ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
Advertisement

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์แนวคิดอะคิตะร่วมกับการสอนแบบสะท้อนกลับ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์แนวคิดอะคิตะร่วมกับการสอนแบบสะท้อนกลับ

เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

นางสาวอะนันท์ จันทะวัช

โรงเรียนบ้านนาถ่อน

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์แนวคิดอะคิตะร่วมกับการสอนแบบสะท้อนกลับ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยดำเนินการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) เป็น 4 ระยะ ในระยะทดลองใช้รูปแบบใช้แบบแผนการทดลองแบบมีกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านนาถ่อน จำนวน 20 คน และกลุ่มควบคุมเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโพนทราย จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการจัดการเรียนรู้และคู่มือการใช้รูปแบบ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความคิดเห็นของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ค่าประสิทธิภาพ E₁/E₂ และการทดสอบค่าที

ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ 7 ขั้น ได้แก่ (1) ขั้นกระตุ้นและเตรียมความพร้อม (2) ขั้นสังเกตและตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ (3) ขั้นวิเคราะห์และคาดคะเน (4) ขั้นลงมือปฏิบัติและสร้างสรรค์ (5) ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนผล (6) ขั้นสรุปองค์ความรู้ และ (7) ขั้นเชื่อมโยงและขยายผล โดยรูปแบบมีประสิทธิภาพ E&#8321;/E&#8322; เท่ากับ 82.36/84.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนเฉลี่ย 35.25 คะแนน (S.D. = 2.49) สูงกว่ากลุ่มควบคุมซึ่งมีค่าเฉลี่ย 24.75 คะแนน (S.D. = 2.92) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(38) = 12.24, p < .001) และนักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเฉลี่ย 25.45 คะแนน (S.D. = 2.04) สูงกว่ากลุ่มควบคุมซึ่งมีค่าเฉลี่ย 19.05 คะแนน (S.D. = 2.24) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(38) = 9.46, p < .001) นอกจากนี้ นักเรียนมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X&#772; = 4.63, S.D. = 0.15)

คำสำคัญ: แนวคิดอะคิตะ, การสอนแบบสะท้อนกลับ, รูปแบบการจัดการเรียนรู้, ความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์, ร้อยละและอัตราส่วน

1. บทนำ

การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาความสามารถในการคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และสื่อสารทางคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ ซึ่งมิได้พิจารณาเพียงความสามารถในการหาคำตอบที่ถูกต้อง แต่ยังครอบคลุมความสามารถในการสร้างแนวคิดหรือวิธีแก้ปัญหาที่หลากหลาย การปรับเปลี่ยนแนวทางการคิด และการสร้างแนวคิดที่แตกต่างหรือแปลกใหม่ โดย Silver (1997) เชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์กับการแก้ปัญหาและการตั้งปัญหา และให้ความสำคัญกับความคล่อง ความยืดหยุ่น และความแปลกใหม่ ขณะที่ Leikin (2019) ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ในการเรียนรู้คณิตศาสตร์และการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงแนวคิดและแนวทางการแก้ปัญหาที่หลากหลาย

แนวคิดอะคิตะ (Akita Action) เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง การคิดและแก้ปัญหาด้วยตนเอง การสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนการทบทวนเนื้อหาและวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยครูมีบทบาทในการกระตุ้นและสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้มากกว่าการถ่ายทอดคำตอบโดยตรง (ชวลิต ชูกำแพง, 2561; สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2561; กฤติเดช สุขสาร, 2562) ขณะเดียวกัน การสอนแบบสะท้อนกลับให้ความสำคัญกับการนำประสบการณ์หรือการปฏิบัติจริงมาย้อนพิจารณา วิเคราะห์ และสร้างความหมาย ผู้เรียนได้ตรวจสอบกระบวนการคิด เหตุผล วิธีการ และผลที่เกิดขึ้น เพื่อนำผลจากการสะท้อนไปใช้ปรับปรุงการเรียนรู้และแนวคิดของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการปฏิบัติอย่างสะท้อนคิดของ Sch&#246;n (1983)

จากหลักการดังกล่าว ผู้วิจัยจึงพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์แนวคิดอะคิตะร่วมกับการสอนแบบสะท้อนกลับ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยออกแบบกระบวนการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การกระตุ้นและเตรียมความพร้อม การสังเกตและตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ การวิเคราะห์และคาดคะเน การลงมือปฏิบัติและสร้างสรรค์ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนผล การสรุปองค์ความรู้ ตลอดจนการเชื่อมโยงและขยายผล เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องร้อยละและอัตราส่วน

2. วัตถุประสงค์การวิจัย

1. เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์แนวคิดอะคิตะร่วมกับการสอนแบบสะท้อนกลับ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

2. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ 80/80

3. เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น

4. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น

3. วิธีดำเนินการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ดำเนินการ 4 ระยะ โดยในระยะทดลองใช้รูปแบบใช้แบบแผนการทดลองแบบ Pretest–Posttest Control Group Design กลุ่มทดลองจำนวน 20 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 20 คน เนื้อหาที่ใช้ในการทดลองเป็นสาระคณิตศาสตร์เรื่องร้อยละและอัตราส่วน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้และคู่มือการใช้รูปแบบ (2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 18 แผน (3) แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ คะแนนเต็ม 40 คะแนน (4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ คะแนนเต็ม 30 คะแนน และ (5) แบบประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ค่าประสิทธิภาพ E&#8321;/E&#8322; และการทดสอบค่าที (t-test) สำหรับการเปรียบเทียบคะแนนภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม โดยตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นของการใช้สถิติพาราเมตริกก่อนการทดสอบสมมติฐาน

4. ผลการวิจัย

4.1 ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้

รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ 7 ขั้น ได้แก่ (1) ขั้นกระตุ้นและเตรียมความพร้อม (2) ขั้นสังเกตและตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ (3) ขั้นวิเคราะห์และคาดคะเน (4) ขั้นลงมือปฏิบัติและสร้างสรรค์ (5) ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนผล (6) ขั้นสรุปองค์ความรู้ และ (7) ขั้นเชื่อมโยงและขยายผล ดังภาพที่ 1

4.2 ผลการหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้

การจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ E&#8321;/E&#8322; เท่ากับ 82.36/84.83 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ โดยคะแนนระหว่างเรียนมีค่าเฉลี่ย 148.25 คะแนน จากคะแนนเต็ม 180 คะแนน และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 25.45 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน

4.3 ผลด้านความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์

นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนเฉลี่ย 35.25 คะแนน (S.D. = 2.49) ขณะที่นักเรียนกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ย 24.75 คะแนน (S.D. = 2.92) โดยคะแนนหลังเรียนของทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(38) = 12.24, p < .001)

4.4 ผลด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเฉลี่ย 25.45 คะแนน (S.D. = 2.04) ขณะที่นักเรียนกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ย 19.05 คะแนน (S.D. = 2.24) โดยคะแนนหลังเรียนของทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(38) = 9.46, p < .001)

4.5 ผลการประเมินความคิดเห็นของนักเรียน

นักเรียนมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (X&#772; = 4.63, S.D. = 0.15)

5. อภิปรายผล

ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์แนวคิดอะคิตะร่วมกับการสอนแบบสะท้อนกลับที่พัฒนาขึ้นมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ 7 ขั้น ได้แก่ ขั้นกระตุ้นและเตรียมความพร้อม ขั้นสังเกตและตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ ขั้นวิเคราะห์และคาดคะเน ขั้นลงมือปฏิบัติและสร้างสรรค์ ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนผล ขั้นสรุปองค์ความรู้ และขั้นเชื่อมโยงและขยายผล ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการพัฒนารูปแบบได้นำสาระสำคัญของแนวคิดอะคิตะและการสอนแบบสะท้อนกลับมาสังเคราะห์ร่วมกัน โดยแนวคิดอะคิตะให้ความสำคัญกับการคิดและแก้ปัญหาด้วยตนเอง การสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ (ชวลิต ชูกำแพง, 2561; สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2561; กฤติเดช สุขสาร, 2562) ขณะที่การสอนแบบสะท้อนกลับเน้นการนำประสบการณ์จากการปฏิบัติมาย้อนพิจารณา ตรวจสอบกระบวนการคิดและเหตุผล ตลอดจนใช้ผลจากการสะท้อนเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ของตนเอง จึงทำให้กระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีความต่อเนื่องตั้งแต่การเผชิญปัญหา การสร้างแนวคิด การปฏิบัติ การแลกเปลี่ยน และการสะท้อนเพื่อพัฒนาแนวคิด

ประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้มีค่า E&#8321;/E&#8322; เท่ากับ 82.36/84.83 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ แสดงว่ากระบวนการจัดการเรียนรู้และผลลัพธ์หลังการจัดการเรียนรู้เป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนด ทั้งนี้การพิจารณาประสิทธิภาพตามแนวคิด E&#8321;/E&#8322; ต้องพิจารณาทั้งประสิทธิภาพของกระบวนการ (E&#8321;) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E&#8322;) และนำค่าที่คำนวณได้เปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2556; มนตรี วงษ์สะพาน, 2563) ผลดังกล่าวจึงสะท้อนว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องร้อยละและอัตราส่วนได้ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดไว้

ด้านความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ พบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนหลังเรียนเฉลี่ย 35.25 คะแนน (S.D. = 2.49) สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่มีค่าเฉลี่ย 24.75 คะแนน (S.D. = 2.92) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากกระบวนการเรียนรู้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างแนวทางการแก้ปัญหาได้มากกว่าหนึ่งวิธี วิเคราะห์และเปรียบเทียบวิธีคิดของตนเองกับผู้อื่น ตลอดจนปรับปรุงแนวคิดจากข้อมูลสะท้อนกลับ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Silver (1997) ที่เชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์กับความคล่อง ความยืดหยุ่น และความแปลกใหม่ และสอดคล้องกับ Leikin (2019) ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ลักษณะของกิจกรรมดังกล่าวจึงเอื้อต่อการแสดงออกและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ของผู้เรียน

ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนหลังเรียนเฉลี่ย 25.45 คะแนน (S.D. = 2.04) สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่มีค่าเฉลี่ย 19.05 คะแนน (S.D. = 2.24) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลดังกล่าวอาจอธิบายได้จากลักษณะของกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างความเข้าใจผ่านการคิดและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง แลกเปลี่ยนแนวคิด ตรวจสอบความเข้าใจ และปรับปรุงวิธีคิดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่ปรากฏในการประยุกต์ใช้แนวคิดอะคิตะ โดยผู้เรียนมีโอกาสคิด พูดคุย และอภิปรายกับเพื่อนมากขึ้น ขณะที่ครูทำหน้าที่กระตุ้นและสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้

นอกจากนี้ นักเรียนมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X&#772; = 4.63, S.D. = 0.15) สะท้อนให้เห็นว่าผู้เรียนมีการรับรู้เชิงบวกต่อกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ทั้งนี้รูปแบบเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการคิด ลงมือปฏิบัติ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทบทวนการเรียนรู้ของตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ผู้เรียนมีบทบาทในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

6. ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ ควรกำหนดเวลาในการดำเนินกิจกรรมแต่ละขั้นให้มีความยืดหยุ่นตามความแตกต่างระหว่างผู้เรียน และควรจัดเตรียมสถานการณ์ปัญหา สื่อ และกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างและเปรียบเทียบวิธีแก้ปัญหาได้หลายแนวทาง รวมทั้งควรให้ข้อมูลสะท้อนกลับที่มุ่งส่งเสริมและพัฒนากระบวนการคิดของผู้เรียนมากกว่าการบอกคำตอบโดยตรง

ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ควรศึกษาการนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้ไปใช้กับเนื้อหาคณิตศาสตร์ในสาระอื่นหรือระดับชั้นอื่น รวมทั้งศึกษาความคงทนของการเรียนรู้และพัฒนาการขององค์ประกอบความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ในระยะยาว

เอกสารอ้างอิง

กฤติเดช สุขสาร. (2562). การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอะคิตะเพื่อพัฒนาทักษะการคิด. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2556). การทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอน. วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย, 5(1).

ชวลิต ชูกำแพง. (2561). การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

มนตรี วงษ์สะพาน. (2563). พื้นฐานการวิจัยทางหลักสูตรและการสอน. มหาสารคาม: ตักสิลาการพิมพ์.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2561). แนวทางการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.

Leikin, R. (2019). Creativity in mathematics education. Cham: Springer.

Sch&#246;n, D. A. (1983). The reflective practitioner: How professionals think in action. New York, NY: Basic Books.

Silver, E. A. (1997). Fostering creativity through instruction rich in mathematical problem solving and problem posing. ZDM, 29(3).

โพสต์โดย นางสาวอะนันท์ จันทะวัช : [25 ก.ย. 2569 (13:13 น.)]
อ่าน [47] ไอพี : 203.172.192.35
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
Advertisement

 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 21,678 ครั้ง
บัญชีเงินเดือนขั้นต่ำสูงของข้าราชการพลเรือนสามัญ
บัญชีเงินเดือนขั้นต่ำสูงของข้าราชการพลเรือนสามัญ

เปิดอ่าน 5,584 ครั้ง
แนะนำอาหารสำหรับผู้ป่วยลองโควิด (Long COVID)
แนะนำอาหารสำหรับผู้ป่วยลองโควิด (Long COVID)

เปิดอ่าน 28,719 ครั้ง
กำเนิด 4 อาชีพใหม่ไอที
กำเนิด 4 อาชีพใหม่ไอที

เปิดอ่าน 18,210 ครั้ง
มาทำความรู้จักกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนากันเถอะ
มาทำความรู้จักกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนากันเถอะ

เปิดอ่าน 541 ครั้ง
Yag Laser คืออะไร? รู้จักเลเซอร์กำจัดขน ทางเลือกเพื่อผิวเรียบเนียน ลดขนคุด
Yag Laser คืออะไร? รู้จักเลเซอร์กำจัดขน ทางเลือกเพื่อผิวเรียบเนียน ลดขนคุด

เปิดอ่าน 17,909 ครั้ง
ลายมืออัจฉริยะผู้นำ เป็นอย่างไร?
ลายมืออัจฉริยะผู้นำ เป็นอย่างไร?

เปิดอ่าน 61,600 ครั้ง
กระบี่ กระบอง
กระบี่ กระบอง

เปิดอ่าน 153,615 ครั้ง
ตุ๊กตา "เฟอร์บี้" คืออะไร ทำไมมีราคาแพงและเป็นที่นิยมนัก
ตุ๊กตา "เฟอร์บี้" คืออะไร ทำไมมีราคาแพงและเป็นที่นิยมนัก

เปิดอ่าน 26,897 ครั้ง
ไขข้อข้องใจ กินเห็ดมีประโยชน์จริงหรือ?
ไขข้อข้องใจ กินเห็ดมีประโยชน์จริงหรือ?

เปิดอ่าน 36,280 ครั้ง
แนะ "เคล็ดลับ 3 อ." เพื่อสุขภาพดียามสูงวัย
แนะ "เคล็ดลับ 3 อ." เพื่อสุขภาพดียามสูงวัย

เปิดอ่าน 2,802 ครั้ง
เปิดร้านขายอะไรดีในปี 2025 รวมไอเดียธุรกิจมาแรง กำไรดี
เปิดร้านขายอะไรดีในปี 2025 รวมไอเดียธุรกิจมาแรง กำไรดี

เปิดอ่าน 16,823 ครั้ง
LINEเพิ่มฟีเจอร์ไอคอนรูปกุญแจในห้องแชท
LINEเพิ่มฟีเจอร์ไอคอนรูปกุญแจในห้องแชท

เปิดอ่าน 15,919 ครั้ง
การนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงิน
การนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงิน

เปิดอ่าน 22,432 ครั้ง
ลักษณะของช้างดี
ลักษณะของช้างดี

เปิดอ่าน 13,156 ครั้ง
"เจตพังคี" คืออะไร?
"เจตพังคี" คืออะไร?

เปิดอ่าน 19,293 ครั้ง
โปรดอ่านทำความเข้าใจ! กรณีการเรียน ป.บัณฑิต
โปรดอ่านทำความเข้าใจ! กรณีการเรียน ป.บัณฑิต
เปิดอ่าน 14,498 ครั้ง
ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล ฮีโร่เหรียญทองปักกิ่งเกมส์
ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล ฮีโร่เหรียญทองปักกิ่งเกมส์
เปิดอ่าน 14,305 ครั้ง
การใช้คลังข้อสอบมาตรฐาน (Standardize ltem Bank System : SIBS) เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)
การใช้คลังข้อสอบมาตรฐาน (Standardize ltem Bank System : SIBS) เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)
เปิดอ่าน 22,461 ครั้ง
"ตังกุย" คืออะไร มีสรรพคุณอย่างไร
"ตังกุย" คืออะไร มีสรรพคุณอย่างไร
เปิดอ่าน 32,623 ครั้ง
ผักบำรุงสมอง
ผักบำรุงสมอง

รายการหลัก

► หน้าแรก
► ข่าว/บทความ
► สมุดเยี่ยม
► กระดานสนทนา
► เว็บลิงค์
► ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
► ข้อมูลบุคคล
► ภาพกิจกรรม
► ผู้สนับสนุน

สมาชิก

• เข้าสู่ระบบ
• คุณครูต้องรู้ไว้
• รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

• เว็บไซต์ สพฐ.
• กระทรวงศึกษาธิการ
• ติวสอบ GED
• ติวสอบ SAT
• เครื่องมือวัด
• เครื่องมืออุตสาหกรรม
• เกมส์
• แหล่งรวมเกมส์

• แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ