ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
Advertisement

การศึกษาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยใช้กลวิธี STAR Model

บทคัดย่อ

การวิจัยในชั้นเรียนในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓ เมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓ โรงเรียนวัดมฤคทายวัน (วิจิตร ชวนะนันท์ราษฎร์อุปถัมภ์) ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๘ ที่ผู้วิจัยเป็นผู้รับผิดชอบสอน แบบแผนในการวิจัยคือ Paired t-test design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์โดยใช้กลวิธี STAR Model และแบบวัดทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพื้นฐานคือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วย Paired t-test

ผลการวิจัยพบว่า

๑. ทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓ ที่เรียนโดยใช้กลวิธี STAR Model หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (๒๕๕๑, น.๑) ได้กล่าวไว้ว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยเหตุผล กระบวนการคิด และการแก้ปัญหา คณิตศาสตร์จึงเป็นวิชาที่ช่วยเสริมสร้างให้นักเรียนเป็นคนมีเหตุผล มีการคิดอย่างมีวิจารณญาณและเป็นระบบ ตลอดจนมีทักษะการแก้ปัญหา ทำให้สามารถวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วน รอบคอบ สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจและแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ยิ่งกว่านั้นคณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตลอดจนศาสตร์อื่นๆ ทำให้มีการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมากในทุกวันนี้ ซึ่งการแก้ปัญหานั้นเป็นกระบวนการที่ผู้เรียนควรจะเรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาให้เกิดทักษะเกิดขึ้นในตัวนักเรียน การเรียนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์จะช่วยให้ผู้เรียนมีแนวทางการคิดที่หลากหลาย มีนิสัยกระตือรือร้นไม่ย่อท้อและมีความมั่นใจในการแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน ตลอดจนเป็นทักษะพื้นฐานที่ผู้เรียนสามารถนำติดตัวไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้นานตลอดชีวิต

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (๒๕๕๑, น.๖) กล่าวไว้ว่าในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่ผ่านมา แม้ว่านักเรียนจะมีความรู้ความเข้าใจเนื้อหาสาระเป็นอย่างดี แต่นักเรียนจำนวนไม่น้อยยังด้อยความสามารถเกี่ยวกับการแก้ปัญหา การแสดงเหตุผลหรืออ้างอิงเหตุผล การสื่อสารหรือการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ การเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาคณิตศาสตร์กับสถานการณ์ต่างๆ และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ปัญหาเหล่านี้ทำให้นักเรียนไม่สามารถนำความรู้คณิตศาสตร์ไปประยุกต์ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน และในการศึกษาต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในชีวิตประจำวันกิจกรรมที่เราทำอยู่เป็นประจำก็คือการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง เช่น ปัญหาการเดินทาง ปัญหาการเรียน ปัญหาการทำงาน เป็นต้น ในบรรดาปัญหาเหล่านั้นมีปัญหาที่เราสามารถแก้ได้ง่ายโดยใช้เพียงความรู้หรือประสบการณ์เดิมๆ และปัญหาที่มีความยุ่งยากซับซ้อนมากจนเราไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ทันที ต้องอาศัยความรู้ ทักษะ กระบวนการ และเทคนิควิธีหลายอย่างในการแก้ปัญหา มีเทคนิคยุทธวิธีในการแก้ปัญหาที่เหมาะสม ตลอดจนมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหามาก่อน เราสามารถแก้ปัญหานั้นได้ดีและมีประสิทธิภาพ

การสอนแก้ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้การสอนแบบกลวิธี STAR Model (Strategy steps) เป็นกลวิธีการสอนให้นักเรียนแก้ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้กลวิธีการนำอักษัตัวแรกของชื่อลำดับขั้น (First-Letter Mnemonic Strategy) ของการแก้ปัญหา Maccini (Maccini and Gagnon, 2006) ได้พัฒนาการสอนแก้ปัญหาโดยใช้กลวิธี STAR ขึ้นเพื่อชี้แนะนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนให้สามารถใช้กระบวนการแก้ปัญหาและลำดับขั้นตอนย่อยครบทั้งกระบวนการในการแสดงความหมายและหาคำตอบของปัญหา เพื่อเป็นพื้นฐานสู่การเป็นนักแก้ปัญหาที่ดี ซึ่งขั้นตอนหลักของกลวิธี STAR ประกอบด้วยขั้นตอนย่อยเพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถวิเคราะห์โจทย์เพื่อหาคำตอบได้ รายละเอียดของแต่ละขั้นตอนเป็นดังนี้ ขั้นที่ ๑ S (Search the word problem) ศึกษาโจทย์ปัญหา ขั้นที่ ๒ T (Translate the problem) แปลงข้อมูลที่มีอยู่ในโจทย์ปัญหาไปสู่สมการ โดยอาจเลือกใช้สื่อการเรียนรู้หรือสัญลักษณ์ช่วยในการแปลงข้อมูล ขั้นที่ ๓ A (Answer the problem) หาคำตอบของโจทย์ปัญหา ขั้นที่ ๔ R (Review the solution) ทบทวนหาคำตอบ (Maccini and Hughes, 2000) และจากการทดลองใช้กลวิธี STAR ในการแก้ปัญหาพบว่า การจำขั้นตอนแก้ปัญหาโดยใช้อักษรตัวแรกของชื่อลำดับขั้นช่วยให้นักเรียนระลึกลำดับขั้นตอนได้จากคำศัพท์ที่รู้จัก คุ้นเคย และช่วยให้สามารถแก้โจทย์ปัญหาได้ (Maccini and Ruhl, 2000)

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยใช้กลวิธี STAR Model เพื่อให้นักเรียนมีทักษะการแก้ปัญหาที่ดีขึ้นส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มสูงขึ้น

วัตถุประสงค์

เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓ โดยใช้กลวิธี STAR Model ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน

ขอบเขตการวิจัย

กลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๘ ของโรงเรียนวัดมฤคทายวัน (วิจิตร ชวนะนันท์ราษฎร์อุปถัมภ์) จำนวน ๔๐ คน

เนื้อหาที่ใช้ในงานวิจัย

เนื้อหาที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ เป็นเนื้อหารายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง จำนวนเต็ม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ , เรื่อง ปริซึมและทรงกระบอก ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒, เรื่องอสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ตามหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดมฤคทายวัน (วิจิตร ชวนะนันท์ราษฎร์อุปถัมภ์) ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๘

ตัวแปรที่ใช้ในงานวิจัย

ตัวแปรต้น - การจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี STAR Model

ตัวแปรตาม - ทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์

ระยะเวลาที่ใช้ในงานวิจัย

ระยะเวลาที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ คือ ๑ ภาคเรียน

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

๑. ได้พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

๒. ได้แนวทางในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กลวิธี STAR Model

กรอบแนวคิดในการวิจัย

ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบมีกลุ่มทดลองเพียงกลุ่มเดียว โดยกลุ่มนักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายมีการวัดผลเปรียบเทียบก่อนเรียนกับหลังเรียน (Paired t-test design) ตามขั้นตอนการวิจัย ดังนี้

๑. ศึกษาแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยการใช้กลวิธี STAR Model

๒. ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

๓. ศึกษาวิธีการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง การสร้างเครื่องมือเพื่อการวิจัย และการประเมินประสิทธิภาพของเครื่องมือ

๔. นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยมาวิเคราะห์ สังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิดรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กลวิธี STAR Model

๕. สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กลวิธี STAR Model

๖. สร้างแบบทดสอบทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓

๗. ประเมินประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้, แบบทดสอบทักษะการแก้โจทย์ปัญหาที่สร้างขึ้น

๘. นำผลที่ได้จากการประเมินประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบทักษะการแก้ปัญหาไปปรับปรุงแก้ไข

สมมติฐานของงานวิจัย

นักเรียนมีทักษะการแก้โจทย์ปัญหาโดยใช้กลวิธี STAR Model หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

นิยามศัพท์เฉพาะ

๑. ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาโดยใช้กลวิธี STAR Model หมายถึง การจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีทักษะการแก้โจทย์ปัญหาโดยใช้กลวิธีการสอนแบบ STAR Model

๒. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓ ที่เรียนโดยวิธี STAR Model

วิธีดำเนินการวิจัย

๑. จัดเตรียมเอกสารประกอบการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้กลวิธี STAR Model

๒. จัดทำเอกสารความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่ทำการสอน

๓. เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี STAR Model

๔. สร้างแบบทดสอบทักษะการแก้โจทย์ปัญหา

๕. จัดการเรียนการสอนในห้องเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น เมื่อจัดการเรียนการสอนจบในแต่ละเนื้อหาจะดำเนินการทดสอบทักษะการแก้โจทย์ปัญหา และให้นักเรียนแลกเปลี่ยนกันเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง โดยจัดการเรียนการสอนในช่วงเวลาเรียนปกติ

๖. ให้นักเรียนทำการศึกษาเอกสารประกอบการเรียน และสรุปเนื้อหาความรู้ ด้วยตนเองนอกเวลาเรียน จากนั้นให้นักเรียนฝึกทำโจทย์เสริมประสบการณ์

๗. เมื่อทำการทดลองครบตามแผนที่กำหนดไว้ ผู้วิจัยรวบรวมคะแนนจากการทำแบบทดสอบทักษะแก้โจทย์ปัญหา นำมาคำนวณหาค่าสถิติพื้นฐานและทดสอบสมมติฐานของงานวิจัย

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้

๑. หาค่าสถิติพื้นฐานของคะแนนที่ได้จากการประเมินผลการจัดการเรียนรู้

๒. ทดสอบสมมติฐานว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓ ที่ผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี STAR Model ว่ามีผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่

๓. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

๓.๑ สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

๓.๒ สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของแบบทดสอบ ได้แก่ ดัชนีความสอดคล้อง ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่น

๓.๓ สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การทดสอบการแจกแจงที (t-test) แบบไม่อิสระจากกัน

ผลการวิจัย

ในการวิจัยครั้งนี้ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ คือ ตารางแสดงการเปรียบเทียบทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓

การทดสอบ n คะแนนเต็ม S.D. t Sig.

ก่อนเรียน 40 30 12.10 3.927 11.968 3.411 19.537* 0.00

หลังเรียน 40 30 24.06 2.235

จากตาราง พบว่า คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยกลวิธี STAR Model เท่ากับ 12.10 และ 24.06 คะแนน ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีทักษะการแก้โจทย์ปัญหาสูงขึ้นหลังเรียนรู้ผ่านกลวิธี STAR Model อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05

สรุปอภิปรายผล

๑. นักเรียนมีทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์สูงขึ้น หลังจากเรียนรู้โดยกลวิธี STAR Model

ข้อเสนอแนะ

๑. การสอนโดยใช้กลวิธี STAR Model เป็นวิธีการสอนที่นำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาให้กับนักเรียนได้ดี ครูผู้สอนสามารถนำวิธีการสอนโดยใช้กลวิธี STAR Model ไปปรับใช้ในเนื้อหาอื่นๆ

๒. การใช้คำถามเชิงวิเคราะห์จะช่วยให้นักเรียนแสดงออกในเรื่องการสื่อสารเชิงเหตุผลมากขึ้น ซึ่งครูผู้สอนควรใช้คำถามเชิงวิเคราะห์บ่อยครั้ง เพื่อฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์

๓. นักเรียนจะสามารถแก้โจทย์ปัญหาได้ดีมากขึ้นเมื่อมีเพื่อนช่วยคิด ดังนั้นครูผู้สอนอาจใช้กระบวนการกลุ่มมาช่วยในการจัดการเรียนการสอน โดยเน้นการร่วมมือกันของนักเรียน

โพสต์โดย นายสังกาศ จิ่งต่า : [27 ส.ค. 2569 (08:12 น.)]
อ่าน [20] ไอพี : 125.27.214.50
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
Advertisement

 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 15,336 ครั้ง
เคล็ด(ไม่)ลับ
เคล็ด(ไม่)ลับ'หัวกะทิ'

เปิดอ่าน 12,416 ครั้ง
ชมหรือยัง? สถานการณ์ การศึกษาไทย 2557 (The State of Thai Education 2014)
ชมหรือยัง? สถานการณ์ การศึกษาไทย 2557 (The State of Thai Education 2014)

เปิดอ่าน 21,350 ครั้ง
ไขข้อข้องใจ เรื่องริดสีดวงทวาร
ไขข้อข้องใจ เรื่องริดสีดวงทวาร

เปิดอ่าน 17,981 ครั้ง
กบฏสร้างสรรค์ทางการศึกษา
กบฏสร้างสรรค์ทางการศึกษา

เปิดอ่าน 15,413 ครั้ง
อย่าละเลยอาการไหล่ติด
อย่าละเลยอาการไหล่ติด

เปิดอ่าน 2,693 ครั้ง
"ร้านขายยาใกล้ฉัน" ตัวช่วยสุขภาพที่ไม่ควรมองข้ามในยุคดิจิทัล
"ร้านขายยาใกล้ฉัน" ตัวช่วยสุขภาพที่ไม่ควรมองข้ามในยุคดิจิทัล

เปิดอ่าน 11,426 ครั้ง
ตะลึง!!! 90% ของอีเมล์เป็น "สแปม"
ตะลึง!!! 90% ของอีเมล์เป็น "สแปม"

เปิดอ่าน 11,234 ครั้ง
ดีเอสไอเตือนชาวเน็ต!! ระวังติดอีเมล์ไวรัสเรียกค่าไถ่
ดีเอสไอเตือนชาวเน็ต!! ระวังติดอีเมล์ไวรัสเรียกค่าไถ่

เปิดอ่าน 10,524 ครั้ง
โกจิเบอร์รี่ สุดยอดผลไม้ชะลอความแก่
โกจิเบอร์รี่ สุดยอดผลไม้ชะลอความแก่

เปิดอ่าน 20,548 ครั้ง
ประโยชน์ของ "ผักแพว"
ประโยชน์ของ "ผักแพว"

เปิดอ่าน 12,763 ครั้ง
สิทธิบัตร อัจฉริยะ
สิทธิบัตร อัจฉริยะ

เปิดอ่าน 136,519 ครั้ง
ฟุตซอล(Futsal):  กติกาข้อ 8  ระยะเวลาของการแข่งขัน
ฟุตซอล(Futsal): กติกาข้อ 8 ระยะเวลาของการแข่งขัน

เปิดอ่าน 32,819 ครั้ง
7 ยี่ห้อน้ำดื่มไฮโซ แพงที่สุดในโลก
7 ยี่ห้อน้ำดื่มไฮโซ แพงที่สุดในโลก

เปิดอ่าน 11,633 ครั้ง
โด๊ปวิตามินหวังบำรุงร่างกาย อาจทำให้อายุสั้นได้
โด๊ปวิตามินหวังบำรุงร่างกาย อาจทำให้อายุสั้นได้

เปิดอ่าน 22,705 ครั้ง
เทคนิคการปลูกกล้วย ให้มีกลิ่นต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างดี
เทคนิคการปลูกกล้วย ให้มีกลิ่นต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างดี

เปิดอ่าน 17,657 ครั้ง
3 สิ่ง ควรเลี่ยง เมื่อให้ญาติยืมเงิน
3 สิ่ง ควรเลี่ยง เมื่อให้ญาติยืมเงิน
เปิดอ่าน 44,591 ครั้ง
แนวทางการจัดประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (ตอนที่ 1)
แนวทางการจัดประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (ตอนที่ 1)
เปิดอ่าน 36,590 ครั้ง
ขิงแก้ผมร่วง
ขิงแก้ผมร่วง
เปิดอ่าน 15,144 ครั้ง
ทำโยคะบนใบหน้าตนเอง เพื่อใบหน้าเต่งตึง
ทำโยคะบนใบหน้าตนเอง เพื่อใบหน้าเต่งตึง
เปิดอ่าน 16,192 ครั้ง
เตือนน้ำมังคุด ไม่ได้ช่วยรักษาโรค
เตือนน้ำมังคุด ไม่ได้ช่วยรักษาโรค

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
ติวสอบ GED
ติวสอบ SAT
เครื่องมือวัด
เครื่องมืออุตสาหกรรม
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ