ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
Advertisement

การพัฒนาทักษะการอ่านการเขียนโดยใช้ ADDIE โมเดล ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3 ”ห้องเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาปีที่ 2

1. สภาพปัจจุบัน/ปัญหา

ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทยเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์ ที่ดีต่อกันทำให้สามารถประกอบกิจธุระการงานและดำเนินชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุขและเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล สารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรมประเพณีสุนทรียภาพเป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 37) ด้วยความสำคัญดังกล่าว หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ได้กำหนดให้ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 37)

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกายความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย และเป็นพลโลกยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐานรวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตาม ศักยภาพ กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 4)

การอ่านการเขียนเป็นทักษะทางภาษาที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากในการดำรงชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน ยิ่งกว่าทุกสมัยที่ผ่านมา เพราะขณะนี้วิทยาการและเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงเจริญก้าวหน้ามากและเป็นไปอย่างรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารก็ยิ่งเพิ่มความสำคัญในธุรกิจการงานเพิ่มมากขึ้น จนสภาพของสังคมกลายเป็นสังคมข่าวสาร (Information society) รวมทั้งข้อมูลต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันจะต้องอาศัย การอ่านการเขียนจึงสามารถเข้าใจและสื่อความหมายกันได้ถูกต้อง แม้จะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการติดต่อสื่อสารแต่ก็ไม่สามารถทดแทนการอ่านการเขียนได้ตรงกันข้ามคนยุคนี้จะต้องอ่านเพิ่มขึ้นเสียอีก ฉะนั้น 2 คนเราจำเป็นต้องมีทักษะในการอ่านการเขียนด้วย กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านการเขียนมีความสำคัญเพราะจะช่วยสร้างความคิดให้เกิดกับผู้อ่านผู้เขียน ส่งเสริมและพัฒนาความรู้ให้กับผู้อ่านผู้เขียน ทำให้เกิดทักษะการสรุปข้อมูลที่ได้จากการอ่านโดยใช้การเขียนสรุปช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสารแต่ละประเภทที่มีรูปแบบของการนำเสนอที่แตกต่างกันการอ่านการเขียนสารหลายประเภทย่อมเห็นข้อที่แตกต่างกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาในการอ่านการเขียนให้สูงขึ้น การอ่านการเขียนมีหลายประเภทแต่การอ่านการเขียนระดับพื้นฐานที่นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ต้องสามารถทำได้ และเพื่อพัฒนาไปยังทักษะการอ่านการเขียนรูปแบบอื่น คือการอ่านการเขียนสะกดคำเป็นพื้นฐานมีความสำคัญและจำเป็นที่จะต้องฝึกฝนให้นักเรียนอ่านเขียนให้ถูกต้องตามอักขรวิธีตามมาตราตัวสะกดจะต้องเริ่มฝึกทักษะตั้งแต่เริ่มเรียน เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนกลุ่มสาระภาษาไทยและ กลุ่มสาระอื่น ๆ ช่วยให้เขียนได้อย่างถูกต้องนำไปใช้ในการศึกษาเล่าเรียนและในชีวิตประจำวัน

การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Leaning และแนวคิดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และทฤษฎีการเรียนรู้ ได้แก่ ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivists) ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการ สร้างสรรค์ชิ้นงาน (Constructionism) ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Thery of Co-operative Leaning) ทฤษฎีและรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการอ่าน และการตรวจสอบคุณภาพตาม กระบวนการวิจัย ทำให้ได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสามารถในการอ่านการแสวงหาความรู้พัฒนาทักษะ สมรรถนะและคุณลักษณะที่ประเทศต้องการโดยการจัดการเรียนรู้ที่เน้นบรรยากาศการเรียนรู้ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมการเรียนด้วยตนเองโดยมีทางเลือกในการเรียนรู้ที่ หลากหลาย (Many Choice) และเรียนรู้อย่างมีความสุขสามารถเชื่อมโยงความรู้ระหว่างความรู้ใหม่กับความรู้เดิมได้อย่างมีความหมายต่อตัวผู้เรียนผู้สอนเป็นผู้ช่วยเหลือและคอยอำนวยความสะดวก นอกจากนี้ผู้เรียนควรต้องมีการเรียนรู้จากประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ร่วมกัน (Social value) เน้นการปฏิบัติเน้นกระบวนการคิดขั้นสูงใช้ข้อมูลสะท้อนกลับจากการเรียนรู้ในการพัฒนาองค์ความรู้ผู้สอนจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการทำงานของสมองในบริบทและสภาพปัญหาที่ท้าทายให้ผู้เรียนเป็นผู้คิด ลงมือปฏิบัติอย่างลุ่มลึกหลากหลายและยืดหยุ่น (Piaget, 1969: Bonwell & Eison,1991) เพื่อให้พัฒนาผู้เรียนเกิดความฉลาดรู้ด้านการอ่านการเขียนผู้สอนจึงต้องปรับวิธีการจัดการเรียนรู้และผู้เรียนต้องเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของตนเอง โดยผู้สอนและผู้เรียนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ในชีวิตประจำวันโดยไม่จำกัดขอบเขต สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองทุกที่ทุกเวลาตามความสนใจความพร้อม และความสามารถของผู้เรียน (Richardson: 2016) นอกจากนี้การจัดการเรียนรู้ควรเน้นการนำความรู้และสามารถถ่ายโยงความรู้ไปประยุกต์ใช้ในบริบทอื่น ๆ ได้ ซึ่งการจัดการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ (Active Learning) จะช่วยให้ผู้เรียนนำตนเองและฝึกฝนทักษะของตน การเรียนรู้จึงมีความหมายเชื่อมโยงกับบริบทภายนอกที่เป็นปัจจุบันและอนาคตช่วยเพิ่มพูนทักษะซึ่งเป็นฐานของทักษะอื่น ๆ ขยายประสบการณ์และพัฒนาความเข้าใจสิ่งที่ทำให้ลุ่มลึกขึ้น

ในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น ผู้เรียนจะต้องมีทักษะ ในการวิเคราะห์ และมีวิจารณญาณ เพื่อให้เท่าทันยุคสมัยปัจจุบันมากขึ้นโดย สุไม บิลไบ (2558: 2-4) ได้กำหนดทักษะของผู้เรียนไว้ดังนี้1) ทักษะการคิดวิจารณญาณ (critical thinking) ผู้เรียนสามารถคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ สามารถประเมินผลและประยุกต์ใช้ข้อมูลสารสนเทศ และความรู้ต่าง ๆ ได้อย่างมีเหตุมีผล 2) ทักษะการทำงานร่วมกัน (collaboration skill) ผู้เรียนสามารถ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีความเป็นผู้นำ เป็นผู้ตาม สามารถแสดงความคิดเห็นและยอมรับ ความคิดเห็นของผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม ทำให้งานของส่วนรวมประสบความสำเร็จ บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) ทักษะการสื่อสาร (communication skill) ผู้เรียนสามารถสื่อสารกับเพื่อน ครูผู้สอนและบุคคลอื่น ๆ ในการทำงานร่วมกัน การสื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความคิดเห็นระหว่าง กันได้ รวมถึงสามารถอธิบาย และนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้ผู้อื่นรับรู้ โดยใช้ภาษาที่ถูกต้องและสื่อสารได้อย่าง ชัดเจน เข้าใจได้ง่าย (4) ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking) ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ต้องมี ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานในการเรียนรู้ การประยุกต์ความรู้ไปใช้อย่างสร้างสรรค์รวมถึงสามารถ สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ สิ่งประดิษฐ์ เทคนิค วิธีการหรือกระบวนการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและ สังคมได้(5) ทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (digital skill) ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ต้องมีความรู้เกี่ยวกับ การใช้เทคโนโลยีเพื่อการค้นคว้า การเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการแบ่งปันความรู้ร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม สามารถคัดกรองข้อมูล วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินข้อมูลได้อย่างเหมาะสม สามารถแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มีจริยธรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ทำผิด กฎหมายเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 6) ทักษะทางอาชีพและการใช้ชีวิต (career skill & life skill) ได้แก่ รู้จักปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงทั้งบทบาทหน้าที่ บริบท สภาพแวดล้อม และสถานภาพที่ได้รับ มีความยืดหยุ่นในการทำงานและการดำรงชีวิต มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นผู้นำ มีความเป็นตัวของตัวเองที่มีศักยภาพ และความสามารถหลากหลาย สามารถทำงานได้หลายหน้าที่และจัดสรรแบ่งเวลาได้เหมาะสม ระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต รวมถึงสามารถจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ในที่ทำงาน และในการใช้ชีวิตได้อย่างมีเหตุมีผล ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีภาวะผู้นำ และมีความ รับผิดชอบ ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมจรรยา และยึดถือจรรยาบรรณในวิชาชีพของตนอย่างเคร่งครัด

ปัญหาต่าง ๆ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญเกี่ยวกับวิชาชีพครูไม่ว่าจะเป็น ครูสอนไม่ตรงตามวิชาที่ตนเอง สำเร็จการศึกษา ครูในบางสาขาวิชาขาดแคลน ครูได้รับการบรรจุใหม่มีประสบการณ์น้อย การผลิตครูที่ไม่มี คุณภาพเป็นต้น เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อนักเรียนเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2552 อ้างถึงในสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2558) ได้ศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาในการจัดการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และได้สังเคราะห์สภาพและปัญหาด้านครูผู้สอน ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าปัญหาที่เกิดจากตัว ครูได้แก่ ครูผู้สอนไม่ได้จบการศึกษาในวิชาที่สอน ส่งผลให้การจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระวิชานั้นขาดประสิทธิภาพ แต่จากการศึกษางานวิจัยของ รชากานต์ เคนชมภู (2558) พบว่า ครูผู้สอนไม่ตรงวิชาเอกที่จบมา มีอิทธิพลต่อคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งหมายความว่ามีครูผู้สอนที่จบไม่ตรงวิชาก็สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการวิจัยดังกล่าว เป็นที่น่าสนใจว่าครูผู้สอนไม่ตรงวิชาเอกที่จบสามารถพัฒนาตนเองในการสอนได้อย่างไรจึงไม่ส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนการตั้งสมมติฐานส่วนหนึ่งที่สามารถเป็นไปได้คือ แม้ว่าครูมีความรู้ในเนื้อหารายวิชาน้อยเพราะจบไม่ตรงวิชาเอกหรือวิธีการสอนที่ยังไม่ดีและเหมาะสมมากพอกับนักเรียน ซึ่งเป็นปัญหาในขั้นแรกของการเป็นครูสอนในวิชาที่ตนเองไม่ถนัดแต่ด้วยความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ครูผู้สอนมีการพัฒนาตนเองด้วยการเข้ารับการอบรมที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานองค์กรสังกัด และด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้การสืบค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมความรู้ด้วยตนเองทำได้ง่ายยิ่งขึ้น ครูจึงสามารถศึกษาความรู้ใหม่ๆ ได้หลากหลายช่องทางทั้งจากหนังสือ ยูทูป (youtube) หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ

จากความสำคัญของการอ่านและการเขียนดังกล่าว หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการและผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ได้พยายามส่งเสริมและยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนภาษาไทยในช่วงระยะ10 ปีที่ผ่านมาแต่ยังพบว่าการพัฒนาทักษะการอ่านการเขียนของนกัเรียน ยังมีปัญหาที่ส่งผลต่อการอ่านการเขียนของนกัเรียนดงัที่กระทรวงศึกษาธิการ(2544 :4)ได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาสำคัญโดยดูจากรายงานผลการทดสอบระดับชาติ (O-Net) ของนกัเรียนส่วนใหญ่ต่ำกว่าร้อยละ50 ใน ทุกรายวิชาการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยของนักเรียนทุกระดับอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 รวมทั้งการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้ของผู้เรียนทุกระดับสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2550 : 11)กล่าวถึงขอ้ มูลนกัเรียนที่มีปัญหาการอ่านการเขียน สรุปได้ วา่ นกัเรียนปกติชั้นประถมศึกษาปีที่2 ปีการศึกษา 2549 จานวน 637,004คน มีนักเรียนที่มีปัญหาการอ่านการเขียนจำนวน 79,358 คน คิดเป็นร้อยละ 12.45 และจากผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นกัเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 ปีการศึกษา 2551ทั่วประเทศ(อ้างถึงใน ฟาฏินา วงศเ์ลขา, 2552 : บทความ) ซึ่งสาเหตุสำคัญของการอ่านการเขียนผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่สำคัญว่ามาจากหลายสาเหตุดังเช่น สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย(์อ้างถึงใน สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นนฐาน, 2550 : 11) ได้ทำการศึกษาสังเคราะห์สภาพและสาเหตุของปัญหาที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนอ่านภาษาไทยสรุปได้ว่า ปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรง มีทั้ง 1) ปัญหาเกี่ยวกับตวัครูครูไม่เข้าใจวิธีสอนอ่านอย่างแท้จริง 2) ปัญหาเกี่ยวกับตัวนักเรียนซึ่งมาจากสังคมที่มีลักษณะแตกต่างกันและมีระดับความสามารถในการอ่าน แตกต่างกนั 3) ปัญหาเกี่ยวกบั ทางโรงเรียน เช่น ขาดวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการพัฒนาการอ่านไม่เพียงพอและมีอีกหลายสาเหตุอาทิเช่น นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะการเขียนภาษาไทยสาเหตุคือ ขาดการจัดหาสื่อการเรียนการสอนและผลิตสื่อการเรียนการสอนที่ เหมาะสมกับเนื้อหาขาดสื่อการเรียนการสอนที่เร้าใจนักเรียนให้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ประกอบกับเวลาที่ใช้ในการเรียนน้อยเกินไปจึงทำให้ครูบางส่วนไม่นิยมใช้สื่อการเรียนการสอน ครูบางส่วนยงัใช้วิธีสอนที่เน้น การบรรยายมากกว่า วิธีให้นักเรียนคิดเองทำเองแกปัญหาเอง และครูบางส่วนขาดความเอาใจใส่ในการนำเทคนิควิธีการสอนมากระตุ้น ให้นักเรียนเกิดแนวคิดที่จะเขียนเด็กยากจนต้องขาดเรียนบ่อย ๆ จนเวลาเรียนไม่ครบ ขาดแคลนครูครูไม่สอนแบบแจกลูกสะกดคำไม่มีการสอนให้ผันเสียง นักเรียนจึงอ่านไม่ได้เพราะนโยบายไม่มีซ้ำชั้น ปล่อยให้เด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เลื่อนชั้นขึ้นมา หนังสือเรียนยุคนี้ไม่ดีพอขาดประสิทธิภาพในขั้นตอนจากง่ายไปหายาก และขาดระบบในการนาฝึกที่ดีผู้บริหารวางตัวครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมไม่เข้าใจวิถีภาษาไทยเหล่านี้เป็นต้นนอกจากนี้สมรรถภาพที่เป็นปัญหาของทักษะการอ่านการเขียน คือการออกเสียง พยัญชนะ สระคำควบกล้ำไม่ชัดเจน การแจกลูก สะกดคำการใช้หลักภาษาไม่ถูกต้อง ซึ่งการแจกลูกสะกดคำจำเป็นมากสำหรับผู้เริ่มเรียน หากครูไม่ได้สอนแจกลูกสะกดคำแก่นักเรียนในระยะเริ่มเรียน การอ่านของนักเรียนจะขาดหลักเกณฑ์ในการประสมคำ เมื่ออ่านหนังสือมากขึ้นทำให้สับสน อ่านหนังสือไม่ออก และเขียนหนังสือผิด และจากมุมมองทางด้าน การศึกษาของนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ (สำนักงาน เลขาธิการสภาการศึกษา, 2558 : 3) ได้กล่าวถึงปัญหาด้านการเรียนรู้และคุณภาพผู้เรียนว่าเด็กไทยยังมีปัญหาเกี่ยวกับการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้มีจุดอ่อนในการเขียนเรียงความ การร่างหนังสือการสรุปความ ย่อความ เรียกได้ว่า “เขียนหนังสือไม่เป็น” ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเขียนได้อ่านคล่องเขียนคล่อง ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการสื่อสารให้แก่ประชาชนตั้งแต่วัยเยาว์เพื่อให้สามารถเรียนรู้ในระดับที่ซับซ้อนขึ้นเมื่อเติบใหญ่จนกระทั้งสามารถดูแลตัวเอง มีอาชีพและมีรายได้ เป็นนักคิดและเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งยาวนาน 14-15 ปี หรือในวัยของการศึกษาภาคบังคับ จึงจำเป็นต้องพัฒนาการศึกษาในช่วงนี้ให้มั่นคง โดยพิจารณาว่าการอ่านออกเขียนได้อ่านคล่องเขียนคล่อง และสื่อสารได้เป็นพื้นฐานที่สำคัญสูงสุดอันดับแรก ๆ ของการพัฒนาขีดความสามารถของผู้เรียนจากข้อมูลความสำคัญสภาพปัญหา และสาเหตุที่ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะการอ่านการเขียนของนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน ที่ต้องร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาการอ่านการเขียนของนักเรียนปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 จึงกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาพัฒนาการ อ่านการเขียนภาษาไทยให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 ทุกคน อ่านออกเขียนได้โดยเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาการอ่านการเขียนภาษาไทย ให้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนในสังกัดทั่วประเทศ ปี งบประมาณ พ.ศ. 2551 มีเป้าหมายให้นกัเรียนช่วงชั้นที่1 และช่วงชั้นที่2 อ่านคล่อง เขียนคล่อง มีความรู้ ความสามารถตามมาตรฐานของหลกัสูตรและส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้รูปแบบวิธิีสอนอื่น ๆ ที่ได้ผลให้กว้างขวาง ทุกเขตพื้นที่การศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, มปพ, : 4-5) ในช่วงตั้งแต่ปี2552-2561 เป็นต้นมา มีนโยบายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการอ่านการเขียน ได้แก่ นโยบายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552-2561) มุ่งเน้นให้มีการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ กำหนดวิสัยทัศน์คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ และมีนโยบายที่ส่งเสริมการ อ่านโดยตรงคือคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวนั ที่5 สิงหาคม 2552กำหนดให้ 1) การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ2) วันที่ 2 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้าย วันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นวนัรักการอ่าน 3) กำหนดให้ปี2552-2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน 4) ให้มีคณะกรรมการ ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นกลไกขับเคลื่อนการส่งเสริมการอ่านให้เกิดเป็นรูปธรรม (สำนักอุทยานการเรียนรู้ TK Park, 2554 : 10-11) ปี 2557 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดนโยบายการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภาษาไทย โดยมีมาตรการเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้และสื่อสารได้และปี2557 มีเป้าหมายเชิงคุณภาพ คือการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยให้สูงขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 5 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทุกคนอ่านออกเขียนได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4ขึ้นไปอ่านคล่องเขียนคล่องอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้ ซึ่งดำเนินการทั้งระดับภูมิภาคและการดำเนินงานของส่วนกลางมีผลการดำเนินงานตามสภาพ และบริบทของแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2557 : คำนำ) และปี 2558กระทรวงศึกษาธิการประกาศ นโยบาย “ปี 2558 เป็นปีปลอดนกัเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้” และนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่อจบชั้น ป.1 ต้องอ่านออกเขียนได้และมีมาตรการประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรมมีโครงการหลากหลาย อาทิ โครงการเร่งรัดคุณภาพการอ่านออกเขียนได้อ่านคล่องเขียนคล่องและสื่อสารได้และโครงการพลิกโฉมโรงเรียน ป.1อ่านออกเขียนได้ใน 1 ปีส่วนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษา กำหนดแผนงานโครงการและกิจกรรมตามเป้าหมายที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด คือการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยให้สูงขึ้นอย่างน้อยร้อยละ3 นักเรียนทุกคนอ่านออกเขียนได้อ่านคล่องเขียนคล่องและสื่อสารได้นอกจากนี้ในปี 2559 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนด 12แผนการดำเนินการที่สำคัญในปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ในเรื่องการพัฒนาการอ่านออกเขียนได้เพื่อพลิกโฉม โรงเรียนตามแนวทางการพัฒนาสมองที่มีการดำเนินงานที่สำคัญ คือ Brain-Based Learning การแจกลูกสะกดคำการสอนเสริม การใช้้เทคโนโลยีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมด้วยระบบ DLTV การจัดทำหนังสือ สื่อ นวตักรรม การแก้ปัญหาอ่านเขียนภาษาไทยทุกระดับชั้นและปี2560 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานประกาศนโยบายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 เป็นยุทธศาสตร์และจุดเน้นที่สำคัญด้านการอ่านการเขียน คือ ตัวชี้วัดด้านหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนระดับก่อนประถมศึกษาทุกคนได้รับการเตรียมความพร้อมตามช่วงวัย ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 ทุกคนอ่านออกเขียนได้และผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 ขึ้นนไปทุกคนอ่านคล่องเขียนคล่องจะเห็นได้ว่าทักษะการอ่านการเขียนมีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพของนักเรียนโดยเฉพาะนักเรียนในระดับเริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1-3 เนื่องจากเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น

ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาไทยจะเป็นเรื่องมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ซึ่งต่อยอดมาจากระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนเรื่องมาตราตัวสะกดที่ตรงมาตรา ได้แก่มาตรา แม่กน แม่กก แม่กบ และแม่กด ทำให้ความยากในเนื้อหาเพิ่มขึ้นจากระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 การเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นการเรียนเกี่ยวกับมาตราตัวสะกดในมาตราต่าง ๆ แบบตรงตัว เช่นมาตราตัวสะกดในแม่กน คือ น มาตราตัวสะกดในแม่กก คือ ก ซึ่งแต่ละมาตราจะประกอบไปด้วยสมาชิกเพียงตัวเดียวและตรงกับชื่อในแต่ละมาตราทำให้ง่ายต่อการจดจำของผู้เรียนแต่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 นักเรียนจะต้องเรียนมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตราซึ่งต่อยอดมาจากระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แต่ในแต่ละมาตราจะประกอบไปด้วยจำนวนสมาชิกที่มากขึ้น เช่น มาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตราในแม่กน ประกอบไปด้วย ญ ณ ร ล ฬ มาตราแม่กก ที่ไม่ตรงมาตราประกอบไปด้วย ข ค ฆ และสมาชิกที่เป็นตัวสะกดในแต่ละมาตราที่เพิ่มขึ้นจากระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 นี้ ทำให้เกิดปัญหาต่อการเรียนคือเมื่อนักเรียนได้รับการสอนโดยการเพิ่มจำนวนมาตราตัวสะกดที่มากขึ้น นักเรียนจะเริ่มสับสนในแต่ละมาตราไม่สามารถแยกได้ว่าตัวสะกดนั้น ๆ อยู่ในมาตราใด เมื่อเรียนจำนวนตัวสะกดในแต่ละมาตราเพิ่มขึ้น คำศัพท์ที่นักเรียนควรรู้จักจึงเพิ่มมากขึ้น ทำให้นักเรียนค่อนข้างจากปัญหาข้างต้นครูผู้สอนจึงได้ศึกษาข้อมูล ค้นหากระบวนการแก้ไขปัญหาเพิ่มเติมโดยใช้หลักการ กระบวนการเรียนการสอน Active Learning ซึ่งครูผู้สอนจำเป็นต้องใช้กลวิธีและเทคนิคที่หลากหลายเพื่อกระตุ้นสมองของนักเรียนโดยใช้เทคนิคการสอนที่หลากลาย ดังนั้นการสอนที่ดีต้องสอดคล้องกับการที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามเป้าหมายของการศึกษานั้น ขึ้นอยู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ดังนั้นขั้นตอนที่นำมาเป็นกระบวนการสอนนั้นจะสอนตามหลักการ Active Learning การให้ผู้เรียนมีบทบาทในการแสวงหาความรู้และเรียนรู้อย่างมีปฏิสัมพันธ์จนเกิดความรู้ ความเข้าใจนำไปประยุกต์ใช้ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่าหรือ สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และพัฒนาตนเองเต็มความสามารถรวมถึงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เขาได้มีโอกาสร่วมอภิปรายให้มีโอกาสฝึกทักษะการสื่อสาร โดยอาจเริ่มจากรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคลแล้ววางแผนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับลักษณะของผู้เรียนรวมทั้งสร้างโอกาสให้เขาได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องจดจำคำศัพท์ได้ยากหรือบางคนถึงขั้นสับสน ซึ่งส่งผลต่อการเขียนคำศัพท์โดยใช้ตัวสะกดในมาตรานั้นๆให้ถูกต้อง การเรียนภาษาไทย ทักษะที่สำคัญอีกอย่างที่ใช้ในระดับนี้คือการจดจำ เนื่องจากนักเรียนต้องจดจำคำศัพท์จึงจะทำให้เขียนถูกต้องและการฝึกเขียนซ้ำ ๆจะช่วยให้จดจำได้ดียิ่งขึ้น แต่ในทางของการจัดการเรียนการสอนโดยการเริ่มเพิ่มจำนวนคลังคำศัพท์ที่มากขึ้นแบบที่ต้องทำซ้ำๆ เพื่อช่วยในการจดจำจะทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายในคำศัพท์เดิมๆ ทั้งที่ตนเองยังจำไม่ได้หรือเขียนไม่ถูก และยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงเกิดความเบื่อหน่ายในการเรียนวิชาภาษาไทย

การออกแบบกระบวนการออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ADDIE Model นั้นเป็นกระบวนการที่ใช้โดยนักพัฒนาการฝึกอบรมและนักออกแบบการสอนหรือ e-Learning เพื่อวางแผนและสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายคือ การออกแบบให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ด้วยการวิเคราะห์ที่สาเหตุของปัญหา คิดค้นขึ้นโดย ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริดา ถือเป็นรูปแบบที่ใช้กันมากที่สุดสำหรับ การออกแบบการเรียนการสอน ห้าขั้นตอนเชื่อมต่อและเชื่อมโยงกันและแบบ จำลองสามารถปรับ ให้เข้ากับทุกสภาพแวดล้อม และได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าอย่างเหลือเชื่อสำหรับการออกแบบ การสอนที่ซับซ้อนและมีขนาดใหญ่ (ADDIE Model คืออะไร, 2565 : ออนไลน์) โดยแบ่งขั้นตอน ออกเป็น 6 ขั้นตอนได้แก่ 1) การวิเคราะห์ความต้องการจ าเป็น 2) การออกแบบ 3) การพัฒนา 4) การน าไปใช้และ 5) การประเมินผล จะเห็นได้ว่าทั้งกระบวนการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน และกระบวนการ ADDIE Model มีความสอดคล้องกันโดยเป็นกระบวนการจัดการเรียนการสอน และออกแบบนวัตกรรมอย่างเป็นระบบตามแนวทางแก้ปัญหาเชิงวิทยาศาสตร์(Scientific Method) ที่สามารถนำมาใช้ในการออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับครูได้อย่างเป็นระบบ

จากสภาพปัญหาและการศึกษารูปแบบการสอนของผู้วิจัย ซึ่งผู้วิจัยเห็นความสำคัญตามนโยบาย สพป.พิษณุโลก เขต 3 “ปีการศึกษา 2568 นักเรียนอ่านออก เขียนได้ทุกคน”เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย“ดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3”ห้องเรียนคุณภาพ ปีการศึกษา2568 ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านการเขียนโดยใช้ ADDIE โมเดล ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3 ”ห้องเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาปีที่ 2 ทำให้ผู้เรียนผ่านการทดสอบการอ่านและการเขียนที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 กำหนดไว้ต่อไป

วัตถุประสงค์

1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ ADDIE โมเดล ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3 ”ห้องเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาปีที่ 2

2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้ ADDIE โมเดล ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3 ”ห้องเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาปีที่ 2 เป้าหมาย

เป้าหมายเชิงปริมาณ

1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้ ADDIE โมเดล ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3 ”ห้องเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาปีที่ 2 ผ่านร้อยละ 100

2.ผู้เรียนร้อยละ 80 แสดงความพึงพอใจในระดับมาก ต่อทางการเรียนโดยใช้ ADDIE โมเดล ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3 ”ห้องเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาปีที่ 2

เป้าหมายเชิงคุณภาพ

1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้ ADDIE โมเดล ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3 ”ห้องเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเพิ่มขึ้น

2.ผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับมาก ต่อทางการเรียนโดยใช้ ADDIE โมเดล ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ดาวจรัสแสงแห่ง PLK 3 ”ห้องเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาปีที่ 2

โพสต์โดย ครูสุพัฒนา จันทะคุณ : [11 มิ.ย. 2569 (18:21 น.)]
อ่าน [36] ไอพี : 171.97.28.149
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
Advertisement

 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 13,153 ครั้ง
ทีลอซู น้ำตกในฝัน ของนักผจญภัย
ทีลอซู น้ำตกในฝัน ของนักผจญภัย

เปิดอ่าน 39,643 ครั้ง
การใช้อินเทอร์เน็ตและผลกระทบต่อคะแนนวิทยาศาสตร์ : FOCUS ประเด็นจาก PISA : ฉบับที่ 33 (กันยายน 2561)
การใช้อินเทอร์เน็ตและผลกระทบต่อคะแนนวิทยาศาสตร์ : FOCUS ประเด็นจาก PISA : ฉบับที่ 33 (กันยายน 2561)

เปิดอ่าน 20,503 ครั้ง
ปลูกมะนาวนอกฤดู 1 ไร่ ได้ 1 แสน
ปลูกมะนาวนอกฤดู 1 ไร่ ได้ 1 แสน

เปิดอ่าน 74,547 ครั้ง
พี่หมื่นจัดให้! เพลง บุพเพสันนิวาส English Version  by Tony Wathasilp (โทนี่ อังกฤษศิลป์)
พี่หมื่นจัดให้! เพลง บุพเพสันนิวาส English Version by Tony Wathasilp (โทนี่ อังกฤษศิลป์)

เปิดอ่าน 11,177 ครั้ง
ผลิต ใช้ และพัฒนาครูอย่างไร จึงจะนำไปสู่การเพิ่มคุณภาพผู้เรียน
ผลิต ใช้ และพัฒนาครูอย่างไร จึงจะนำไปสู่การเพิ่มคุณภาพผู้เรียน

เปิดอ่าน 15,954 ครั้ง
กล้วยหอมชนะเครื่องดื่มบำรุงกำลัง มีสารอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระในตัว
กล้วยหอมชนะเครื่องดื่มบำรุงกำลัง มีสารอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระในตัว

เปิดอ่าน 93,126 ครั้ง
สรุปสูตร วงกลม
สรุปสูตร วงกลม

เปิดอ่าน 9,871 ครั้ง
ฟังเอ็มพี 3 ดังสุดๆ วันละแค่ 1 ชม. อันตรายร้ายแรงถึงหูดับได้
ฟังเอ็มพี 3 ดังสุดๆ วันละแค่ 1 ชม. อันตรายร้ายแรงถึงหูดับได้

เปิดอ่าน 17,790 ครั้ง
หาฟังได้ยากยิ่ง คลิปคุณยายวัย 94 ปีท่อง "ก.ไก่-ฮ.นกฮูก" แบบโบราณ
หาฟังได้ยากยิ่ง คลิปคุณยายวัย 94 ปีท่อง "ก.ไก่-ฮ.นกฮูก" แบบโบราณ

เปิดอ่าน 40,901 ครั้ง
การแก้ระบบสมการ โดยใช้วิธีเมตริกผกผัน
การแก้ระบบสมการ โดยใช้วิธีเมตริกผกผัน

เปิดอ่าน 15,254 ครั้ง
ควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่ได้อย่างไร
ควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่ได้อย่างไร

เปิดอ่าน 32,672 ครั้ง
31 พฤษภาคม วันงดสูบบุหรี่โลก
31 พฤษภาคม วันงดสูบบุหรี่โลก

เปิดอ่าน 1,427 ครั้ง
4 หลักการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรคข้อเข่าเสื่อม
4 หลักการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรคข้อเข่าเสื่อม

เปิดอ่าน 21,961 ครั้ง
เผยแพร่หลักสูตรสถานศึกษาและเอกสารประกอบหลักสูตรสถานศึกษา 2563 : 8 กลุ่มสาระ โรงเรียนวัดหนองดินแดง (ประชารัฐอุทิศ)
เผยแพร่หลักสูตรสถานศึกษาและเอกสารประกอบหลักสูตรสถานศึกษา 2563 : 8 กลุ่มสาระ โรงเรียนวัดหนองดินแดง (ประชารัฐอุทิศ)

เปิดอ่าน 43,459 ครั้ง
โปรแกรมฝึกอ่านอังกฤษออนไลน์ใครก็เรียนได้ไม่เสียสตางค์กวดวิชา
โปรแกรมฝึกอ่านอังกฤษออนไลน์ใครก็เรียนได้ไม่เสียสตางค์กวดวิชา

เปิดอ่าน 1,910 ครั้ง
5 ไอเดียตกแต่งภายในด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้ลายหินอ่อน
5 ไอเดียตกแต่งภายในด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้ลายหินอ่อน
เปิดอ่าน 11,553 ครั้ง
ตรวจสอบคุณภาพยางรถ
ตรวจสอบคุณภาพยางรถ
เปิดอ่าน 16,833 ครั้ง
สำนักงาน ก.ค.ศ.เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกฏหมาย วินัย ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
สำนักงาน ก.ค.ศ.เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกฏหมาย วินัย ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
เปิดอ่าน 57,526 ครั้ง
ไอเดียการจัดตกแต่งบ้านต้อนรับปีใหม่
ไอเดียการจัดตกแต่งบ้านต้อนรับปีใหม่
เปิดอ่าน 32,553 ครั้ง
การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อการศึกษาคุณภาพ : ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย
การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อการศึกษาคุณภาพ : ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
ติวสอบ GED
ติวสอบ SAT
เครื่องมือวัด
เครื่องมืออุตสาหกรรม
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ