ชื่อผลงาน การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำพื้นฐาน โดยใช้ชุดกิจกรรม THAI LADDER :
บันได 5 ขั้น สู่ความฉลาดรู้ภาษาไทย ด้วย LADDER Model สำหรับนักเรียนระดับ
ประถมศึกษาตอนต้นอย่างสร้างสรรค์
1. ความเป็นมา และความสำคัญ
1.1 ความเป็นมาและสภาพของปัญหา
วิชาภาษาไทยถือเป็นวิชาที่เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ (Tool Subject) และเป็นทักษะพื้นฐาน
(Skill Subject) ที่สำคัญที่สุดในการแสวงหาความรู้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยเฉพาะในระดับ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ซึ่งเป็นช่วงวัยแห่งการวางรากฐาน "การอ่านออกเขียนได้" หากนักเรียน
ขาดทักษะพื้นฐานในช่วงวัยนี้ จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น และลดทอน
ความมั่นใจในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม จากผลการประเมินทางการศึกษาของ
ประเทศไทย พบว่า ยังมีนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้นจำนวนหนึ่งที่ยังคงประสบปัญหาอ่านไม่คล่อง เขียนไม่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางการเรียนและคุณภาพการศึกษาโดยรวม ซึ่งส่งผลให้
ขาดความมั่นใจในการแสดงออก (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2565)
จากข้อมูลการติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า แม้จะมีการดำเนินโครงการเร่งรัดพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ไม่บรรลุตามมาตรฐาน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2566) สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการกำหนด จุดเน้นการอ่านออก เขียนได้ทุกคน เพื่อสร้างหลักประกันว่า ผู้เรียนทุกคน
ในระดับประถมศึกษาจะต้องมีทักษะการอ่าน การเขียนที่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นและ
การดำรงชีวิตในสังคม เพื่อให้การดําเนินการจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน
สิ่งสําคัญที่สุด คือ โรงเรียนและคณะครูทุกคน นับเป็นหัวใจสําคัญในการขับเคลื่อนให้นโยบายไปสู่
การปฏิบัติ เพื่อมุ่งเน้นให้นักเรียนอ่านออก เขียนได้ อ่านคล่อง เขียนคล่องและสื่อสารได้ ตามนโยบายของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย
ในศตวรรษที่ 21 การศึกษามีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่มีทักษะพื้นฐาน
ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา ซึ่งถือเป็นช่วงวัย
แห่งการวางรากฐานที่สำคัญของกระบวนการเรียนรู้ ผู้เรียนจำเป็นต้องมีทักษะทางด้านการอ่าน การเขียน
การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการใช้เหตุผลเชิงสร้างสรรค์ ตลอดจนทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560) ซึ่งทั้งหมดล้วนเริ่มต้นจากการใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว หากผู้เรียนยังขาดทักษะการอ่าน การเขียนที่เข้มแข็ง ย่อมไม่สามารถก้าวสู่
การเรียนรู้ที่สูงขึ้นหรือใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพและย่อมส่งผล
ต่อความสามารถในการเรียนรู้โดยรวม รวมถึงทัศนคติที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยเช่นกัน เพื่อตอบสนอง
ต่อความต้องการของผู้เรียนในยุคใหม่ จึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการเรียนรู้ให้เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
จากการประเมินความสามารถด้านการอ่าน การเขียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนชุมชนวัดทำเลทอง ในปีการศึกษา 2569 โดยใช้เครื่องมือคัดกรองความสามารถในการอ่านและการเขียนของนักเรียน พบว่า ความสามารถด้านการอ่านของนักเรียน อยู่ในระดับดีขึ้นไป จำนวน 76 คน คิดเป็นร้อยละ 74.51 ระดับพอใช้ จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 20.59 และระดับปรับปรุง จำนวน
5 คน คิดเป็นร้อยละ 4.90 ความสามารถด้านการเขียน พบว่า มีนักเรียนที่อยู่ในระดับดีขึ้นไป
จำนวน 70 คน คิดเป็นร้อยละ 68.63 ระดับพอใช้ จำนวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 22.55 และระดับปรับปรุง จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 8.82 ซึ่งทางโรงเรียนได้กําหนดเป้าหมายด้านการอ่านและ
การเขียนของนักเรียนตามนโยบายและจุดเน้นของ สพฐ. คือ นักเรียนต้องอ่านออก เขียนได้ทุกคน จะเห็นได้ว่า การประเมินความสามารถในด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียนยังไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย
ที่กําหนดไว้ และจากการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น
ปีการศึกษา 2568 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในระดับ 3 ขึ้นไป
มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 85.78 โดยในปีการศึกษา 2569 สถานศึกษาได้กำหนดค่าเป้าหมายด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ให้มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละสูงขึ้นกว่าในปีการศึกษาที่ผ่านมา ร้อยละ 3
จากผลการประเมินดังกล่าว พบว่า มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น การเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยีที่ส่งผลให้นักเรียนมีสมาธิจดจ่อกับการอ่านหนังสือน้อยลง สภาพแวดล้อมทางครอบครัว
ที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ รวมถึงการจัดการเรียนการสอนที่อาจไม่ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียนแต่ละคน ส่งผลให้นักเรียนจำนวนหนึ่งยังประสบปัญหาด้านการสะกดคำ การจำรูปสระ และการผันวรรณยุกต์ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบเดิมที่เน้นการท่องจำ (Passive Learning) ทำให้นักเรียนรู้สึกว่าภาษาไทยเป็นเรื่องยากและน่าเบื่อหน่าย บรรยากาศในชั้นเรียนจึงขาดแรงจูงใจที่ดึงดูดใจเด็กวัยประถมศึกษาตอนต้น ซึ่งเป็นวัยที่ต้องการการเรียนรู้ผ่านการสัมผัส (Tactile Learning) และการเคลื่อนไหว (Kinesthetic Learning) โดยสาเหตุที่กล่าวมาในข้างต้น
ทำให้นักเรียนขาดความมั่นใจในการใช้ภาษาไทยทั้งด้านการอ่านและการเขียน ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนรู้ในวิชาอื่นๆ และทำให้นักเรียนมีทัศคติที่ไม่ดีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย
ด้วยเหตุนี้ ผู้จัดทำจึงเห็นความจำเป็นในการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำพื้นฐาน โดยใช้ชุดกิจกรรม THAI LADDER : บันได 5 ขั้น สู่ความฉลาดรู้ภาษาไทย ด้วย LADDER Model สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้นอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งโมเดลนี้มุ่งเน้นการเปลี่ยนการเรียนรู้แบบกระจัดกระจาย ให้กลายเป็นการก้าวเดินที่มั่นคงทีละขั้น (Scaffolding) เพื่อสร้างความสำเร็จในการอ่านออกเขียนได้ให้แก่นักเรียนอย่างยั่งยืน โดยมีหลักการสำคัญดังนี้ :
L (Lead) : ขั้นนำเข้าสู่การเรียนรู้ด้วยความตื่นเต้น เชื่อมโยงกับ บันไดขั้นที่ 1 : ตื่นตาคำ โดยใช้สื่อเร้าความสนใจ เช่น "กล่องวิเศษสะกิดใจ" เพื่อกระตุ้นพลังคิดและความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียน
A (Action) : ขั้นลงมือปฏิบัติจริงผ่านสื่อสัมผัส เชื่อมโยงกับ บันไดขั้นที่ 2 : ฝึกทักษะ และบันไดขั้นที่ 3 : สร้างคำ เปลี่ยนนามธรรมของพยัญชนะและสระ ให้เป็นรูปธรรมที่นักเรียนสามารถหยิบจับและประสมคำได้ด้วยตนเอง
D (Discover) : ขั้นค้นพบองค์ความรู้ ให้นักเรียนได้ลองผิดลองถูกและสรุปหลักเกณฑ์การสะกดคำได้ด้วยตนเอง ทำให้เกิดความเข้าใจที่ฝังแน่น (Deep Learning)
D (Dialogue) : ขั้นสื่อสารเชิงรุก เชื่อมโยงกับ บันไดขั้นที่ 4 : สื่อสารหรรษา ผ่านระบบ พี่สอนน้อง และ เพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อฝึกทักษะการอ่านออกเสียงและการอยู่ร่วมกันในสังคม
E (Enrich) : ขั้นต่อยอดความรู้สู่ชีวิตจริง เชื่อมโยงกับ บันไดขั้นที่ 5 : นำพาไปใช้ นำคำพื้นฐานไปแต่งประโยคหรือสื่อสารเรื่องราวในบริบทจริงของโรงเรียนชุมชนวัดทำเลทอง
R (Reflect): ขั้นสะท้อนผลและสร้างแรงบันดาลใจ การประเมินผลเชิงบวกเพื่อให้นักเรียนเห็นความก้าวหน้าของตนเองในทุกขั้นของบันไดความสำเร็จ
นวัตกรรม LADDER Model ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่กระบวนการสอน แต่เป็นระบบสนับสนุน
การเรียนรู้ที่ประกอบด้วยชุดกิจกรรม THAI LADDER : บันได 5 ขั้น สู่ความฉลาดรู้ภาษาไทย
ด้วย LADDER Model และระบบการเสริมแรงเชิงบวก (Positive Reinforcement) เช่น "สมุดสะสมดาวคนเก่ง" ซึ่งสอดคล้องกับจิตวิทยาเด็กประถมศึกษาที่ต้องการการยอมรับและการมองเห็นความสำเร็จเล็กๆ ของตนเอง การดำเนินงานในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อเราเปลี่ยนห้องเรียนจากการรับฟังมาเป็น
การ "ปีนบันไดแห่งการเรียนรู้" ด้วยตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้จึงมิใช่เพียงแค่คะแนนสอบที่สูงขึ้น แต่คือการสร้าง ความสุขในการอ่านและความแม่นยำในการเขียน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเอกลักษณ์ความเป็นไทย นวัตกรรมนี้จึงถือเป็นวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ที่พร้อมสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้
เพื่อแก้ปัญหาการอ่านออกเขียนได้ในบริบทสถานศึกษาอื่นอย่างยั่งยืน
1.2 แนวทางการแก้ปัญหาและพัฒนา
จากการวิเคราะห์สภาพปัญหาและผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนชุมชนวัดทำเลทอง พบว่า นักเรียนส่วนหนึ่งยังมีข้อจำกัด
ในการอ่านสะกดคำ การจดจำรูปพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ตลอดจนการนำคำไปใช้ในการสื่อสาร ส่งผลให้ผลการประเมินด้านการอ่านและการเขียนยังไม่บรรลุตามเป้าหมายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่กำหนดให้ นักเรียนทุกคนอ่านออก เขียนได้ อ่านคล่อง เขียนคล่อง อีกทั้งยังส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น เนื่องจากภาษาไทยเป็นเครื่องมือสำคัญ
ในการเรียนรู้ (Tool Subject)
จากการวิเคราะห์เชิงลึก ผู้จัดทำพบว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากตัวผู้เรียนเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ ความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ความพร้อมทางด้านภาษาและประสบการณ์เดิม สภาพแวดล้อมของครอบครัวที่แตกต่างกัน รวมถึงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ยังเน้นการถ่ายทอดความรู้จากครูเป็นหลัก (Passive Learning) ทำให้ผู้เรียนขาดโอกาสลงมือปฏิบัติจริง ขาดแรงจูงใจ และไม่สามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ส่งผลให้การเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียน
ไม่เกิดความคงทน
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผู้จัดทำจึงศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักสูตรการศึกษาระดับประถมศึกษา แนวทางการพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตลอดจนแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) แนวคิดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ (Constructivism) แนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้การค้ำจุนการเรียนรู้ (Scaffolding) แนวคิดพหุปัญญา (Multiple Intelligences) และแนวคิดการเสริมแรงเชิงบวก (Positive Reinforcement) เพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นนวัตกรรม ชุดกิจกรรม THAI LADDER : บันได 5 ขั้น
สู่ความฉลาดรู้ภาษาไทย ด้วย LADDER Model ซึ่งเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนอย่างเป็นลำดับขั้นจากง่ายไปหายาก สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กในระดับประถมศึกษาตอนต้นอย่างสร้างสรรค์
แนวคิดสำคัญของนวัตกรรม คือ การเปรียบกระบวนการเรียนรู้เสมือนการก้าวขึ้น บันได
แห่งความสำเร็จ ทีละขั้น โดยผู้เรียนได้รับการส่งเสริมให้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ผ่านการลงมือปฏิบัติ การเล่น การค้นพบ การสื่อสาร และการสะท้อนผลการเรียนรู้ของตนเอง จนสามารถสร้าง
องค์ความรู้ได้อย่างมั่นคงและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง