การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์แนวคิดอะคิตะร่วมกับการสอนแบบสะท้อนกลับ
เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
นางสาวอะนันท์ จันทะวัช
โรงเรียนบ้านนาถ่อน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์แนวคิดอะคิตะร่วมกับการสอนแบบสะท้อนกลับ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยดำเนินการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) เป็น 4 ระยะ ในระยะทดลองใช้รูปแบบใช้แบบแผนการทดลองแบบมีกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านนาถ่อน จำนวน 20 คน และกลุ่มควบคุมเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโพนทราย จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการจัดการเรียนรู้และคู่มือการใช้รูปแบบ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความคิดเห็นของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ค่าประสิทธิภาพ E₁/E₂ และการทดสอบค่าที
ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ 7 ขั้น ได้แก่ (1) ขั้นกระตุ้นและเตรียมความพร้อม (2) ขั้นสังเกตและตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ (3) ขั้นวิเคราะห์และคาดคะเน (4) ขั้นลงมือปฏิบัติและสร้างสรรค์ (5) ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนผล (6) ขั้นสรุปองค์ความรู้ และ (7) ขั้นเชื่อมโยงและขยายผล โดยรูปแบบมีประสิทธิภาพ E₁/E₂ เท่ากับ 82.36/84.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนเฉลี่ย 35.25 คะแนน (S.D. = 2.49) สูงกว่ากลุ่มควบคุมซึ่งมีค่าเฉลี่ย 24.75 คะแนน (S.D. = 2.92) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(38) = 12.24, p < .001) และนักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเฉลี่ย 25.45 คะแนน (S.D. = 2.04) สูงกว่ากลุ่มควบคุมซึ่งมีค่าเฉลี่ย 19.05 คะแนน (S.D. = 2.24) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(38) = 9.46, p < .001) นอกจากนี้ นักเรียนมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.63, S.D. = 0.15)
คำสำคัญ: แนวคิดอะคิตะ, การสอนแบบสะท้อนกลับ, รูปแบบการจัดการเรียนรู้, ความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์, ร้อยละและอัตราส่วน
1. บทนำ
การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาความสามารถในการคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และสื่อสารทางคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ ซึ่งมิได้พิจารณาเพียงความสามารถในการหาคำตอบที่ถูกต้อง แต่ยังครอบคลุมความสามารถในการสร้างแนวคิดหรือวิธีแก้ปัญหาที่หลากหลาย การปรับเปลี่ยนแนวทางการคิด และการสร้างแนวคิดที่แตกต่างหรือแปลกใหม่ โดย Silver (1997) เชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์กับการแก้ปัญหาและการตั้งปัญหา และให้ความสำคัญกับความคล่อง ความยืดหยุ่น และความแปลกใหม่ ขณะที่ Leikin (2019) ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ในการเรียนรู้คณิตศาสตร์และการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงแนวคิดและแนวทางการแก้ปัญหาที่หลากหลาย
แนวคิดอะคิตะ (Akita Action) เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง การคิดและแก้ปัญหาด้วยตนเอง การสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนการทบทวนเนื้อหาและวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยครูมีบทบาทในการกระตุ้นและสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้มากกว่าการถ่ายทอดคำตอบโดยตรง (ชวลิต ชูกำแพง, 2561; สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2561; กฤติเดช สุขสาร, 2562) ขณะเดียวกัน การสอนแบบสะท้อนกลับให้ความสำคัญกับการนำประสบการณ์หรือการปฏิบัติจริงมาย้อนพิจารณา วิเคราะห์ และสร้างความหมาย ผู้เรียนได้ตรวจสอบกระบวนการคิด เหตุผล วิธีการ และผลที่เกิดขึ้น เพื่อนำผลจากการสะท้อนไปใช้ปรับปรุงการเรียนรู้และแนวคิดของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการปฏิบัติอย่างสะท้อนคิดของ Schön (1983)
จากหลักการดังกล่าว ผู้วิจัยจึงพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์แนวคิดอะคิตะร่วมกับการสอนแบบสะท้อนกลับ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยออกแบบกระบวนการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การกระตุ้นและเตรียมความพร้อม การสังเกตและตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ การวิเคราะห์และคาดคะเน การลงมือปฏิบัติและสร้างสรรค์ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนผล การสรุปองค์ความรู้ ตลอดจนการเชื่อมโยงและขยายผล เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องร้อยละและอัตราส่วน
2. วัตถุประสงค์การวิจัย
1. เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์แนวคิดอะคิตะร่วมกับการสอนแบบสะท้อนกลับ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ 80/80
3. เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น
4. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น
3. วิธีดำเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ดำเนินการ 4 ระยะ โดยในระยะทดลองใช้รูปแบบใช้แบบแผนการทดลองแบบ PretestPosttest Control Group Design กลุ่มทดลองจำนวน 20 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 20 คน เนื้อหาที่ใช้ในการทดลองเป็นสาระคณิตศาสตร์เรื่องร้อยละและอัตราส่วน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้และคู่มือการใช้รูปแบบ (2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 18 แผน (3) แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ คะแนนเต็ม 40 คะแนน (4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ คะแนนเต็ม 30 คะแนน และ (5) แบบประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ค่าประสิทธิภาพ E₁/E₂ และการทดสอบค่าที (t-test) สำหรับการเปรียบเทียบคะแนนภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม โดยตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นของการใช้สถิติพาราเมตริกก่อนการทดสอบสมมติฐาน
4. ผลการวิจัย
4.1 ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ 7 ขั้น ได้แก่ (1) ขั้นกระตุ้นและเตรียมความพร้อม (2) ขั้นสังเกตและตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ (3) ขั้นวิเคราะห์และคาดคะเน (4) ขั้นลงมือปฏิบัติและสร้างสรรค์ (5) ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนผล (6) ขั้นสรุปองค์ความรู้ และ (7) ขั้นเชื่อมโยงและขยายผล ดังภาพที่ 1
4.2 ผลการหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ E₁/E₂ เท่ากับ 82.36/84.83 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ โดยคะแนนระหว่างเรียนมีค่าเฉลี่ย 148.25 คะแนน จากคะแนนเต็ม 180 คะแนน และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 25.45 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน
4.3 ผลด้านความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์
นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนเฉลี่ย 35.25 คะแนน (S.D. = 2.49) ขณะที่นักเรียนกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ย 24.75 คะแนน (S.D. = 2.92) โดยคะแนนหลังเรียนของทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(38) = 12.24, p < .001)
4.4 ผลด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเฉลี่ย 25.45 คะแนน (S.D. = 2.04) ขณะที่นักเรียนกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ย 19.05 คะแนน (S.D. = 2.24) โดยคะแนนหลังเรียนของทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(38) = 9.46, p < .001)
4.5 ผลการประเมินความคิดเห็นของนักเรียน
นักเรียนมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (X̄ = 4.63, S.D. = 0.15)
5. อภิปรายผล
ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์แนวคิดอะคิตะร่วมกับการสอนแบบสะท้อนกลับที่พัฒนาขึ้นมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ 7 ขั้น ได้แก่ ขั้นกระตุ้นและเตรียมความพร้อม ขั้นสังเกตและตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ ขั้นวิเคราะห์และคาดคะเน ขั้นลงมือปฏิบัติและสร้างสรรค์ ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนผล ขั้นสรุปองค์ความรู้ และขั้นเชื่อมโยงและขยายผล ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการพัฒนารูปแบบได้นำสาระสำคัญของแนวคิดอะคิตะและการสอนแบบสะท้อนกลับมาสังเคราะห์ร่วมกัน โดยแนวคิดอะคิตะให้ความสำคัญกับการคิดและแก้ปัญหาด้วยตนเอง การสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ (ชวลิต ชูกำแพง, 2561; สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2561; กฤติเดช สุขสาร, 2562) ขณะที่การสอนแบบสะท้อนกลับเน้นการนำประสบการณ์จากการปฏิบัติมาย้อนพิจารณา ตรวจสอบกระบวนการคิดและเหตุผล ตลอดจนใช้ผลจากการสะท้อนเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ของตนเอง จึงทำให้กระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีความต่อเนื่องตั้งแต่การเผชิญปัญหา การสร้างแนวคิด การปฏิบัติ การแลกเปลี่ยน และการสะท้อนเพื่อพัฒนาแนวคิด
ประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้มีค่า E₁/E₂ เท่ากับ 82.36/84.83 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ แสดงว่ากระบวนการจัดการเรียนรู้และผลลัพธ์หลังการจัดการเรียนรู้เป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนด ทั้งนี้การพิจารณาประสิทธิภาพตามแนวคิด E₁/E₂ ต้องพิจารณาทั้งประสิทธิภาพของกระบวนการ (E₁) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E₂) และนำค่าที่คำนวณได้เปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2556; มนตรี วงษ์สะพาน, 2563) ผลดังกล่าวจึงสะท้อนว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องร้อยละและอัตราส่วนได้ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดไว้
ด้านความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ พบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนหลังเรียนเฉลี่ย 35.25 คะแนน (S.D. = 2.49) สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่มีค่าเฉลี่ย 24.75 คะแนน (S.D. = 2.92) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากกระบวนการเรียนรู้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างแนวทางการแก้ปัญหาได้มากกว่าหนึ่งวิธี วิเคราะห์และเปรียบเทียบวิธีคิดของตนเองกับผู้อื่น ตลอดจนปรับปรุงแนวคิดจากข้อมูลสะท้อนกลับ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Silver (1997) ที่เชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์กับความคล่อง ความยืดหยุ่น และความแปลกใหม่ และสอดคล้องกับ Leikin (2019) ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ลักษณะของกิจกรรมดังกล่าวจึงเอื้อต่อการแสดงออกและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ของผู้เรียน
ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนหลังเรียนเฉลี่ย 25.45 คะแนน (S.D. = 2.04) สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่มีค่าเฉลี่ย 19.05 คะแนน (S.D. = 2.24) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลดังกล่าวอาจอธิบายได้จากลักษณะของกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างความเข้าใจผ่านการคิดและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง แลกเปลี่ยนแนวคิด ตรวจสอบความเข้าใจ และปรับปรุงวิธีคิดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่ปรากฏในการประยุกต์ใช้แนวคิดอะคิตะ โดยผู้เรียนมีโอกาสคิด พูดคุย และอภิปรายกับเพื่อนมากขึ้น ขณะที่ครูทำหน้าที่กระตุ้นและสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้
นอกจากนี้ นักเรียนมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.63, S.D. = 0.15) สะท้อนให้เห็นว่าผู้เรียนมีการรับรู้เชิงบวกต่อกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ทั้งนี้รูปแบบเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการคิด ลงมือปฏิบัติ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทบทวนการเรียนรู้ของตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ผู้เรียนมีบทบาทในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
6. ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ ควรกำหนดเวลาในการดำเนินกิจกรรมแต่ละขั้นให้มีความยืดหยุ่นตามความแตกต่างระหว่างผู้เรียน และควรจัดเตรียมสถานการณ์ปัญหา สื่อ และกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างและเปรียบเทียบวิธีแก้ปัญหาได้หลายแนวทาง รวมทั้งควรให้ข้อมูลสะท้อนกลับที่มุ่งส่งเสริมและพัฒนากระบวนการคิดของผู้เรียนมากกว่าการบอกคำตอบโดยตรง
ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ควรศึกษาการนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้ไปใช้กับเนื้อหาคณิตศาสตร์ในสาระอื่นหรือระดับชั้นอื่น รวมทั้งศึกษาความคงทนของการเรียนรู้และพัฒนาการขององค์ประกอบความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
กฤติเดช สุขสาร. (2562). การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอะคิตะเพื่อพัฒนาทักษะการคิด. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2556). การทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอน. วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย, 5(1).
ชวลิต ชูกำแพง. (2561). การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
มนตรี วงษ์สะพาน. (2563). พื้นฐานการวิจัยทางหลักสูตรและการสอน. มหาสารคาม: ตักสิลาการพิมพ์.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2561). แนวทางการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
Leikin, R. (2019). Creativity in mathematics education. Cham: Springer.
Schön, D. A. (1983). The reflective practitioner: How professionals think in action. New York, NY: Basic Books.
Silver, E. A. (1997). Fostering creativity through instruction rich in mathematical problem solving and problem posing. ZDM, 29(3).