บทคัดย่อ
รายงานผลการวิจัยการพัฒนาสถานศึกษาพอเพียง : สืบสาน รักษา ต่อยอด ด้วยอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง สู่ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาที่ยั่งยืน โดยใช้กลยุทธ์ ๙ SAMART-DEE โรงเรียนบางขันวิทยา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับคุณภาพการพัฒนาสถานศึกษาพอเพียง : สืบสาน รักษา ต่อยอด ด้วยอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง สู่ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการศึกษาที่ยั่งยืน โดยใช้กลยุทธ์ ๙ SAMART-DEE โรงเรียนบางขันวิทยา ปีการศึกษา 2566 - 2567 2) เพื่อศึกษาระดับคุณภาพของศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาที่ยั่งยืน โดยใช้กลยุทธ์ ๙ SAMART-DEE โรงเรียนบางขันวิทยา หลังการพัฒนาปีการศึกษา 2566 - 2567 จำแนกเป็น 2.1) คุณภาพผู้บริหาร ครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษา 2.2) คุณภาพอาคารสถานที่ แหล่งเรียนรู้ และความสัมพันธ์กับหน่วยงานภายนอก 3) เพื่อศึกษาคุณภาพผู้เรียนหลังการพัฒนา ดังนี้ 3.1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา ปีการศึกษา 2566-2567 3.2) ผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา ปีการศึกษา 2566-2567 3.3) ผลการประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา ปีการศึกษา 2566-2567 3.4) ผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ปีการศึกษา 2566-2567 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ครู และภาคีเครือข่ายความร่วมมือที่มีต่อการพัฒนาสถานศึกษาพอเพียง : สืบสาน รักษา ต่อยอด ด้วยอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง สู่ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียงด้านการศึกษาที่ยั่งยืน โดยใช้กลยุทธ์ ๙ SAMART-DEE โรงเรียนบางขันวิทยาหลังการพัฒนา ปีการศึกษา 2566 2567 และ 5) เพื่อศึกษาผลกระทบเชิงบวกที่ปรากฏต่อนักเรียน ครู และโรงเรียนบางขันวิทยา หลังการพัฒนาปีการศึกษา 2566 2567 ใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ 2 ปีการศึกษา ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2566 15 พฤษภาคม 2568 ต่อเนื่อง 2 ปี ผู้วิจัยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะคือ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาฯ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล/แหล่งข้อมูลในระยะนี้ ได้แก่ สารสนเทศของโรงเรียน รายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา SAR (Self Assessment Report) รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา SAR 2565 (Self Assessment Report) รายงานผลการประเมินประสิทธิภาพและโอกาสในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ปีการศึกษา 2565 และแบบ ศรร.01 สถานศึกษาประเมินตนเองเพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ก่อนการพัฒนา ระยะที่ 2 การกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาฯ และการตรวจสอบคุณภาพของกลยุทธ์ ๙ SAMART-DEE กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน โดยมีเกณฑ์ในการคัดเลือก ประกอบด้วย 1) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 2) ศึกษานิเทศก์หรืออดีตศึกษานิเทศก์ที่มีวิทยฐานะเชี่ยวชาญ รับผิดชอบงานนโยบายการขับเคลื่อนสถานศึกษาพอเพียงให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 3) ผู้อำนวยการสถานศึกษาหรืออดีตผู้อำนวยการสถานศึกษาที่มีวิทยฐานะเชี่ยวชาญ หรือมีผลงานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการขับเคลื่อนสถานศึกษาพอเพียง หรือศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ระยะที่ 3 การนำกลยุทธ์ ๙ SAMART-DEE ไปใช้ในการพัฒนาฯ วงรอบที่ 1 ปีการศึกษา 2566 มีการปรับปรุงพัฒนาฯ ต่อเนื่อง วงรอบที่ 2 ปีการศึกษา 2567 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้แก่ กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ปีการศึกษา 2566 และปีการศึกษา 2567 จำนวน 306 คน กลุ่มตัวอย่างครู ปีการศึกษา 2566 จำนวน 56 คน และปีการศึกษา 2567 จำนวน 59 คน และกลุ่มตัวอย่างภาคีเครือข่ายความร่วมมือของโรงเรียนบางขันวิทยา ปีการศึกษา 2566 และปีการศึกษา 2567 จำนวน 53 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามฉบับที่ 2 แบบสอบถามคุณภาพการพัฒนาสถานศึกษาพอเพียง : สืบสาน รักษา ต่อยอด ด้วยอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง สู่ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาที่ยั่งยืน โดยใช้กลยุทธ์ ๙ SAMART-DEE โรงเรียนบางขันวิทยา ได้ค่า IOC เท่ากับ 0.8-1.00 ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .966 ระยะที่ 4 การศึกษาผลการพัฒนาฯ โดยใช้กลยุทธ์ ๙ SAMART-DEE หลังการพัฒนา กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้แก่ กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ปีการศึกษา 2566 และปีการศึกษา 2567 จำนวน 306 คน กลุ่มตัวอย่างครู ปี การศึกษา 2566 จำนวน 56 คน และปีการศึกษา 2567 จำนวน 59 คน และกลุ่มตัวอย่างภาคีเครือข่ายความร่วมมือของโรงเรียนบางขันวิทยา ปีการศึกษา 2566 และปีการศึกษา 2567 จำนวน 53 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามและแบบบันทึกผลการประเมินคุณภาพผู้เรียนตามสภาพจริง ประกอบด้วย จำนวน 9 ฉบับ ประกอบด้วย ฉบับที่ 3 แบบสอบถามคุณภาพของศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาที่ยั่งยืนเกี่ยวกับคุณภาพผู้บริหาร ครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษา ได้ค่า IOC เท่ากับ 1 ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .956 ฉบับที่ 4 แบบสอบถามคุณภาพของศูนย์การเรียนรู้ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาที่ยั่งยืนเกี่ยวกับคุณภาพอาคาร สถานที่ แหล่งเรียนรู้ และความสัมพันธ์กับหน่วยงานภายนอก ได้ค่า IOC เท่ากับ 1 ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .970 ฉบับที่ 5 แบบบันทึกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา หลังการพัฒนา ตามสภาพจริง ฉบับที่ 6 แบบบันทึกผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา ปีหลังการพัฒนา ตามสภาพจริง ฉบับที่ 7 แบบบันทึกผลการประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา หลังการพัฒนา ตามสภาพจริง ฉบับที่ 8 แบบบันทึกผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน หลังการพัฒนา ตามสภาพจริง ฉบับที่ 9 แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีต่อการพัฒนาสถานศึกษาพอเพียง : สืบสาน รักษา ต่อยอด ด้วยอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง สู่ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาที่ยั่งยืน โดยใช้กลยุทธ์ ๙ SAMART-DEE ได้ค่า IOC เท่ากับ 1 ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .914 ฉบับที่ 10 แบบบันทึกผลกระทบเชิงบวกตามสภาพจริงที่ปรากฎต่อนักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษา และโรงเรียนบางขันวิทยา หลังการพัฒนา และฉบับที่ 11 แบบบันทึกความเชื่อมั่นของผู้ปกครองนักเรียนต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนด้านจำนวนนักเรียน ณ วันที่ 10 มิถุนายน การเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยตนเองโดยเก็บข้อมูล 2 ครั้งครั้งที่ 1 หลังการพัฒนาเมื่อสิ้นปีการศึกษา 2566 ช่วงเดือนมีนาคม 2567 ครั้งที่ 2 หลังการพัฒนาเมื่อ สิ้นปีการศึกษา 2567 ช่วงเดือน เมษายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS version 26.0 สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
ผลการวิจัยพบว่า
1. สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพการพัฒนาสถานศึกษาพอเพียง : สืบสาน รักษา ต่อยอดด้วยอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง สู่ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาที่ยั่งยืน โดยใช้กลยุทธ์
๙ SAMART-DEE โรงเรียนบางขันวิทยา หลังการพัฒนา ปีการศึกษา 2566 และปีการศึกษา 2567 ตามความคิดเห็นของนักเรียน ครู และภาคีเครือข่ายความร่วมมือ พบว่า ปีการศึกษา 2566 โดยภาพรวมทุกกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( =4.29, S.D.=.68) เมื่อพิจารณาจำแนกตามกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า กลุ่มครู มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นสูงสุด มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก
( =4.33, S.D.=.64) รองลงมาได้แก่ กลุ่มนักเรียน มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก ( =4.30, S.D.=.70) และกลุ่มภาคีเครือข่ายความร่วมมือ มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นต่ำสุด มีคุณภาพอยู่ในระดับมากเช่นกัน
( =4.21, S.D.=.62) ปีการศึกษา 2567 โดยภาพรวมทุกกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.75, S.D.=.42) เมื่อพิจารณาจำแนกตามกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า กลุ่มนักเรียน
มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นสูงสุด มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.79, S.D.=.40) รองลงมาได้แก่ กลุ่มครู มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.66, S.D.=.47) และกลุ่มภาคีเครือข่ายความร่วมมือ
มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นต่ำสุด มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน ( =4.64, S.D.=.48) สอดคล้องตามสมมติฐาน
2. สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการศึกษาที่ยั่งยืน หลังการพัฒนา พบว่า
2.1 สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการศึกษาที่ยั่งยืน เกี่ยวกับคุณภาพผู้บริหาร ครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนบางขันวิทยา หลังการพัฒนา ตามความคิดเห็นของนักเรียน ครู ภาคีเครือข่ายความร่วมมือ พบว่า ปีการศึกษา 2566 โดยภาพรวมทุกกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( =4.25, S.D.=.74) เมื่อพิจารณาจำแนกตามกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ภาคีเครือข่ายความร่วมมือ มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นสูงสุด มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก ( =4.28, S.D.=.76) รองลงมาได้แก่ กลุ่มครู มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก ( =4.27, S.D.=.85) ส่วนกลุ่มนักเรียน มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด มีคุณภาพอยู่ในระดับมากเช่นกัน ( =4.24, S.D.=.72) ปีการศึกษา 2567 โดยภาพรวมทุกกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.61, S.D.=.49) เมื่อพิจารณาจำแนกตามกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า กลุ่มครู มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นสูงสุด มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.65, S.D.=.48) รองลงมาได้แก่ กลุ่มภาคีเครือข่ายความร่วมมือ มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.63, S.D.=.48) ส่วนกลุ่มนักเรียน มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน ( =4.60, S.D.=.49) สอดคล้องตามสมมติฐาน
2.2 สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการศึกษาที่ยั่งยืน เกี่ยวกับเกี่ยวกับคุณภาพอาคาร สถานที่ แหล่งเรียนรู้/ฐานการเรียนรู้ และความสัมพันธ์กับหน่วยงานภายนอก โรงเรียนบางขันวิทยา หลังการพัฒนา ปีการศึกษา 2566 และปีการศึกษา 2567 ตามความคิดเห็นของนักเรียน ครู และภาคีเครือข่ายความร่วมมือ พบว่า ปีการศึกษา 2566 โดยภาพรวมทุกกลุ่มที่ตอบแบบสอบถาม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( =4.31, S.D.=.55) เมื่อพิจารณาจำแนกเป็นรายกลุ่มที่ตอบแบบสอบถาม พบว่า กลุ่มครู มีค่าเฉลี่ยสูงสุด
มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก ( =4.35, S.D.=.11) รองลงมาได้แก่ กลุ่มภาคีเครือข่ายความร่วมมือ
มีคุณภาพอยู่ในระดับมากเช่นกัน ( =4.32, S.D.=.54) ส่วนกลุ่มนักเรียน มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด มีคุณภาพอยู่ในระดับมากเช่นกัน ( =4.30, S.D.=.60) ปีการศึกษา 2567 โดยภาพรวมทุกกลุ่มที่ตอบแบบสอบถาม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.64, S.D.=.43) และเมื่อพิจารณาจำแนกเป็น
รายกลุ่มที่ตอบแบบสอบถาม พบว่า กลุ่มนักเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด
( =4.65, S.D.=.46) รองลงมาได้แก่ กลุ่มครูมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.63, S.D.=.11) ส่วนกลุ่มภาคีเครือข่ายความร่วมมือ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน ( =4.62, S.D.=.48) สอดคล้องตามสมมติฐาน
3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพผู้เรียนหลังการพัฒนา
3.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพผู้เรียน ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา ปีการศึกษา 2566-2567 พบว่า
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา จำแนกตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ หลังการพัฒนา ปีการศึกษา 2566 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา โดยภาพรวม มีผลการเรียนเฉลี่ย (GPA) เท่ากับ 3.11 เมื่อพิจารณาจำแนกเป็นรายกลุ่มสาระการเรียนรู้ พบว่า กลุ่มสาระการเรียรู้สุขศึกษาและพลศึกษา มีค่าผลการเรียนเฉลี่ย (GPA) สูงสุด เท่ากับ 3.58 รองลงมาคือ กลุ่มสาระการเรียนรู้กลุ่มวิชาโรงเรียนมาตรฐานสากล มีค่าผลการเรียนเฉลี่ย (GPA) เท่ากับ 3.52 ส่วนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ มีค่าผลการเรียนเฉลี่ย (GPA) ต่ำสุด เท่ากับ 2.70
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา จำแนกตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ หลังการพัฒนา ปีการศึกษา 2567 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา โดยภาพรวม มีผลการเรียนเฉลี่ย (GPA) เท่ากับ 3.13 เมื่อพิจารณาจำแนกเป็นรายกลุ่มสาระการเรียนรู้ พบว่า กลุ่มสาระการเรียรู้สุขศึกษาและพลศึกษา มีค่าผลการเรียนเฉลี่ย (GPA) สูงสุด เท่ากับ 3.63 รองลงมาคือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มีค่าผลการเรียนเฉลี่ย (GPA) เท่ากับ 3.62 ส่วนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ มีค่าผลการเรียนเฉลี่ย (GPA) ต่ำสุด เท่ากับ 2.70 สอดคล้องตามสมมติฐาน
3.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพผู้เรียน ด้านผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา ปีการศึกษา 2566-2567 พบว่า
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา หลังการพัฒนา
ปีการศึกษา 2566 พบว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 96.95 เมื่อพิจารณาจำแนกเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์รายข้อ พบว่า มีจิตสาธารณะ มีค่าร้อยละสูงสุด อยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 99.93 รองลงมาคือ รักความเป็นไทย
มีค่าร้อยละอยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 97.87 ส่วนมีวินัย มีค่าร้อยละต่ำสุด มีค่าร้อยละอยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 95.11
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา หลังการพัฒนา
ปีการศึกษา 2567 พบว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 96.23 เมื่อพิจารณาจำแนกเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์รายข้อ พบว่า รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีค่าร้อยละสูงสุด อยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 98.44 รองลงมาคือ
อยู่อย่างพอเพียง มีค่าร้อยละอยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 98.10 ส่วนมุ่งมั่นในการทำงาน มีค่าร้อยละต่ำสุด มีค่าร้อยละอยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 92.45 สอดคล้องตามสมมติฐาน
3.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพผู้เรียน ด้านผลการประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา ปีการศึกษา 2566-2567 พบว่า
สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา หลังการพัฒนา ปีการศึกษา 2566 พบว่า สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 95.44 เมื่อพิจารณาจำแนกเป็นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนรายข้อ พบว่า ความสามารถในการสื่อสาร มีค่าร้อยละสูงสุด อยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 96.35 รองลงมาคือ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี มีค่าร้อยละอยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 96.21 ส่วนความสามารถในการคิด มีค่าร้อยละต่ำสุด มีค่าร้อยละอยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 93.53
สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา หลังการพัฒนา ปีการศึกษา 2567 พบว่า สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 95.88 เมื่อพิจารณาจำแนกเป็นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนรายข้อ พบว่า ความสามารถในการสื่อสาร มีค่าร้อยละสูงสุด อยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 98.37 รองลงมาคือ ความสารถในการแก้ปัญหา มีค่าร้อยละอยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 97.21 ส่วนความสามรถในการใช้เทคโนโลยี มีค่าร้อยละต่ำสุด มีค่าร้อยละอยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 93.40 สอดคล้องตามสมมติฐาน
3.4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพผู้เรียน ด้านผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ปีการศึกษา 2566-2567 พบว่า
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน หลังการพัฒนา
ปีการศึกษา 2566 พบว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 94.74 เมื่อพิจารณาจำแนกเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนรายข้อ พบว่า กิจกรรมกีฬาสัมพันธ์ มีค่าร้อยละสูงสุด อยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 96.01 รองลงมาคือ กิจกรรมลูกบางขันรักการออม มีค่าร้อยละอยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 95.73 ส่วนกิจกรรมวันสำคัญ มีค่าร้อยละต่ำสุด มีค่าร้อยละอยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 93.18
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน หลังการพัฒนา
ปีการศึกษา 2567 พบว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 94.67 เมื่อพิจารณาจำแนกเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนรายข้อ พบว่า กิจกรรมลูกบางขันรักการออม มีค่าร้อยละสูงสุด อยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 95.58 รองลงมาคือ กิจกรรมกีฬาสัมพันธ์ มีค่าร้อยละอยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 95.44 ส่วนกิจกรรมวันสำคัญ มีค่าร้อยละต่ำสุด มีค่าร้อยละอยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 93.61 สอดคล้องตามสมมติฐาน
4. สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีต่อการพัฒนาสถานศึกษาพอเพียง : สืบสาน รักษา ต่อยอด ด้วยอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง สู่ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาที่ยั่งยืน โดยใช้กลยุทธ์ ๙ SAMART-DEE โรงเรียนบางขันวิทยา หลังการพัฒนา ปีการศึกษา 2566 และปีการศึกษา 2567 ตามความคิดเห็นของนักเรียน ครู และภาคีเครือข่ายความร่วมมือ พบว่า ปีการศึกษา 2566 โดยภาพรวมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( =4.37, S.D.=.58) เมื่อพิจารณาจำแนกตามกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า กลุ่มนักเรียนและกลุ่มภาคีเครือข่ายความร่วมมือ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( =4.37, S.D.=.67, .19) ส่วนกลุ่มครู มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากเช่นกัน ( =4.35, S.D.=.15) ปีการศึกษา 2567 โดยภาพรวมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.69, S.D.=.43) เมื่อพิจารณาจำแนกตามกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า กลุ่มภาคีเครือข่ายความร่วมมือ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.71, S.D.=.12) รองลงมาได้แก่ กลุ่มครู มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน ( =4.69, S.D.=.11 ส่วนกลุ่มนักเรียน มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน ( =4.68, S.D.=.50) สอดคล้องตามสมมติฐาน
5. สรุปผลกระทบเชิงบวกที่ปรากฏต่อสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และนักเรียน โรงเรียนบางขันวิทยา หลังการพัฒนาสถานศึกษาพอเพียง : สืบสาน รักษา ต่อยอด ด้วยอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง สู่ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาที่ยั่งยืน โดยใช้กลยุทธ์ ๙ SAMART-DEE โรงเรียนบางขันวิทยา ปีการศึกษา 2566-2568 พบว่า ตลอด 3 ปีการศึกษา สถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และนักเรียนโรงเรียนบางขันวิทยา ได้รับรางวัล รวมทั้งสิ้น 1,599 รางวัล จำแนกเป็น ได้รับรางวัลระดับชาติ จำนวน 71 รางวัล รางวัลระดับภูมิภาค จำนวน 32 รางวัล รางวัลระดับจังหวัด จำนวน 48 รางวัล และระดับเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 1,448 รางวัล และเมื่อพิจารณา จำแนกเฉพาะรางวัลระดับชาติแต่ละกลุ่ม พบว่า สถานศึกษาได้รับรางวัลระดับชาติ รวมทั้งสิ้น 13 รางวัล ผู้บริหารสถานศึกษา ได้รับรางวัลระดับชาติ รวมทั้งสิ้น 20 รางวัล ครู ได้รับรางวัลระดับชาติ รวมทั้งสิ้น 21 รางวัล นักเรียน ได้รับรางวัล ระดับชาติรวมทั้งสิ้น 17 รางวัล
แสดงให้เห็นว่าหลังการพัฒนาสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และนักเรียนโรงเรียนบางขันวิทยา ได้รับรางวัลระดับชาติ ภูมิภาค จังหวัด และเขตพื้นที่การศึกษา ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สอดคล้องตามสมมติฐาน
สรุปผลกระทบเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของผู้ปกครองนักเรียนต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนด้านจำนวนนักเรียน ณ วันที่ 10 มิถุนายน หลังการพัฒนาสถานศึกษาพอเพียง : สืบสาน รักษา ต่อยอด ด้วยอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง สู่ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาที่ยั่งยืน โดยใช้กลยุทธ์ ๙ SAMART-DEE โรงเรียนบางขันวิทยา ปีการศึกษา 2565-2568 พบว่า ตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบางขันวิทยามีจำนวนนักเรียน ณ วันที่ 10 มิถุนายน เพิ่มขึ้นทุกปีการศึกษา ดังนี้ ปีการศึกษา 2568 มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นมากที่สุด จำนวน 27 คน รองลงมาคือ ปีการศึกษา 2566 มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น จำนวน 27 คน ส่วนปีการศึกษา 2567 มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด จำนวน 10 คน
แสดงให้เห็นว่าหลังการพัฒนาสถานศึกษา ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองนักเรียนต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนด้านจำนวนนักเรียน ณ วันที่ 10 มิถุนายน หลังการพัฒนาสถานศึกษา โรงเรียนบางขันวิทยามีจำนวนนักเรียน ณ วันที่ 10 มิถุนายน เพิ่มขึ้นทุกปีการศึกษา สอดคล้องตามสมมติฐาน
ข้อเสนอแนะ
จากการวิจัยการพัฒนาสถานศึกษาพอเพียง : สืบสาน รักษา ต่อยอด ด้วยอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง สู่ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาที่ยั่งยืน โดยใช้กลยุทธ์ ๙ SAMART-DEEโรงเรียนบางขันวิทยา มีการดำเนินงานตามกลยุทธ์ ๙ SAMART-DEE ครั้งนี้ทำให้ค้นพบจุดเด่นของการเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติ ซึ่งเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางในการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของศรษฐกิจพอเพียง ด้านการศึกษาที่ยั่งยืนต่อไป
1.ข้อเสนอแนะเพื่อการนำผลการวิจัยไปใช้
การวิจัยการพัฒนาสถานศึกษาพอเพียง : สืบสาน รักษา ต่อยอด ด้วยอารยเกษตร
ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง สู่ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาที่ยั่งยืน โดยใช้กลยุทธ์ ๙ SAMART-DEE โรงเรียนบางขันวิทยา ทั้งหมด 9 องค์ประกอบ ซึ่งแต่ละองค์ประกอบมีข้อเสนอแนะ ดังนี้
1.1 องค์ประกอบที่ 1 S : Suffiecncy People (การพัฒนาบุคลากร) โรงเรียนควรจัดทำพันธสัญญาร่วมกันระหว่างผู้บริหารสถานศึกษา ครู และภาคีเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาคนและพัฒนางาน เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและสร้างความสำเร็จร่วมกันในทุกมิติ
ของการจัดการศึกษา
1.2 องค์ประกอบที่ 2 A : Appropriate Environment (การพัฒนาการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้) โรงเรียนควรมุ่งเน้นให้นักเรียนและภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนที่ดำเนินกิจกรรมพัฒนาเพื่อสร้างคุณค่าและความเป็นเจ้าของร่วมกัน
1.3 องค์ประกอบที่ 3 M : Mutual Partnership (การพัฒนาด้านความสัมพันธ์กับหน่วยงานภายนอก) โรงเรียนและครูควรมีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับหน่วยงานภายนอก และปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ภายใต้การมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายความร่วมมือให้เกิดผลเชิงประจักษ์ จนภาคีเครือข่ายให้การยอมรับและร่วมพัฒนา และร่วมขยายผลสำเร็จสู่ภายนอกอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
1.4 องค์ประกอบที่ 4 A : Active Sufficiency Learning (การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง) ครูควรมุ่งเน้นให้นักเรียนคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ และลงมือปฏิบัติจริงด้วยกระบวนการกลุ่ม เป็นการบูรณาการและเรียนรู้จากชีวิตจริง ครูผู้สอนควรให้นักเรียนทุกคนสามารถถอดบทเรียนตามหลักของเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลัก 2 3 4 3 4 อย่างต่อเนื่อง 2 เงื่อนไข (ความรู้ คุณธรรม) 3 หลักการ (พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี) 4 มิติ (มิติวัตถุ/เศรษฐกิจ มิติสังคม มิติสิ่งแวดล้อม มิติวัฒนธรรม) 3 ศาสตร์การพัฒนา (ศาสตร์พระราชา ศาสตร์สากล ศาสตร์ชาวบ้าน/ศาสตร์ภูมิปัญญาชาวบ้าน) และ 4 พระบรมราโชบาย (พระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10)
1.5 องค์ประกอบที่ 5 R : ROYAL Wisdom Integration (การจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการโครงการอารยเกษตรสืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง) โรงเรียนควรบรรจุการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง ไว้ในแผนพัฒนาสถานศึกษาระยะกลางและระยะยาว เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ไม่ขึ้นกับบุคคล
1.6 องค์ประกอบที่ 6 T : Thriving Garden Classroom (กิจกรรม 1 ห้องเรียน 1 แปลงผัก) ครูที่ปรึกษาควรมีการนิเทศ กำกับ ติดตามพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของนักเรียนในห้องเรียนเป็นรายบุคคลอย่างใกล้ชิด และเสริมแรงเชิงบวกให้แก่นักเรียนอย่างทั่วถึง ด้วยวิธีการที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างลักษณะนิสัยในการทำงานร่วมกัน
1.7 องค์ประกอบที่ 7 D : Do-It- at Home Practice (กิจกรรม 1 ครัวเรือน 1 แปลงผัก) ครูที่ปรึกษาและหรือฝ่ายบริหาร ควรระหนักและระมัดระวังในการจัดกิจกรรมคาราวาน เยี่ยมบ้าน เยี่ยมลูก เยี่ยมแปลงผัก ไม่ให้ครอบครัวรู้สึกว่าโรงเรียนไปตรวจสอบเพื่อจับผิด การดำเนินกิจกรรมแต่เป็นกิจกรรมที่มุ่งเสริมสร้างและดูแลช่วยเหลือนักเรียนดังปณิธาน รักเหมือนลูก ผูกพันดั่งญาติ เอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด
1.8 องค์ประกอบที่ 8 E : Exchange & Share (กิจกรรมตลาดนัดแบ่งปันบางขันวิทยา) เป็นกิจกรรมที่เน้นให้นักเรียนแต่ละห้องเรียนได้แลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะ และผลผลิตที่เกิดจากกิจกรรม 1 ห้องเรียน 1 แปลงผัก 1 ครัวเรือน 1 แปลงผัก เป็นเวทีที่ให้นักเรียนฝึกการค้าขาย รู้จักวางแผน และประเมินผล เน้นการให้และแบ่งปัน ดังนั้นความต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญที่โรงเรียนควรผดุงและรักษาไว้ เพื่อสร้างนิสัยพอเพียงแก่นักเรียน
1.9 องค์ประกอบที่ 9 E : Earn & Sove Ethic (กิจกรรมลูกบางขันรักการออม) เป็นกิจกรรมที่โรงเรียนมุ่งปลูกฝังวินัยการออมและการใช้จ่ายอย่างพอประมาณ และสร้างจิตสำนึกในการใช้เงินอย่างคุ้มค่า ดังนั้น การกำกับ ติดตามผลการจัดกิจกรรมโรงเรียน ไม่ควรเน้นที่จำนวนเงินที่นักเรียนได้นำมาฝากกับธนาคาร แต่มุ่งเน้นความต่อเนื่อง พฤติกรรมที่สะท้อนถึงการมีการวางแผน การใช้จ่ายการเข้าใจ และรู้คุณค่าด้วยหลักคิดพอเพียงและความซื่อสัตย์ และควรประกาศเกียรติคุณนักเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อการสร้างแรงจูงใจและสร้างแรงบันดาลใจที่เป็นแบบอย่าง
2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
2.1 ควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาของสถานศึกษากับสภาพแวดล้อมของบ้าน วัด โรงเรียน ในชุมชนที่นักเรียนอาศัยอยู่
2.2 ควรศึกษาผลกระทบเชิงบวกของการเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการศึกษาของสถานศึกษาที่ส่งผลต่อชุมชน และสังคมโดยรอบสถานศึกษา
2.3 ควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารกับการพัฒนาสถานศึกษาพอเพียงสู่ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาที่ยั่งยืน
2.4 ควรศึกษาความพึงพอใจและมุมมองของผู้ปกครองและชุมชนต่อการดำเนินงานของสถานศึกษา เพื่อสะท้อนความเข้มแข็งอย่างรอบด้าน
2.5 ควรศึกษาผลกระทบระยะยาว (Longitudinal Study) ต่อพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของผู้เรียนหลังสำเร็จการศึกษา เช่น พฤติกรรมการออม การประกอบอาชีพ การดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง