นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ศึกษาและจัดทำแผนเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retirement เพื่อลดขนาดกำลังคนภาครัฐให้เหมาะสมกับภารกิจและลักษณะงานในปัจจุบัน
นายปกรณ์ระบุว่า ปัจจุบันระบบราชการจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยลดขั้นตอนการทำงาน จากเดิมที่ระบบราชการต้องใช้บุคลากรจำนวนมากในการอนุมัติ อนุญาต และควบคุมกระบวนงานต่าง ๆ เมื่อกระบวนการทำงานเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล ความจำเป็นในการใช้กำลังคนในบางส่วนจึงลดลงตามไปด้วย
สำหรับแนวคิดการขยายอายุเกษียณราชการจาก 60 ปี นายปกรณ์เห็นว่าไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากอาจเป็นเพียงการยืดปัญหาออกไป อีกทั้งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและโอกาสของคนรุ่นใหม่ในการเข้าสู่ระบบราชการ เพราะหากไม่มีตำแหน่งว่าง ก็จะทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาใหม่เข้าสู่ระบบได้ยากขึ้น
รองนายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า การปรับลดจำนวนข้าราชการต้องดำเนินการควบคู่กับการดูแลผู้ที่ยังปฏิบัติงานอยู่ในระบบราชการ โดยควรมีการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับภาระงานและสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ข้าราชการที่ยังปฏิบัติหน้าที่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีรายได้ที่เพียงพอ และสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีแนวคิดส่งเสริมการจ้างงานรูปแบบใหม่สำหรับผู้เกษียณอายุ โดยเน้นงานที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะด้านของตลาด เพื่อให้ผู้สูงอายุยังสามารถมีรายได้ มีบทบาทในสังคม และใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีคุณภาพ โดยไม่จำเป็นต้องทำงานเต็มเวลาตลอดชีวิต
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างภาครัฐให้มีขนาดเหมาะสม คล่องตัว และสอดรับกับทิศทางการบริหารราชการยุคใหม่ โดยมุ่งให้ระบบราชการสามารถใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงาน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนอย่างยั่งยืน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ วันที่ 3 มิถุนายน 2569