การวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน เรื่องนวัตกรรมบาธบอมสมุนไพร และศึกษาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนภายหลังการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 6 คน รูปแบบการวิจัยเป็นแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหา และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กิจกรรมการเรียนรู้ได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับทรัพยากรสมุนไพรในท้องถิ่นและการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยนักเรียนได้ศึกษาคุณสมบัติของสมุนไพร ทดลองออกแบบสูตรบาธบอม ดำเนินการทดลอง และนำเสนอผลงานของตนเอง
การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม โดยคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์อยู่ในระดับปานกลางถึงสูง นอกจากนี้ นักเรียนยังแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์บาธบอมสมุนไพรจากทรัพยากรในท้องถิ่นได้
ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานสามารถส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของผู้เรียน และช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายผ่านการเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงในชีวิตประจำวัน
คำสำคัญ: การเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน, บาธบอมสมุนไพร, ทักษะการแก้ปัญหา, การเรียนรู้วิทยาศาสตร์
บทนำ (Introduction)
การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริง การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จึงควรมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับบริบทในชีวิตประจำวัน และสามารถนำความรู้ดังกล่าวไปใช้ในการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม จากการจัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา พบว่านักเรียนจำนวนมากยังคงเรียนรู้เนื้อหาวิทยาศาสตร์ในลักษณะท่องจำ ขาดโอกาสในการลงมือปฏิบัติและเชื่อมโยงความรู้กับสถานการณ์จริง ส่งผลให้การเรียนรู้ไม่เกิดความหมายอย่างแท้จริงและไม่สามารถพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหาได้อย่างเต็มศักยภาพ
แนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน (Context-Based Learning) เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยการนำสถานการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงมาเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนได้เชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับบริบทที่ใกล้ตัว แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ (Constructivism) ที่เน้นให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านการลงมือปฏิบัติ การสำรวจ ทดลอง และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับบริบทจริงจึงสามารถช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ และพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ การนำทรัพยากรในท้องถิ่นมาใช้เป็นสื่อหรือเนื้อหาในการจัดการเรียนรู้ ยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาและทรัพยากรในชุมชน สมุนไพรไทยเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณสมบัติหลากหลายและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามได้ เช่น การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บาธบอมสมุนไพร ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์หลายด้าน ได้แก่ สมบัติของสาร ปฏิกิริยาเคมี และการออกแบบผลิตภัณฑ์ การนำสมุนไพรมาใช้เป็นบริบทในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จึงสามารถช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาวิทยาศาสตร์ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง และเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนานวัตกรรมอย่างง่ายได้
จากความสำคัญดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน เรื่องนวัตกรรมบาธบอมสมุนไพร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการสำรวจ ทดลอง และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรในท้องถิ่น ทั้งนี้เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ที่มีต่อทักษะการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน อันจะเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับบริบทจริงและส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความหมายต่อไปในอนาคต.
วัตถุประสงค์การวิจัย (Research Objective)
1. เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน เรื่องนวัตกรรมบาธบอมสมุนไพร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน เรื่องนวัตกรรมบาธบอมสมุนไพร
3. เพื่อศึกษาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภายหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน เรื่องนวัตกรรมบาธบอมสมุนไพร
4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน เรื่องนวัตกรรมบาธบอมสมุนไพร
กรอบแนวคิดการวิจัย (Research Framework)
การวิจัยครั้งนี้มุ่งพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน (Context-Based Learning) เรื่องนวัตกรรม บาธบอมสมุนไพร เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับบริบทในชีวิตประจำวันและทรัพยากรสมุนไพรในท้องถิ่น นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการสำรวจ ทดลอง ออกแบบ และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์บาธบอมสมุนไพร ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาวิทยาศาสตร์ สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหา และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง
การจัดการเรียนรู้ดังกล่าวถือเป็น ตัวแปรต้น ที่ส่งผลต่อ ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะ การแก้ปัญหา และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้
ตัวแปรต้น (Independent Variable)
การจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน
เรื่อง นวัตกรรมบาธบอมสมุนไพร
ตัวแปรตาม (Dependent Variables)
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ทักษะการแก้ปัญหา
ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้
วิธีดำเนินการวิจัย (Methodology)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน เรื่องนวัตกรรมบาธบอมสมุนไพร และศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีรายละเอียดการดำเนินการวิจัยดังนี้
1. รูปแบบการวิจัย (Research Design)
การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบ กลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One Group PretestPosttest Design) โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน (Context-Based Learning) ผ่านกิจกรรมการสร้างนวัตกรรมบาธบอมสมุนไพร
2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง (Population and Sample)
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านปางควาง จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 6 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
3. ตัวแปรที่ศึกษา (Variables)
ตัวแปรต้น การจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน เรื่องนวัตกรรมบาธบอมสมุนไพร
ตัวแปรตาม
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2. ทักษะการแก้ปัญหา
3. ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้
4. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย (Research Instruments)
1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน เรื่องนวัตกรรมบาธบอมสมุนไพร จำนวน 5 แผน รวม 10 ชั่วโมง
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก
3. แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียน
4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้
เครื่องมือทั้งหมดได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน
5. การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection)
การดำเนินการวิจัยมีขั้นตอนดังนี้
1. ทดสอบก่อนเรียน (Pretest) เพื่อวัดความรู้พื้นฐานของนักเรียน
2. ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ BATH Model ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่
B Begin with Context
กระตุ้นความสนใจของนักเรียนด้วยปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและสมุนไพรในท้องถิ่น
A Analyze Herbs
นักเรียนศึกษาคุณสมบัติของสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ใบเตย และขมิ้น
T Test and Design
นักเรียนทดลองผสมสูตร Bath Bomb และออกแบบผลิตภัณฑ์
H Handcraft Innovation
นักเรียนสร้างผลิตภัณฑ์บาธบอมสมุนไพรของกลุ่มตนเอง
Reflection and Presentation
นักเรียนนำเสนอผลงานและสะท้อนผลการเรียนรู้
3. ทดสอบหลังเรียน (Posttest)
4. ประเมินทักษะการแก้ปัญหาและความพึงพอใจของนักเรียน
6. การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)
ข้อมูลถูกวิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่
ค่าเฉลี่ย (Mean)
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
ร้อยละ (Percentage)
คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (Relative Gain Score)
ผลการวิจัย (Results)
ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน เรื่องนวัตกรรมบาธบอมสมุนไพร สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญ
1. ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 6 คน พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 8.00 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.50 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน โดยมีค่าพัฒนาการสัมพัทธ์เฉลี่ยเท่ากับ 63.60 ซึ่งอยู่ในระดับ สูง แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน เรื่องนวัตกรรมบาธบอมสมุนไพร สามารถช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นักเรียนคนที่ คะแนนเต็ม 20 คะแนน คะแนนพัฒนาการ สัมพันธ์ ระดับพัฒนา
ก่อนเรียน
หลังเรียน
1 8 15 58.33 สูง
2 7 14 53.85 สูง
3 9 17 72.73 สูง
4 6 13 50.00 ปานกลาง
5 8 16 66.67 สูง
6 10 18 80.00 สูงมาก
8.00 15.50 63.60 สูง
ตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2. ผลการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียน
จากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้และการประเมินทักษะการแก้ปัญหา พบว่า นักเรียนสามารถวิเคราะห์ปัญหา ทดลอง และปรับปรุงสูตรบาธบอมสมุนไพรได้อย่างเหมาะสม นักเรียนส่วนใหญ่สามารถอธิบายขั้นตอนการทดลอง รวมถึงเหตุผลในการเลือกใช้สมุนไพรแต่ละชนิดได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ นักเรียนยังสามารถทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม แบ่งหน้าที่ และร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทดลองได้
ผลการประเมินทักษะการแก้ปัญหาพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับ ดี โดยนักเรียนสามารถระบุปัญหา วางแผนการทดลอง และนำผลการทดลองไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของตนเองได้อย่างเหมาะสม
3. ผลจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และผลงานเชิงประจักษ์ของนักเรียน
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานผ่านการสร้างนวัตกรรมบาธบอมสมุนไพร นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ตั้งแต่การศึกษาคุณสมบัติของสมุนไพรในท้องถิ่น การทดลองผสมสูตรบาธบอม การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการนำเสนอผลงาน ซึ่งทำให้นักเรียนเกิดความสนใจและมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น
ผลงานของนักเรียนแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบรูปแบบ สี และกลิ่นของผลิตภัณฑ์ บาธบอมสมุนไพร รวมทั้งการนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ เช่น ขมิ้น
อภิปรายผล (Discussions)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน เรื่องนวัตกรรมบาธบอม สมุนไพร และเพื่อศึกษาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนหลังจากเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ ผลการวิจัยสามารถอภิปรายผลได้ดังนี้
ประการแรก ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่า ก่อนเรียน โดยมีค่าพัฒนาการสัมพัทธ์อยู่ในระดับสูง แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานสามารถช่วยพัฒนาความรู้และความเข้าใจของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เนื่องจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงเนื้อหาวิทยาศาสตร์กับบริบทในชีวิตจริงของผู้เรียน โดยใช้สมุนไพรในท้องถิ่นเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับประสบการณ์จริงได้อย่างเป็นรูปธรรม ผลการวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยของ Gilbert (2006) ที่ศึกษาการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน (Context-Based Learning) และพบว่าวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ในชีวิตจริงสามารถช่วยส่งเสริมความเข้าใจแนวคิดทางวิทยาศาสตร์และทำให้การเรียนรู้มีความหมายมากยิ่งขึ้น
ประการที่สอง ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีทักษะการแก้ปัญหาหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับดีถึงดีมาก นักเรียนสามารถวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบการทดลอง ทดลองปรับสูตรบาธบอมสมุนไพร และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของตนเองได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังสามารถทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ Bennett, Lubben, and Hogarth (2007) ที่ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานในรายวิชาวิทยาศาสตร์ และพบว่าการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงสามารถช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาของผู้เรียนได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ (Constructivism) ของ Vygotsky (1978) ซึ่งกล่าวว่าการเรียนรู้เกิดจากการที่ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านประสบการณ์ การปฏิสัมพันธ์ และการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ตั้งแต่การศึกษาสมุนไพร การทดลองผสมสูตรบาธบอม ไปจนถึงการนำเสนอผลงาน ซึ่งช่วยส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองและงานวิจัยของ King (2012) ที่ศึกษาการใช้บริบทในชีวิตจริงเพื่อพัฒนาการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และพบว่าการนำสถานการณ์จริงมาใช้ในการจัดการเรียนรู้สามารถช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน ส่งเสริมแรงจูงใจในการเรียน และทำให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น
ประการสุดท้าย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการพัฒนานวัตกรรมบาธบอมสมุนไพรยังช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน นักเรียนสามารถนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งผลให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายและสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
โดยสรุป การจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน เรื่องนวัตกรรมบาธบอมสมุนไพร สามารถช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก และการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในบริบทชีวิตจริงของผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม
ข้อเสนอแนะ (Recommendations)
1. ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้
1.1 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน เรื่องนวัตกรรมบาธบอมสมุนไพร สามารถช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นครูผู้สอนสามารถนำแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ โดยเชื่อมโยงเนื้อหากับบริบทในชีวิตจริงหรือทรัพยากรในท้องถิ่น เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาและสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม
1.2 ครูควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เช่น การทดลอง การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน นอกจากนี้ ควรสนับสนุนให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและนำเสนอผลงานของตนเอง เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน
2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
2.1 ควรศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานกับกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนมากขึ้น หรือใน
ระดับชั้นอื่น ๆ เพื่อเปรียบเทียบผลการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในบริบทที่แตกต่างกัน
2.2 ควรมีการศึกษาตัวแปรอื่นเพิ่มเติม เช่น ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการทำงานเป็นทีม หรือความ
พึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้เห็นผลของการจัดการเรียนรู้ได้อย่าง
ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
2.3 ควรพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการกับรายวิชาอื่น เช่น คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี หรือศิลปะ
เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการ (STEM Education) และเพิ่มโอกาสในการประยุกต์ใช้
ความรู้ในสถานการณ์จริงมากยิ่งขึ้น