ขื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยแบบสร้างสรรค์ STAPESP Model ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระเปลี่ยนรูป สระลดรูป และความคิดสร้างสรรค์ทางภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย นางดลดา เกิดศรี ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
โรงเรียนบ้านวังสายทอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล
ปีที่วิจัย 2567
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R & D) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยแบบสร้างสรรค์ STAPESP Model ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระเปลี่ยนรูป สระลดรูป และความคิดสร้างสรรค์ทางภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูปของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยแบบสร้างสรรค์ STAPESP Model ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย 3) เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ทางภาษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยแบบสร้างสรรค์ STAPESP Model ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยแบบสร้างสรรค์ STAPESP Model ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระเปลี่ยนรูป สระลดรูป และความคิดสร้างสรรค์ทางภาษาการดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ (1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและสังเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบ (2) การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ เครื่องมือ และสื่อมัลติมีเดีย โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน พร้อมทดลองใช้รายบุคคล จำนวน 3 คน และทดลองกลุ่มเล็ก จำนวน 9 คน (3) การทดลองภาคสนามกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 30 คน เพื่อหาประสิทธิภาพของรูปแบบ และ (4) การนำรูปแบบไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 29 คน เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความคิดสร้างสรรค์ทางภาษา และความพึงพอใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ STAPESP Model แผนการจัดการเรียนรู้ สื่อมัลติมีเดีย แบบฝึกทักษะ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ทางภาษา และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (Dependent Samples t-test)
ผลการวิจัยพบว่า
ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยแบบสร้างสรรค์ STAPESP Model ร่วมกับสื่อมัลติมีเดียที่พัฒนาขึ้น มีองค์ประกอบและกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป ควบคู่กับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางภาษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
โดยบูรณาการแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเข้ากับการใช้สื่อมัลติมีเดีย ประกอบด้วยขั้นตอน
การจัดการเรียนรู้ 7 ขั้น ได้แก่ 1) S: Spark Knowledge ขั้นจุดประกายความรู้ 2) T: Towards Reading ขั้นมุ่งสู่การอ่าน 3) A: Activities ขั้นเล่าขานกิจกรรม 4) P: Practice ขั้นนำสู่แบบฝึก 5) E: Evaluation ขั้นล้ำลึกตรวจสอบ 6) S: Summarize ขั้นรวบยอดความรู้ และ 7) P: Publish the Results ขั้นมุ่งสู่ชุมชนชื่นชมผลงาน ผลการหาประสิทธิภาพพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 91.34/88.53 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ที่กำหนดไว้
ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ STAPESP Model ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย จำนวน 29 คน มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนเฉลี่ย 10.76 คะแนน (S.D. = 1.43) และหลังเรียนเฉลี่ย 35.41 คะแนน (S.D. = 0.78) จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน แสดงให้เห็นว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างชัดเจน โดยผลการทดสอบทางสถิติพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลการเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ทางภาษาก่อนเรียนและหลังเรียน นักเรียนมีคะแนนความคิดสร้างสรรค์ทางภาษาก่อนเรียนเฉลี่ย 8.21 คะแนน (S.D. = 0.41) และหลังเรียนเฉลี่ย 17.21 คะแนน (S.D. = 0.86) จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ทางภาษาภายหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ STAPESP Model ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย เมื่อพิจารณาองค์ประกอบรายด้าน พบว่า นักเรียนมีพัฒนาการด้านความคิดคล่อง ความคิดยืดหยุ่น ความคิดริเริ่ม และความคิดละเอียดลออ โดยด้านความคิดละเอียดลออมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด
ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ STAPESP Model ร่วมกับสื่อมัลติมีเดียในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (× ̅=4.74, S.D.=0.44)) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านประโยชน์ที่ได้รับมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านสื่อและนวัตกรรม ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมินผล ตามลำดับ
โดยสรุป ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยแบบสร้างสรรค์ STAPESP Model ร่วมกับสื่อมัลติมีเดียมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคิดสร้างสรรค์ทางภาษาหลังเรียนสูงขึ้น อีกทั้งมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด ผลการวิจัยจึงสนับสนุนการนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป ควบคู่กับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางภาษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
คำสำคัญ: รูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย, STAPESP Model, สื่อมัลติมีเดีย, การอ่านและการเขียนภาษาไทย, ความคิดสร้างสรรค์ทางภาษา