอน สามารถวิเคราะห์โจทย์ปัญหา แยกแยะสิ่งที่โจทย์กำหนดและสิ่งที่โจทย์ถาม วางแผนแก้ปัญหา ตลอดจนคิดคำนวณและตรวจคำตอบได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้คะแนนทดสอบหลังเรียน (Post-test) ของนักเรียนทุกคนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด และมีลำดับพัฒนาการทางวิชาการที่ดีขึ้น

2. การปรับพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้สอน

นักเรียนไม่กลัวและละทิ้งพฤติกรรมการนั่งนิ่งเฉยในห้องเรียน เปลี่ยนมาเป็นผู้เรียนที่ตื่นตัว กระตือรือร้น และมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 100% ยอมรับและสวมบทบาท "นักไขความลับ" ในการแก้โจทย์ปัญหาอย่างสนุกสนาน มีความกล้าหาญในการแสดงออก และยินดีที่จะสื่อสาร อธิบาย รวมถึงแบ่งปันกระบวนการคิดและวิธีการหาคำตอบของตนเองให้เพื่อนในห้องฟัง ผ่านการลงมือขีดเขียน และนำเสนอความคิดบนกระดานเขียน-ลบ อย่างคล่องแคล่ว มั่นใจ และไม่กลัวต่อความผิดพลาด

3.2 ประโยชน์ที่ได้รับ

1. ประโยชน์ที่เกิดกับนักเรียน

นักเรียนได้รับการพัฒนาพฤติกรรมการเรียนรู้อย่างรอบด้าน จากผู้เรียนตั้งรับมาเป็นผู้เรียนเชิงรุก (Active Learner) มีความกล้าคิด กล้าทำ และกล้าสื่อสารกระบวนการคิดของตนเองอย่างมั่นใจผ่านกระดานเขียน-ลบได้ นักเรียนกลุ่มเป้าหมายสามารถแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ได้อย่างเป็นระบบ บรรลุตามเป้าหมายของหลักสูตร และมีเจตคติเชิงบวกต่อวิชาคณิตศาสตร์ โดยเปลี่ยนความกลัวให้เป็นความสนุกสนานผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน

2. ประโยชน์ที่เกิดกับคณะครู

ครูผู้สอนได้รับการยกระดับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการประเมินผลตามสภาพจริง ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวง PLC เกิดการทำงานเป็นทีมทางวิชาชีพที่เข้มแข็ง ครูได้รับมุมมอง เทคนิค และคำแนะนำที่หลากหลายจากเพื่อนครูต่างกลุ่มสาระวิชามาช่วยแก้ปัญหาในชั้นเรียน ทำให้ออกแบบแผนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ประโยชน์ที่เกิดกับผู้บริหารสถานศึกษา

ผู้บริหารมองเห็นจุดแข็งและโอกาสพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถ

จัดสรรทรัพยากรและงบประมาณเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนได้อย่างตรงจุด อีกทั้งยังเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ปกครองและชุมชน ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของโรงเรียนให้เป็นผู้นำด้านวิชาการ และสร้างระบบบริหารจัดการที่ยั่งยืนในการรักษามาตรฐานผลสัมฤทธิ์ให้สูงกว่าระดับประเทศได้

4. ประโยชน์ที่เกิดกับสถานศึกษา

โรงเรียนบ้านนาแฝกเกิดวัฒนธรรมการทำงานรูปแบบใหม่ คือชุมชนแห่งการเรียนรู้ททางวิชาชีพ(PLC) ที่ขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือร่วมใจ ทลายกำแพงรายวิชา และมุ่งเน้นคุณภาพผู้เรียนเป็นสำคัญ มีชั้นเรียนต้นแบบที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางสติปัญญา บรรยากาศโดยรวมของสถานศึกษามีความตื่นตัวทางวิชาการและเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กทุกคน

5. ประโยชน์ที่เกิดกับผู้ปกครอง

ผู้ปกครองเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุตรหลานที่มีความกระตือรือร้น อยากมา

โรงเรียน และมีความสุขกับการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ช่วยลดความกังวลใจเรื่องผลการเรียนของบุตรหลาน เพราะรับรู้ว่าบุตรหลานได้รับการดูแลเอาใจใส่และแก้ไขปัญหาการเรียนรู้เป็นรายบุคคลอย่างใกล้ชิดจากคณะครูทั้งโรงเรียน

4. ปัจจัยความสำเร็จ

1.ผู้บริหารสถานศึกษามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในข้อจำกัดและจุดแข็งของบริบทโรงเรียนขนาดเล็ก จึงได้เข้ามาสวมบทบาทการเป็นผู้นำทางวิชาการอย่างเต็มตัว เข้าร่วมสังเกตการณ์ในชั้นเรียนเพื่อรับฟังกระบวนการ PLC ของคณะครูอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถเห็นถึงความจำเป็นในการใช้สื่อนวัตกรรม เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกและสนับสนุนเชิงนโยบายในการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทางกายภาพของห้องเรียนคณิตศาสตร์ ซึ่งช่วยทลายกำแพงการจัดห้องเรียนแบบเดิม ๆ และส่งเสริมให้ครูผู้สอนสามารถเดินเข้าถึงตัวนักเรียนได้ทุกคน เพื่อปฏิสัมพันธ์เชิงรุกได้อย่างทั่วถึง การสนับสนุนอย่างรอบด้านและเป็นรูปธรรมของผู้บริหารในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่ช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูผู้สอน และขับเคลื่อนตัวนวัตกรรมให้ถูกนำไปปฏิบัติจริงในห้องเรียนได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

2.คณะครูโรงเรียนบ้านนาแฝก สะท้อนถึงพลังแห่งความร่วมมือที่ก้าวข้ามกรอบของรายวิชาเดี่ยว โดยคณะครูทุกคนไม่ได้มองว่าการพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์นี้เป็นภาระงานของห้องเรียนใดห้องเรียนหนึ่ง แต่ได้หลอมรวมเป็นทีมเดียวกันในการจัดวงสนทนาวิชาชีพ (PLC)เป็นประจำ เพื่อระดมกำลังและมุมมองที่หลากหลายมาวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างลึกซึ้งเป็นรายบุคคล ครูแต่ละท่านช่วยกันสังเกตจุดแข็ง เจาะลึกถึงอุปสรรคที่ทำให้นักเรียนติดขัด พร้อมทั้งร่วมกันสะท้อนคิด เพื่อตรวจสอบเนื้อหา กิจกรรม และการใช้สื่อในแผนการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การร่วมมือกันอุดรอยรั่วและปรับปรุงแผนการสอนในทุกมิตินี้ ช่วยให้ได้นวัตกรรมและแนวทางการสอนที่สมบูรณ์แบบ ทรงประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ความแตกต่างของเด็กทุกคนได้อย่างแท้จริง เปลี่ยนชั้นเรียนคณิตศาสตร์ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสำเร็จด้วยความใส่ใจจากครูทั้งโรงเรียน

3.นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 มีความภาคภูมิใจในการหลอมรวมจินตนาการเข้ากับบทบาทสมมติ จนทำให้เด็กๆ สลัดความกลัวในวิชาคณิตศาสตร์ไปได้อย่างสิ้นเชิง นักเรียนทุกคนต่างยอมรับและสนุกสนานไปกับภารกิจการเป็น "นักไขความลับ" ที่เปลี่ยนความท้าทายในบทเรียนให้กลายเป็นการผจญภัยอันน่าตื่นเต้น พฤติกรรมการเรียนรู้ของพวกเขาพลิกโฉมจากเดิมที่เป็นฝ่ายตั้งรับ คอยฟังเพียงอย่างเดียว มาเป็นฝ่ายรุกที่กระตือรือร้นในการแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง เด็กๆ มีความกล้าหาญและยินดีอย่างยิ่งที่จะสื่อสารกระบวนการคิด วิธีการแก้ปัญหา รวมถึงแนวทางต่างๆ ออกมาให้เพื่อนและครูได้เห็นอย่างชัดเจน ผ่านการลงมือขีดเขียนและนำเสนออย่างมั่นใจบนกระดานเขียน-ลบได้ประจำตัว ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นเจ้าของการเรียนรู้และมีความสุขในทุกขั้นตอน

4.ครูผู้สอนออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่ตอบสนองต่อศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสบความสำเร็จในการบูรณาการนวัตกรรมการสอนเพื่อเปลี่ยนบทเรียนที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย สนุกสนาน และท้าทายความสามารถของเด็ก และยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาด้วยตนเองได้อย่างยอดเยี่ยม

5. บทเรียนที่ได้รับ

1. บทเรียนที่ได้รับ

โรงเรียนบ้านนาแฝกมีระบบการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและสม่ำเสมอ ทำให้คะแนนเฉลี่ย O-NET ปีการศึกษา 2561-2567 ไม่ผันผวนมากนักแม้ในสถานการณ์การศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเห็นความแตกต่างได้ชัดในปี 2566 สะท้อนให้เห็นว่า หากมีการจัดกิจกรรมเสริมทักษะหรือการเตรียมความพร้อมที่เข้มข้นจะสามารถยกระดับศักยภาพผู้เรียนขึ้นไปได้สูงกว่าปกติอย่างก้าวกระโดด

2. ข้อสังเกต

ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นในปีที่มีคะแนนสูงสุด (2566) ช่องว่างระหว่างคะแนนโรงเรียนและ

ระดับประเทศกว้างที่สุด ในขณะที่ปีล่าสุด (2567) ช่องว่างเริ่มแคบลง ซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของข้อสอบ หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนการเตรียมตัวนักเรียนที่เปลี่ยนไป และความท้าทายในการรักษามาตรฐานคะแนนให้สูงกว่าระดับประเทศอย่างต่อเนื่องถือเป็นความท้าทายเชิงบริหารจัดการ เพราะต้องอาศัยทั้งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและแรงจูงใจของนักเรียน

3. ข้อเสนอแนะและข้อควรระวัง

ข้อเสนอแนะ

ครูผู้สอนไม่ควรมองแค่คะแนนรวม ควรนำผลการสอบ O-NET รายมาตรฐานมาวิเคราะห์ว่านักเรียนมีจุดแข็งหรือจุดอ่อนในหัวข้อใด (เช่น เรขาคณิต, พีชคณิต) เพื่อการสอนที่ตรงจุด และการแบ่งกลุ่มนักเรียน ควรจัดกลุ่มนักเรียนตามระดับความพร้อมเพื่อเติมเต็มทักษะที่ขาดหายไปเป็นรายบุคคล

ข้อควรระวังในการนำไปประยุกต์ใช้

ครูผู้สอนควรเน้นการปูพื้นฐานความเข้าใจในวิชาคณิตศาสตร์ให้แน่น แทนการมุ่งเน้นแค่การทำข้อสอบเก่า เพื่อให้เกิดความรู้ที่ยั่งยืน และอย่ามองข้ามความหลากหลายของคะแนนเฉลี่ยโรงเรียนที่สูง อาจบดบังกลุ่มนักเรียนที่ยังต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ดังนั้นต้องให้ความสำคัญกับนักเรียนทุกกลุ่มอย่าง

4. แนวทางพัฒนาเพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืน

เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์พัฒนาไปไกลกว่าเดิม ควรพัฒนาระบบเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ผลการเรียนรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้พยากรณ์และวางแผนการเรียนการสอนล่วงหน้า สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ให้ครูร่วมกันแลกเปลี่ยนเทคนิคการสอนที่ประสบความสำเร็จในแต่ละปีการศึกษา เพื่อสร้างคลังความรู้ของโรงเรียน เพิ่มความร่วมมือกับผู้ปกครองในการส่งเสริมทักษะคณิตศาสตร์ที่บ้าน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้แบบบูรณาการ พัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาและทักษะการคิดวิเคราะห์ให้เป็นวัฒนธรรมของห้องเรียน มากกว่าการเน้นท่องจำสูตร

โพสต์โดย แหม่ม : [5 มิ.ย. 2569 (08:32 น.)]
อ่าน [105] ไอพี : 49.237.38.144
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
Advertisement

 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 17,023 ครั้ง
ภาพหาชมยาก! "ลูกเพียงพอน" ขี่หลัง "นกหัวขวาน"
ภาพหาชมยาก! "ลูกเพียงพอน" ขี่หลัง "นกหัวขวาน"

เปิดอ่าน 12,513 ครั้ง
"หมอช้าง" แนะวิธีไหว้เจ้าให้เฮงๆ พร้อมข้อห้ามในวันตรุษจีน
"หมอช้าง" แนะวิธีไหว้เจ้าให้เฮงๆ พร้อมข้อห้ามในวันตรุษจีน

เปิดอ่าน 8,913 ครั้ง
การละลาย (Solubility)
การละลาย (Solubility)

เปิดอ่าน 25,971 ครั้ง
บรรยากาศ (ATMOSPHERE)
บรรยากาศ (ATMOSPHERE)

เปิดอ่าน 14,328 ครั้ง
10 ขั้นตอน ก่อนซื้อ Notebook มือสอง
10 ขั้นตอน ก่อนซื้อ Notebook มือสอง

เปิดอ่าน 9,099 ครั้ง
ทดสอบความทนทาน"ไอโฟน 5" พัง-ไม่พัง แตก-ไม่แตก
ทดสอบความทนทาน"ไอโฟน 5" พัง-ไม่พัง แตก-ไม่แตก

เปิดอ่าน 10,593 ครั้ง
ตั้งกล้องดูสุริยคราสตั้งแต่เวลา 15.50 น.-ใต้เห็นชัดสุด
ตั้งกล้องดูสุริยคราสตั้งแต่เวลา 15.50 น.-ใต้เห็นชัดสุด

เปิดอ่าน 112,580 ครั้ง
ประวัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ "นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์"
ประวัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ "นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์"

เปิดอ่าน 17,632 ครั้ง
เลิกตามใจลูก ปลูกวินัยวัยเด็ก
เลิกตามใจลูก ปลูกวินัยวัยเด็ก

เปิดอ่าน 38,327 ครั้ง
อบรมการสร้าง 7 อุปนิสัย ให้เด็กดีมีความสุข
อบรมการสร้าง 7 อุปนิสัย ให้เด็กดีมีความสุข

เปิดอ่าน 152,828 ครั้ง
การปลูกต้นชวนชม ไม้คลาสสิค
การปลูกต้นชวนชม ไม้คลาสสิค

เปิดอ่าน 13,620 ครั้ง
การเรียนรู้ที่ห้ามมองข้ามกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของลูกน้อย
การเรียนรู้ที่ห้ามมองข้ามกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของลูกน้อย

เปิดอ่าน 33,324 ครั้ง
ภาษาอังกฤษ เริ่มได้ที่บ้าน กับ สอนลูกฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษกับคำศัพท์เกี่ยวกับบ้าน
ภาษาอังกฤษ เริ่มได้ที่บ้าน กับ สอนลูกฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษกับคำศัพท์เกี่ยวกับบ้าน

เปิดอ่าน 11,233 ครั้ง
วันเด็กปีนี้ ไปเที่ยวไหนดี
วันเด็กปีนี้ ไปเที่ยวไหนดี

เปิดอ่าน 21,253 ครั้ง
ทำอย่างไรดี...คอเคล็ดพราะตกหมอน
ทำอย่างไรดี...คอเคล็ดพราะตกหมอน

เปิดอ่าน 2,085 ครั้ง
4 วิธีใช้งานโคมไฟ Wall Lamp ให้มีประสิทธิภาพ
4 วิธีใช้งานโคมไฟ Wall Lamp ให้มีประสิทธิภาพ
เปิดอ่าน 14,266 ครั้ง
คลิปการทำให้เสื้อที่ซักเรียบเหมือนรีด ด้วยน้ำแข็งเพียง 3ก้อน
คลิปการทำให้เสื้อที่ซักเรียบเหมือนรีด ด้วยน้ำแข็งเพียง 3ก้อน
เปิดอ่าน 18,473 ครั้ง
SEO กับ SEM คืออะไร...ต่างกันแค่ไหน?
SEO กับ SEM คืออะไร...ต่างกันแค่ไหน?
เปิดอ่าน 89,677 ครั้ง
ผักพื้นบ้าน 13 ชนิด ที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ไม่ทำลายตับ
ผักพื้นบ้าน 13 ชนิด ที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ไม่ทำลายตับ
เปิดอ่าน 11,333 ครั้ง
วันเกิด มหาตมา คานธี
วันเกิด มหาตมา คานธี

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
ติวสอบ GED
ติวสอบ SAT
เครื่องมือวัด
เครื่องมืออุตสาหกรรม
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ