1. สภาพปัจจุบัน/ปัญหา
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทยเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์ ที่ดีต่อกันทำให้สามารถประกอบกิจธุระการงานและดำเนินชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุขและเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล สารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรมประเพณีสุนทรียภาพเป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 37) ด้วยความสำคัญดังกล่าว หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ได้กำหนดให้ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 37)
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกายความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย และเป็นพลโลกยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐานรวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตาม ศักยภาพ กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 4)
การอ่านการเขียนเป็นทักษะทางภาษาที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากในการดำรงชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน ยิ่งกว่าทุกสมัยที่ผ่านมา เพราะขณะนี้วิทยาการและเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงเจริญก้าวหน้ามากและเป็นไปอย่างรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารก็ยิ่งเพิ่มความสำคัญในธุรกิจการงานเพิ่มมากขึ้น จนสภาพของสังคมกลายเป็นสังคมข่าวสาร (Information society) รวมทั้งข้อมูลต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันจะต้องอาศัย การอ่านการเขียนจึงสามารถเข้าใจและสื่อความหมายกันได้ถูกต้อง แม้จะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการติดต่อสื่อสารแต่ก็ไม่สามารถทดแทนการอ่านการเขียนได้ตรงกันข้ามคนยุคนี้จะต้องอ่านเพิ่มขึ้นเสียอีก ฉะนั้น 2 คนเราจำเป็นต้องมีทักษะในการอ่านการเขียนด้วย กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านการเขียนมีความสำคัญเพราะจะช่วยสร้างความคิดให้เกิดกับผู้อ่านผู้เขียน ส่งเสริมและพัฒนาความรู้ให้กับผู้อ่านผู้เขียน ทำให้เกิดทักษะการสรุปข้อมูลที่ได้จากการอ่านโดยใช้การเขียนสรุปช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสารแต่ละประเภทที่มีรูปแบบของการนำเสนอที่แตกต่างกันการอ่านการเขียนสารหลายประเภทย่อมเห็นข้อที่แตกต่างกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาในการอ่านการเขียนให้สูงขึ้น การอ่านการเขียนมีหลายประเภทแต่การอ่านการเขียนระดับพื้นฐานที่นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ต้องสามารถทำได้ และเพื่อพัฒนาไปยังทักษะการอ่านการเขียนรูปแบบอื่น คือการอ่านการเขียนสะกดคำเป็นพื้นฐานมีความสำคัญและจำเป็นที่จะต้องฝึกฝนให้นักเรียนอ่านเขียนให้ถูกต้องตามอักขรวิธีตามมาตราตัวสะกดจะต้องเริ่มฝึกทักษะตั้งแต่เริ่มเรียน เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนกลุ่มสาระภาษาไทยและ กลุ่มสาระอื่น ๆ ช่วยให้เขียนได้อย่างถูกต้องนำไปใช้ในการศึกษาเล่าเรียนและในชีวิตประจำวัน
การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Leaning และแนวคิดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และทฤษฎีการเรียนรู้ ได้แก่ ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivists) ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการ สร้างสรรค์ชิ้นงาน (Constructionism) ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Thery of Co-operative Leaning) ทฤษฎีและรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการอ่าน และการตรวจสอบคุณภาพตาม กระบวนการวิจัย ทำให้ได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสามารถในการอ่านการแสวงหาความรู้พัฒนาทักษะ สมรรถนะและคุณลักษณะที่ประเทศต้องการโดยการจัดการเรียนรู้ที่เน้นบรรยากาศการเรียนรู้ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมการเรียนด้วยตนเองโดยมีทางเลือกในการเรียนรู้ที่ หลากหลาย (Many Choice) และเรียนรู้อย่างมีความสุขสามารถเชื่อมโยงความรู้ระหว่างความรู้ใหม่กับความรู้เดิมได้อย่างมีความหมายต่อตัวผู้เรียนผู้สอนเป็นผู้ช่วยเหลือและคอยอำนวยความสะดวก นอกจากนี้ผู้เรียนควรต้องมีการเรียนรู้จากประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ร่วมกัน (Social value) เน้นการปฏิบัติเน้นกระบวนการคิดขั้นสูงใช้ข้อมูลสะท้อนกลับจากการเรียนรู้ในการพัฒนาองค์ความรู้ผู้สอนจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการทำงานของสมองในบริบทและสภาพปัญหาที่ท้าทายให้ผู้เรียนเป็นผู้คิด ลงมือปฏิบัติอย่างลุ่มลึกหลากหลายและยืดหยุ่น (Piaget, 1969: Bonwell & Eison,1991) เพื่อให้พัฒนาผู้เรียนเกิดความฉลาดรู้ด้านการอ่านการเขียนผู้สอนจึงต้องปรับวิธีการจัดการเรียนรู้และผู้เรียนต้องเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของตนเอง โดยผู้สอนและผู้เรียนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ในชีวิตประจำวันโดยไม่จำกัดขอบเขต สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองทุกที่ทุกเวลาตามความสนใจความพร้อม และความสามารถของผู้เรียน (Richardson: 2016) นอกจากนี้การจัดการเรียนรู้ควรเน้นการนำความรู้และสามารถถ่ายโยงความรู้ไปประยุกต์ใช้ในบริบทอื่น ๆ ได้ ซึ่งการจัดการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ (Active Learning) จะช่วยให้ผู้เรียนนำตนเองและฝึกฝนทักษะของตน การเรียนรู้จึงมีความหมายเชื่อมโยงกับบริบทภายนอกที่เป็นปัจจุบันและอนาคตช่วยเพิ่มพูนทักษะซึ่งเป็นฐานของทักษะอื่น ๆ ขยายประสบการณ์และพัฒนาความเข้าใจสิ่งที่ทำให้ลุ่มลึกขึ้น
ในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น ผู้เรียนจะต้องมีทักษะ ในการวิเคราะห์ และมีวิจารณญาณ เพื่อให้เท่าทันยุคสมัยปัจจุบันมากขึ้นโดย สุไม บิลไบ (2558: 2-4) ได้กำหนดทักษะของผู้เรียนไว้ดังนี้1) ทักษะการคิดวิจารณญาณ (critical thinking) ผู้เรียนสามารถคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ สามารถประเมินผลและประยุกต์ใช้ข้อมูลสารสนเทศ และความรู้ต่าง ๆ ได้อย่างมีเหตุมีผล 2) ทักษะการทำงานร่วมกัน (collaboration skill) ผู้เรียนสามารถ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีความเป็นผู้นำ เป็นผู้ตาม สามารถแสดงความคิดเห็นและยอมรับ ความคิดเห็นของผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม ทำให้งานของส่วนรวมประสบความสำเร็จ บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) ทักษะการสื่อสาร (communication skill) ผู้เรียนสามารถสื่อสารกับเพื่อน ครูผู้สอนและบุคคลอื่น ๆ ในการทำงานร่วมกัน การสื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความคิดเห็นระหว่าง กันได้ รวมถึงสามารถอธิบาย และนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้ผู้อื่นรับรู้ โดยใช้ภาษาที่ถูกต้องและสื่อสารได้อย่าง ชัดเจน เข้าใจได้ง่าย (4) ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking) ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ต้องมี ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานในการเรียนรู้ การประยุกต์ความรู้ไปใช้อย่างสร้างสรรค์รวมถึงสามารถ สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ สิ่งประดิษฐ์ เทคนิค วิธีการหรือกระบวนการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและ สังคมได้(5) ทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (digital skill) ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ต้องมีความรู้เกี่ยวกับ การใช้เทคโนโลยีเพื่อการค้นคว้า การเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการแบ่งปันความรู้ร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม สามารถคัดกรองข้อมูล วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินข้อมูลได้อย่างเหมาะสม สามารถแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มีจริยธรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ทำผิด กฎหมายเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 6) ทักษะทางอาชีพและการใช้ชีวิต (career skill & life skill) ได้แก่ รู้จักปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงทั้งบทบาทหน้าที่ บริบท สภาพแวดล้อม และสถานภาพที่ได้รับ มีความยืดหยุ่นในการทำงานและการดำรงชีวิต มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นผู้นำ มีความเป็นตัวของตัวเองที่มีศักยภาพ และความสามารถหลากหลาย สามารถทำงานได้หลายหน้าที่และจัดสรรแบ่งเวลาได้เหมาะสม ระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต รวมถึงสามารถจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ในที่ทำงาน และในการใช้ชีวิตได้อย่างมีเหตุมีผล ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีภาวะผู้นำ และมีความ รับผิดชอบ ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมจรรยา และยึดถือจรรยาบรรณในวิชาชีพของตนอย่างเคร่งครัด
ปัญหาต่าง ๆ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญเกี่ยวกับวิชาชีพครูไม่ว่าจะเป็น ครูสอนไม่ตรงตามวิชาที่ตนเอง สำเร็จการศึกษา ครูในบางสาขาวิชาขาดแคลน ครูได้รับการบรรจุใหม่มีประสบการณ์น้อย การผลิตครูที่ไม่มี คุณภาพเป็นต้น เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อนักเรียนเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2552 อ้างถึงในสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2558) ได้ศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาในการจัดการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และได้สังเคราะห์สภาพและปัญหาด้านครูผู้สอน ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าปัญหาที่เกิดจากตัว ครูได้แก่ ครูผู้สอนไม่ได้จบการศึกษาในวิชาที่สอน ส่งผลให้การจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระวิชานั้นขาดประสิทธิภาพ แต่จากการศึกษางานวิจัยของ รชากานต์ เคนชมภู (2558) พบว่า ครูผู้สอนไม่ตรงวิชาเอกที่จบมา มีอิทธิพลต่อคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งหมายความว่ามีครูผู้สอนที่จบไม่ตรงวิชาก็สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการวิจัยดังกล่าว เป็นที่น่าสนใจว่าครูผู้สอนไม่ตรงวิชาเอกที่จบสามารถพัฒนาตนเองในการสอนได้อย่างไรจึงไม่ส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนการตั้งสมมติฐานส่วนหนึ่งที่สามารถเป็นไปได้คือ แม้ว่าครูมีความรู้ในเนื้อหารายวิชาน้อยเพราะจบไม่ตรงวิชาเอกหรือวิธีการสอนที่ยังไม่ดีและเหมาะสมมากพอกับนักเรียน ซึ่งเป็นปัญหาในขั้นแรกของการเป็นครูสอนในวิชาที่ตนเองไม่ถนัดแต่ด้วยความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ครูผู้สอนมีการพัฒนาตนเองด้วยการเข้ารับการอบรมที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานองค์กรสังกัด และด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้การสืบค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมความรู้ด้วยตนเองทำได้ง่ายยิ่งขึ้น ครูจึงสามารถศึกษาความรู้ใหม่ๆ ได้หลากหลายช่องทางทั้งจากหนังสือ ยูทูป (youtube) หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ
จากความสำคัญของการอ่านและการเขียนดังกล่าว หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการและผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ได้พยายามส่งเสริมและยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนภาษาไทยในช่วงระยะ10 ปีที่ผ่านมาแต่ยังพบว่าการพัฒนาทักษะการอ่านการเขียนของนกัเรียน ยังมีปัญหาที่ส่งผลต่อการอ่านการเขียนของนกัเรียนดงัที่กระทรวงศึกษาธิการ(2544 :4)ได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาสำคัญโดยดูจากรายงานผลการทดสอบระดับชาติ (O-Net) ของนกัเรียนส่วนใหญ่ต่ำกว่าร้อยละ50 ใน ทุกรายวิชาการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยของนักเรียนทุกระดับอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 รวมทั้งการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้ของผู้เรียนทุกระดับสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2550 : 11)กล่าวถึงขอ้ มูลนกัเรียนที่มีปัญหาการอ่านการเขียน สรุปได้ วา่ นกัเรียนปกติชั้นประถมศึกษาปีที่2 ปีการศึกษา 2549 จานวน 637,004คน มีนักเรียนที่มีปัญหาการอ่านการเขียนจำนวน 79,358 คน คิดเป็นร้อยละ 12.45 และจากผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นกัเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 ปีการศึกษา 2551ทั่วประเทศ(อ้างถึงใน ฟาฏินา วงศเ์ลขา, 2552 : บทความ) ซึ่งสาเหตุสำคัญของการอ่านการเขียนผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่สำคัญว่ามาจากหลายสาเหตุดังเช่น สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย(์อ้างถึงใน สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นนฐาน, 2550 : 11) ได้ทำการศึกษาสังเคราะห์สภาพและสาเหตุของปัญหาที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนอ่านภาษาไทยสรุปได้ว่า ปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรง มีทั้ง 1) ปัญหาเกี่ยวกับตวัครูครูไม่เข้าใจวิธีสอนอ่านอย่างแท้จริง 2) ปัญหาเกี่ยวกับตัวนักเรียนซึ่งมาจากสังคมที่มีลักษณะแตกต่างกันและมีระดับความสามารถในการอ่าน แตกต่างกนั 3) ปัญหาเกี่ยวกบั ทางโรงเรียน เช่น ขาดวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการพัฒนาการอ่านไม่เพียงพอและมีอีกหลายสาเหตุอาทิเช่น นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะการเขียนภาษาไทยสาเหตุคือ ขาดการจัดหาสื่อการเรียนการสอนและผลิตสื่อการเรียนการสอนที่ เหมาะสมกับเนื้อหาขาดสื่อการเรียนการสอนที่เร้าใจนักเรียนให้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ประกอบกับเวลาที่ใช้ในการเรียนน้อยเกินไปจึงทำให้ครูบางส่วนไม่นิยมใช้สื่อการเรียนการสอน ครูบางส่วนยงัใช้วิธีสอนที่เน้น การบรรยายมากกว่า วิธีให้นักเรียนคิดเองทำเองแกปัญหาเอง และครูบางส่วนขาดความเอาใจใส่ในการนำเทคนิควิธีการสอนมากระตุ้น ให้นักเรียนเกิดแนวคิดที่จะเขียนเด็กยากจนต้องขาดเรียนบ่อย ๆ จนเวลาเรียนไม่ครบ ขาดแคลนครูครูไม่สอนแบบแจกลูกสะกดคำไม่มีการสอนให้ผันเสียง นักเรียนจึงอ่านไม่ได้เพราะนโยบายไม่มีซ้ำชั้น ปล่อยให้เด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เลื่อนชั้นขึ้นมา หนังสือเรียนยุคนี้ไม่ดีพอขาดประสิทธิภาพในขั้นตอนจากง่ายไปหายาก และขาดระบบในการนาฝึกที่ดีผู้บริหารวางตัวครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมไม่เข้าใจวิถีภาษาไทยเหล่านี้เป็นต้นนอกจากนี้สมรรถภาพที่เป็นปัญหาของทักษะการอ่านการเขียน คือการออกเสียง พยัญชนะ สระคำควบกล้ำไม่ชัดเจน การแจกลูก สะกดคำการใช้หลักภาษาไม่ถูกต้อง ซึ่งการแจกลูกสะกดคำจำเป็นมากสำหรับผู้เริ่มเรียน หากครูไม่ได้สอนแจกลูกสะกดคำแก่นักเรียนในระยะเริ่มเรียน การอ่านของนักเรียนจะขาดหลักเกณฑ์ในการประสมคำ เมื่ออ่านหนังสือมากขึ้นทำให้สับสน อ่านหนังสือไม่ออก และเขียนหนังสือผิด และจากมุมมองทางด้าน การศึกษาของนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ (สำนักงาน เลขาธิการสภาการศึกษา, 2558 : 3) ได้กล่าวถึงปัญหาด้านการเรียนรู้และคุณภาพผู้เรียนว่าเด็กไทยยังมีปัญหาเกี่ยวกับการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้มีจุดอ่อนในการเขียนเรียงความ การร่างหนังสือการสรุปความ ย่อความ เรียกได้ว่า เขียนหนังสือไม่เป็น ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเขียนได้อ่านคล่องเขียนคล่อง ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการสื่อสารให้แก่ประชาชนตั้งแต่วัยเยาว์เพื่อให้สามารถเรียนรู้ในระดับที่ซับซ้อนขึ้นเมื่อเติบใหญ่จนกระทั้งสามารถดูแลตัวเอง มีอาชีพและมีรายได้ เป็นนักคิดและเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งยาวนาน 14-15 ปี หรือในวัยของการศึกษาภาคบังคับ จึงจำเป็นต้องพัฒนาการศึกษาในช่วงนี้ให้มั่นคง โดยพิจารณาว่าการอ่านออกเขียนได้อ่านคล่องเขียนคล่อง และสื่อสารได้เป็นพื้นฐานที่สำคัญสูงสุดอันดับแรก ๆ ของการพัฒนาขีดความสามารถของผู้เรียนจากข้อมูลความสำคัญสภาพปัญหา และสาเหตุที่ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะการอ่านการเขียนของนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน ที่ต้องร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาการอ่านการเขียนของนักเรียนปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 จึงกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาพัฒนาการ อ่านการเขียนภาษาไทยให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 ทุกคน อ่านออกเขียนได้โดยเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาการอ่านการเขียนภาษาไทย ให้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนในสังกัดทั่วประเทศ ปี งบประมาณ พ.ศ. 2551 มีเป้าหมายให้นกัเรียนช่วงชั้นที่1 และช่วงชั้นที่2 อ่านคล่อง เขียนคล่อง มีความรู้ ความสามารถตามมาตรฐานของหลกัสูตรและส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้รูปแบบวิธิีสอนอื่น ๆ ที่ได้ผลให้กว้างขวาง ทุกเขตพื้นที่การศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, มปพ, : 4-5) ในช่วงตั้งแต่ปี2552-2561 เป็นต้นมา มีนโยบายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการอ่านการเขียน ได้แก่ นโยบายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552-2561) มุ่งเน้นให้มีการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ กำหนดวิสัยทัศน์คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ และมีนโยบายที่ส่งเสริมการ อ่านโดยตรงคือคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวนั ที่5 สิงหาคม 2552กำหนดให้ 1) การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ2) วันที่ 2 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้าย วันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นวนัรักการอ่าน 3) กำหนดให้ปี2552-2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน 4) ให้มีคณะกรรมการ ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นกลไกขับเคลื่อนการส่งเสริมการอ่านให้เกิดเป็นรูปธรรม (สำนักอุทยานการเรียนรู้ TK Park, 2554 : 10-11) ปี 2557 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดนโยบายการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภาษาไทย โดยมีมาตรการเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้และสื่อสารได้และปี2557 มีเป้าหมายเชิงคุณภาพ คือการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยให้สูงขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 5 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทุกคนอ่านออกเขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4ขึ้นไปอ่านคล่องเขียนคล่องอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้ ซึ่งดำเนินการทั้งระดับภูมิภาคและการดำเนินงานของส่วนกลางมีผลการดำเนินงานตามสภาพ และบริบทของแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2557 : คำนำ) และปี 2558กระทรวงศึกษาธิการประกาศ นโยบาย ปี 2558 เป็นปีปลอดนกัเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่อจบชั้น ป.1 ต้องอ่านออกเขียนได้และมีมาตรการประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรมมีโครงการหลากหลาย อาทิ โครงการเร่งรัดคุณภาพการอ่านออกเขียนได้อ่านคล่องเขียนคล่องและสื่อสารได้และโครงการพลิกโฉมโรงเรียน ป.1อ่านออกเขียนได้ใน 1 ปีส่วนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษา กำหนดแผนงานโครงการและกิจกรรมตามเป้าหมายที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด คือการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยให้สูงขึ้นอย่างน้อยร้อยละ3 นักเรียนทุกคนอ่านออกเขียนได้อ่านคล่องเขียนคล่องและสื่อสารได้นอกจากนี้ในปี 2559 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนด 12แผนการดำเนินการที่สำคัญในปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ในเรื่องการพัฒนาการอ่านออกเขียนได้เพื่อพลิกโฉม โรงเรียนตามแนวทางการพัฒนาสมองที่มีการดำเนินงานที่สำคัญ คือ Brain-Based Learning การแจกลูกสะกดคำการสอนเสริม การใช้้เทคโนโลยีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมด้วยระบบ DLTV การจัดทำหนังสือ สื่อ นวตักรรม การแก้ปัญหาอ่านเขียนภาษาไทยทุกระดับชั้นและปี2560 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานประกาศนโยบายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 เป็นยุทธศาสตร์และจุดเน้นที่สำคัญด้านการอ่านการเขียน คือ ตัวชี้วัดด้านหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนระดับก่อนประถมศึกษาทุกคนได้รับการเตรียมความพร้อมตามช่วงวัย ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 ทุกคนอ่านออกเขียนได้และผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 ขึ้นนไปทุกคนอ่านคล่องเขียนคล่องจะเห็นได้ว่าทักษะการอ่านการเขียนมีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพของนักเรียนโดยเฉพาะนักเรียนในระดับเริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1-3 เนื่องจากเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น
ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาไทยจะเป็นเรื่องมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ซึ่งต่อยอดมาจากระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนเรื่องมาตราตัวสะกดที่ตรงมาตรา ได้แก่มาตรา แม่กน แม่กก แม่กบ และแม่กด ทำให้ความยากในเนื้อหาเพิ่มขึ้นจากระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 การเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นการเรียนเกี่ยวกับมาตราตัวสะกดในมาตราต่าง ๆ แบบตรงตัว เช่นมาตราตัวสะกดในแม่กน คือ น มาตราตัวสะกดในแม่กก คือ ก ซึ่งแต่ละมาตราจะประกอบไปด้วยสมาชิกเพียงตัวเดียวและตรงกับชื่อในแต่ละมาตราทำให้ง่ายต่อการจดจำของผู้เรียนแต่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 นักเรียนจะต้องเรียนมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตราซึ่งต่อยอดมาจากระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แต่ในแต่ละมาตราจะประกอบไปด้วยจำนวนสมาชิกที่มากขึ้น เช่น มาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตราในแม่กน ประกอบไปด้วย ญ ณ ร ล ฬ มาตราแม่กก ที่ไม่ตรงมาตราประกอบไปด้วย ข ค ฆ และสมาชิกที่เป็นตัวสะกดในแต่ละมาตราที่เพิ่มขึ้นจากระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 นี้ ทำให้เกิดปัญหาต่อการเรียนคือเมื่อนักเรียนได้รับการสอนโดยการเพิ่มจำนวนมาตราตัวสะกดที่มากขึ้น นักเรียนจะเริ่มสับสนในแต่ละมาตราไม่สามารถแยกได้ว่าตัวสะกดนั้น ๆ อยู่ในมาตราใด เมื่อเรียนจำนวนตัวสะกดในแต่ละมาตราเพิ่มขึ้น คำศัพท์ที่นักเรียนควรรู้จักจึงเพิ่มมากขึ้น ทำให้นักเรียนค่อนข้างจากปัญหาข้างต้นครูผู้สอนจึงได้ศึกษาข้อมูล ค้นหากระบวนการแก้ไขปัญหาเพิ่มเติมโดยใช้หลักการ กระบวนการเรียนการสอน Active Learning ซึ่งครูผู้สอนจำเป็นต้องใช้กลวิธีและเทคนิคที่หลากหลายเพื่อกระตุ้นสมองของนักเรียนโดยใช้เทคนิคการสอนที่หลากลาย ดังนั้นการสอนที่ดีต้องสอดคล้องกับการที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามเป้าหมายของการศึกษานั้น ขึ้นอยู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ดังนั้นขั้นตอนที่นำมาเป็นกระบวนการสอนนั้นจะสอนตามหลักการ Active Learning การให้ผู้เรียนมีบทบาทในการแสวงหาความรู้และเรียนรู้อย่างมีปฏิสัมพันธ์จนเกิดความรู้ ความเข้าใจนำไปประยุกต์ใช้ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่าหรือ สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และพัฒนาตนเองเต็มความสามารถรวมถึงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เขาได้มีโอกาสร่วมอภิปรายให้มีโอกาสฝึกทักษะการสื่อสาร โดยอาจเริ่มจากรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคลแล้ววางแผนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับลักษณะของผู้เรียนรวมทั้งสร้างโอกาสให้เขาได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องจดจำคำศัพท์ได้ยากหรือบางคนถึงขั้นสับสน ซึ่งส่งผลต่อการเขียนคำศัพท์โดยใช้ตัวสะกดในมาตรานั้นๆให้ถูกต้อง การเรียนภาษาไทย ทักษะที่สำคัญอีกอย่างที่ใช้ในระดับนี้คือการจดจำ เนื่องจากนักเรียนต้องจดจำคำศัพท์จึงจะทำให้เขียนถูกต้องและการฝึกเขียนซ้ำ ๆจะช่วยให้จดจำได้ดียิ่งขึ้น แต่ในทางของการจัดการเรียนการสอนโดยการเริ่มเพิ่มจำนวนคลังคำศัพท์ที่มากขึ้นแบบที่ต้องทำซ้ำๆ เพื่อช่วยในการจดจำจะทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายในคำศัพท์เดิมๆ ทั้งที่ตนเองยังจำไม่ได้หรือเขียนไม่ถูก และยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงเกิดความเบื่อหน่ายในการเรียนวิชาภาษาไทย
การออกแบบกระบวนการออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ADDIE Model นั้นเป็นกระบวนการที่ใช้โดยนักพัฒนาการฝึกอบรมและนักออกแบบการสอนหรือ e-Learning เพื่อวางแผนและสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายคือ การออกแบบให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ด้วยการวิเคราะห์ที่สาเหตุของปัญหา คิดค้นขึ้นโดย ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริดา ถือเป็นรูปแบบที่ใช้กันมากที่สุดสำหรับ การออกแบบการเรียนการสอน ห้าขั้นตอนเชื่อมต่อและเชื่อมโยงกันและแบบ จำลองสามารถปรับ ให้เข้ากับทุกสภาพแวดล้อม และได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าอย่างเหลือเชื่อสำหรับการออกแบบ การสอนที่ซับซ้อนและมีขนาดใหญ่ (ADDIE Model คืออะไร, 2565 : ออนไลน์) โดยแบ่งขั้นตอน ออกเป็น 6 ขั้นตอนได้แก่ 1) การวิเคราะห์ความต้องการจ าเป็น 2) การออกแบบ 3) การพัฒนา 4) การน าไปใช้และ 5) การประเมินผล จะเห็นได้ว่าทั้งกระบวนการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน และกระบวนการ ADDIE Model มีความสอดคล้องกันโดยเป็นกระบวนการจัดการเรียนการสอน และออกแบบนวัตกรรมอย่างเป็นระบบตามแนวทางแก้ปัญหาเชิงวิทยาศาสตร์(Scientific Method) ที่สามารถนำมาใช้ในการออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับครูได้อย่างเป็นระบบ
จากสภาพปัญหาและการศึกษารูปแบบการสอนของผู้วิจัย ซึ่งผู้วิจัยเห็นความสำคัญตามนโยบาย สพป.พิษณุโลก เขต 3 ปีการศึกษา 2568 นักเรียนอ่านออก เขียนได้ทุกคนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3ห้องเรียนคุณภาพ ปีการศึกษา2568 ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านการเขียนโดยใช้ ADDIE โมเดล ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3 ห้องเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาปีที่ 2 ทำให้ผู้เรียนผ่านการทดสอบการอ่านและการเขียนที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 กำหนดไว้ต่อไป
วัตถุประสงค์
1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ ADDIE โมเดล ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3 ห้องเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาปีที่ 2
2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้ ADDIE โมเดล ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3 ห้องเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาปีที่ 2 เป้าหมาย
เป้าหมายเชิงปริมาณ
1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้ ADDIE โมเดล ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3 ห้องเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาปีที่ 2 ผ่านร้อยละ 100
2.ผู้เรียนร้อยละ 80 แสดงความพึงพอใจในระดับมาก ต่อทางการเรียนโดยใช้ ADDIE โมเดล ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3 ห้องเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาปีที่ 2
เป้าหมายเชิงคุณภาพ
1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้ ADDIE โมเดล ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3 ห้องเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเพิ่มขึ้น
2.ผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับมาก ต่อทางการเรียนโดยใช้ ADDIE โมเดล ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3 ห้องเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาปีที่ 2