บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงระบบโดยใช้ P2CARE Model เพื่อขับเคลื่อนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจากนโยบายสู่การปฏิบัติ และยกระดับคุณภาพชีวิตนักเรียนอย่างยั่งยืนของโรงเรียนวัดบางสะแก (วิทยารังสรรค์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2
ชื่อผู้วิจัย อมรรัตน์ ชีพนุรัตน์
ปีที่ทำวิจัย 2566-2568
การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงระบบโดยใช้ P2CARE Model เพื่อขับเคลื่อนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจากนโยบายสู่การปฏิบัติ และยกระดับคุณภาพชีวิตนักเรียนอย่างยั่งยืน ของโรงเรียนวัดบางสะแก (วิทยารังสรรค์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็นของการบริหารเชิงระบบ เพื่อขับเคลื่อนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจากนโยบายสู่การปฏิบัติ 2) พัฒนารูปแบบการบริหารเชิงระบบ โดยใช้ P2CARE Model เพื่อขับเคลื่อนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจากนโยบายสู่การปฏิบัติ และยกระดับคุณภาพชีวิตนักเรียนอย่างยั่งยืน 3) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารเชิงระบบที่พัฒนาขึ้น 4) ประเมินรูปแบบที่พัฒนาขึ้นในด้านความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้อง และ 5) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบที่มีต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียน
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็น (R₁: Research) ระยะที่ 2 การออกแบบ พัฒนา และตรวจสอบรูปแบบ (D₁: Development) ระยะที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบในบริบทจริง (R₂: Research) และระยะที่ 4 การประเมินผล ถอดบทเรียน และปรับปรุงรูปแบบฉบับสมบูรณ์ (D₂: Development) ผู้ให้ข้อมูลและกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง นักเรียน ผู้อำนวยการสถานศึกษาต้นแบบ และผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งกำหนดตามวัตถุประสงค์และระยะของการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบตรวจสอบและประเมินรูปแบบ แบบสรุปผลการดำเนินงาน แบบประเมินคุณภาพชีวิตนักเรียน แบบประเมินคุณภาพนักเรียนตามมาตรฐานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI_modified ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า
1. สภาพปัจจุบันของการบริหารเชิงระบบเพื่อขับเคลื่อนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจากนโยบาย สู่การปฏิบัติ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X ̅ = 3.69) สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (X ̅= 4.51) และมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI_modified) โดยภาพรวมเท่ากับ 0.22 โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด ได้แก่ ด้านการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน รองลงมา ได้แก่ ด้านการนิเทศ ติดตามและประเมินผล ด้านการสะท้อนผลและทบทวนการปฏิบัติงาน และด้านการวิเคราะห์ และวางแผน ตามลำดับ
2. ผลการพัฒนารูปแบบทำให้ได้ P2CARE Model ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ P₁: Policy การวิเคราะห์นโยบายและกำหนดทิศทาง P₂: Planning การวางแผนและจัดระบบงาน C: Caring การดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียน A: Assessment การกำกับ ติดตามและประเมินผล R: Reflection การสะท้อนผล ทบทวน ถอดบทเรียน และปรับปรุงพัฒนา และ E: Empowerment การเสริมพลังบุคลากรและภาคีเครือข่าย โดยเชื่อมโยงปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต ผลลัพธ์ และข้อมูลย้อนกลับเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ผลการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า รูปแบบมีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X ̅ = 4.59, S.D. = 0.17) และมีความเป็นไปได้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X ̅ = 4.62, S.D. = 0.20)
3. ผลการทดลองใช้ P2CARE Model ในบริบทจริง พบว่า สถานศึกษาสามารถดำเนินงานได้ครอบคลุมกระบวนการทั้ง 6 องค์ประกอบ ผลการประเมินระดับการปฏิบัติด้านกระบวนการตามมาตรฐานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X ̅ = 4.49, S.D. = 0.20) และผลการประเมินระดับการปฏิบัติด้านปัจจัยสนับสนุนตามมาตรฐานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X ̅ = 4.53, S.D. = 0.20) สะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินงานตามรูปแบบมีความเป็นระบบและมีปัจจัยสนับสนุนที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนงานในบริบทของสถานศึกษา
4. ผลการประเมินรูปแบบภายหลังการนำไปใช้โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X ̅ = 4.51, S.D. = 0.21) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความเป็นประโยชน์ (X ̅ = 4.52, S.D. = 0.29) และด้านความเป็นไปได้ (X ̅ = 4.52, S.D. = 0.31) อยู่ในระดับมากที่สุดและมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากัน รองลงมา ได้แก่ ด้านความเหมาะสม (X ̅ = 4.51, S.D. = 0.24) อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านความถูกต้อง (X ̅ = 4.50, S.D. = 0.31) อยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X ̅ = 4.52, S.D. = 0.19) ผู้วิจัยได้นำผลการทดลองใช้ ผลการประเมิน และข้อมูลย้อนกลับมาปรับปรุงรายละเอียดของรูปแบบและคู่มือ จนได้ P2CARE Model ฉบับสมบูรณ์
5. ผลการประเมินคุณภาพชีวิตของนักเรียนภายหลังการนำ P2CARE Model ไปใช้ พบว่า คุณภาพชีวิตของนักเรียนทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (X ̅ = 4.49, S.D. = 0.23) รองลงมา ได้แก่ ด้านสภาพแวดล้อม (X ̅ = 4.48, S.D. = 0.25) และด้านสุขภาพร่างกาย (X ̅ = 4.47, S.D. = 0.27) ส่วนด้านสัมพันธภาพทางสังคม (X ̅ = 4.46, S.D. = 0.23) และด้านจิตใจและอารมณ์ (X ̅ = 4.46, S.D. = 0.25) มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน นอกจากนี้ ผลการประเมินคุณภาพของนักเรียนตามมาตรฐานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.46, S.D. = 0.23) โดยตัวบ่งชี้ด้านการมีสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขนิสัยที่ดี มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดและอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.51, S.D. = 0.25)
ผลการวิจัยโดยภาพรวมแสดงให้เห็นว่า P2CARE Model สามารถใช้เป็นกรอบการบริหารเชิงระบบ ที่เชื่อมโยงการวิเคราะห์นโยบาย การวางแผน การดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียน การกำกับติดตาม และประเมินผล การสะท้อนผล และการเสริมพลังผู้เกี่ยวข้องให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน โดยใช้ข้อมูล และหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นฐานในการตัดสินใจและปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสนับสนุน การขับเคลื่อนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจากนโยบายสู่การปฏิบัติ และการยกระดับคุณภาพชีวิตนักเรียนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
คำสำคัญ: การบริหารเชิงระบบ, ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน, P2CARE Model, คุณภาพชีวิตนักเรียน, การวิจัยและพัฒนา