|
Advertisement
|
บทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์ : การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยน้อมนำ พระบรมราโชบายด้านการศึกษาด้วย SANTOR Model ในการเสริมสร้างสมรรถนะครูสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัยไว้ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพที่พึงประสงค์ สภาพปัจจุบัน และความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษา 2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาผล การทดลองใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษา และ 4) เพื่อประเมินผลรูปแบบการบริหารสถานศึกษา
ระเบียบวิธีการวิจัย : การวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพที่พึงประสงค์ สภาพปัจจุบัน และความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาโดยน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษา โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ จำนวน 11 คน และ จากแบบสอบถามจำนวน 49 คน ระยะที่ 2 สร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษา โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูล จำนวน 7 คน ในการประเมินความถูกต้อง เหมาะสม เป็นไปได้และความมีประโยชน์ของรูปแบบ ระยะที่ 3 ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาด้วย SANTOR Model โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ครู จำนวน 35 คน นักเรียน จำนวน 518 คน ระยะที่ 4 ประเมินผลของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาด้วย SANTOR Model โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ครู จำนวน 33 คน นักเรียน จำนวน 545 คน
ผลการวิจัย : ผลการวิจัย พบว่า ระยะที่ 1 ผลการศึกษาสภาพที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.70, σ = 0.52) ขณะที่สภาพปัจจุบัน อยู่ในระดับมาก (μ = 3.67, σ = 0.56) ทุกองค์ประกอบมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนา ระยะที่ 2 ผลการสร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษา พบว่า ได้รูปแบบการบริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ซึ่งประกอบด้วย องค์ประกอบที่ 1 หลักการของรูปแบบ องค์ประกอบที่ 2 วัตถุประสงค์ของรูปแบบ องค์ประกอบที่ 3 กระบวนการพัฒนา องค์ประกอบที่ 4 การวัดและประเมินผล และองค์ประกอบที่ 5 ปัจจัยสู่ความสำเร็จ ในระยะที่ 3 ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาด้วย SANTOR Model พบว่า 1) ครูมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.83, p < .05) 2) ครูมีสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับดี (μ =4.08, σ =0.74) 3) คุณภาพผู้เรียนปีการศึกษา 2566 (87.30) สูงกว่า ปีการศึกษา 2565 (84.83) 4) ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการบริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด( μ =4.63, σ =0.60) 5) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โครงการ และกิจกรรมตามรูปแบบ อยู่ในระดับมาก ( =4.45, S.D. =0.69) ในระยะที่ 4 ประเมินผลของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาด้วย SANTOR Model พบว่า 1) ครูมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 12.14, p < .05) 2) ครูมีสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับดีมาก (μ =4.71, σ =0.45) 3) คุณภาพผู้เรียน ปีการศึกษา 2567 (90.50) สูงกว่า ปีการศึกษา 2566 (87.30) และสูงกว่า ปีการศึกษา 2565 (84.83) 4) ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการบริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับ มากที่สุด (μ =4.77, σ =0.48) 5) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โครงการ และกิจกรรมตามรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.62, S.D. =0.56)
สรุปผล : รูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ด้วย SANTOR Model เป็นรูปแบบที่มีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ได้จริง ประกอบด้วย การวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Planning : S) การปฏิบัติตามแผนงาน(Action : A) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ(Network : N) การติดตามและประเมินผล(Tracking and Assessment : T) การขยายผลสู่ชุมชนและเครือข่าย (Outreach : O) และการพัฒนาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์(Result-based Improvement : R) ส่งผลให้ครูมีสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น ผู้เรียนมีคุณภาพสูงขึ้น และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานในระดับมากที่สุด
คำสำคัญ : การพัฒนารูปแบบ; การบริหารสถานศึกษา; พระบรมราโชบาย; สมรรถนะครู; คุณภาพผู้เรียน
|
โพสต์โดย Aor-Sri on : [31 ม.ค. 2569 (20:40 น.)] อ่าน [127] ไอพี : 171.5.234.57
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก
|
Advertisement
|
|
| |
|
|
|
|
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2. ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป
3. สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น
7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป
** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**
|
| |
|
≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡ เปิดอ่าน 24,190 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 56,023 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 22,007 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 11,676 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 992 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 68,101 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 21,509 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 37,276 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 11,225 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 22,923 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 12,648 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 16,832 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 47,054 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 13,538 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 16,660 ครั้ง 
| |
|
เปิดอ่าน 14,613 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 11,902 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 13,978 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 90,252 ครั้ง 
| เปิดอ่าน 14,420 ครั้ง 
|
|

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด
|