ผู้วิจัย : อุมาพร รองเมือง
ปีที่วิจัย : 2566-2567
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียน โรงเรียนบ้านหันวิทยา 2) พัฒนารูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียน โรงเรียนบ้านหันวิทยา 3) ทดลองใช้รูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียน โรงเรียนบ้านหันวิทยา และ 4) ประเมินรูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียน โรงเรียนบ้านหันวิทยา โดยกำหนดวิธีดำเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียน โรงเรียนบ้านหันวิทยา โดยการสอบถามความคิดเห็นของประชากร ประกอบด้วย ครูจำนวน 29 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 13 คน รวมจำนวน 42 คน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียน โรงเรียนบ้านหันวิทยา โดยการจัดสนทนากลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และครู รวมจำนวน 12 คน และตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียน โรงเรียนบ้านหันวิทยา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน จำนวน 359 คน และประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบกับประชากร ประกอบด้วย ครูจำนวน 29 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 13 คน รวมจำนวน 42 คน ระยะที่ 4 ประเมินรูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียน โรงเรียนบ้านหันวิทยา ประชากร คือ ครู จำนวน 29 คน ในปีการศึกษา 2567 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า
1. สภาพปัจจุบันในการบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียน โรงเรียนบ้านหันวิทยา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNIModified) โดยรวมเท่ากับ 0.566
2. ผลการพัฒนารูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียน โรงเรียนบ้านหันวิทยา ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวนการดำเนินงาน มี 6 ขั้นตอน คือ (1) นโยบายและเป้าหมายร่วม (2) การส่งเสริมภาวะ ผู้นำร่วมและการพัฒนาครู (3) โครงสร้างสนับสนุนการเรียนรู้ (4) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน (5) การวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ และ (6) การนิเทศการจัดการเรียนรู้ และ
4) การวัดและประเมินผล ผู้ทรงคุณวุฒิมีความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของร่างรูปแบบ โดยรวมมีความเหมาะสม ร้อยละ 91.96 และความเป็นไปได้ของร่างรูปแบบ โดยรวมมีความเป็นไปได้ ร้อยละ 91.07 และมีความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของร่างคู่มือการใช้รูปแบบมีความเหมาะสม และความเป็นไปได้ ร้อยละ 100
3. ผลการทดลองใช้รูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียน โรงเรียนบ้านหันวิทยา พบว่า ค่าเฉลี่ยของทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียนหลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบทุกด้าน โดยทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียนก่อนการใช้รูปแบบ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับแรก คือ ด้านความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบ ด้านความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว และด้านการเพิ่มผลผลิตและความรู้รับผิด และทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียนหลังการใช้รูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงลำดับจากมาก ไปหาน้อย 3 ลำดับแรก คือ ด้านความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบ ด้านการเพิ่มผลผลิตและความรู้รับผิด และด้านความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว
ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบของครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับแรก คือ การวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน และโครงสร้างสนับสนุนการเรียนรู้
4. ผลการประเมินรูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียน โรงเรียนบ้านหันวิทยา พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และทุกรายการมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด โดยประเด็นการประเมินที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือความเหมาะสม รองลงมา คือ ความเป็นประโยชน์ และความเป็นไปได้ ตามลำดับ โดยด้านความเหมาะสม เห็นว่า รูปแบบมีความเหมาะสมสามารถนำไปพัฒนาวิชาชีพครูและสิ่งที่ประเมินในรูปแบบมีความชัดเจน มีความเหมาะสมอยู่ในอันดับแรก อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านความเป็นประโยชน์ เห็นว่า รูปแบบทำให้ครูมีความรู้ ความเข้าใจในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียนมีความเป็นประโยชน์เป็นอันดับแรกอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านความเป็นไปได้ เห็นว่าท่านสามารถนำเอาความรู้และแนวทางจากองค์ประกอบบริหารจัดการเรียนรู้ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เชิงรุกแบบร่วมมือไปใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ มีความเป็นไปได้เป็น อันดับแรก ผู้นำร่วมและการพัฒนาครู (3) โครงสร้างสนับสนุนการเรียนรู้ (4) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน (5) การวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้และ (6) การนิเทศการจัดการเรียนรู้และ 4) การวัดและประเมินผล ผู้ทรงคุณวุฒิมีความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของร่างรูปแบบ โดยรวมมีความเหมาะสม ร้อยละ 91.96 และความเป็นไปได้ของร่างรูปแบบ โดยรวมมีความเป็นไปได้ ร้อยละ 91.07 และมีความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของร่างคู่มือการใช้รูปแบบมีความเหมาะสม และความเป็นไปได้ ร้อยละ 100