ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


หน้าแรกครูบ้านนอก > ข่าว/บทความ > ข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ > ผลการประชุมมอบนโยบาย ผอ.สพท.ทั่วประเทศที่ จ.ภูเก็ต

ผลการประชุมมอบนโยบาย ผอ.สพท.ทั่วประเทศที่ จ.ภูเก็ต

🗓 โพสต์เมื่อวันที่ : 8 ก.ย. 2558 เปิดอ่าน : 10,073 ครั้ง

Advertisement

☰แชร์ >  
Share on Google+ LINE it!
เพิ่มเพื่อน
ผลการประชุมมอบนโยบาย ผอ.สพท.ทั่วประเทศที่ จ.ภูเก็ต

Advertisement

พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมและมอบนโยบายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 5/2558 เมื่อวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2558 ที่โรงแรมดวงจิตต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา โดยมีนายนิสิต จันทร์สมวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พลเอก สุทัศน์ กาญจนานนท์กุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายอนุสรณ์ ฟูเจริญ รองเลขาธิการ กพฐ. และ ดร.สุเทพ ชิตยวงศ์ รองเลขาธิการ กพฐ. ให้การต้อนรับ และมีผู้อำนวยการ/รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา และผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าร่วมประชุมจำนวน 400 คน ซึ่งมีสาระสำคัญสรุป ดังนี้

 

ผอ.สพท.เป็นพลังสำคัญต่อความสำเร็จการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการที่ได้ประกาศนโยบายผ่านการประชุมทางไกลไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ และได้มอบการบ้านให้ สพฐ.ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาในพื้นที่หลายประการนั้น ขณะนี้ได้รับสรุปรายงานการดำเนินงานแล้ว และเชื่อว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวของกระทรวงศึกษาธิการขึ้นอยู่กับผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทุกคน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญอย่างมากในการบริหารและขับเคลื่อนการศึกษาในพื้นที่ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความเข้าใจต่อนโยบายและแนวทางการปฏิบัติในทุกเรื่อง เพื่อให้สามารถนำไปขับเคลื่อนได้อย่างถูกทิศทาง ก่อให้เกิดการนำไปสู่การปฏิบัติมากขึ้น ซึ่งความเข้าใจในนโยบายนี้เอง จะก่อให้เกิดทัศนคติที่จะมีเป็นตัวฉุดหรือตัวดึงการเปลี่ยนแปลงประเทศและระบบการศึกษาไทย

ย้ำนโยบายสำคัญ ศธ. : จัดการศึกษาให้ครู-ผู้ปกครอง-นักเรียน มีความสุข

ขอให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการอย่างถ่องแท้ ทั้งนโยบายภาพรวมและนโยบายการจัดการศึกษาใน 26 เรื่อง โดยเฉพาะเป้าหมายการจัดการศึกษา ที่ต้องการจะจัดการศึกษาให้นักเรียนมีความสุข จัดการศึกษาให้ครูมีความสุข และจัดการศึกษาให้ผู้ปกครองมีความสุข โดยมีความสอดคล้องกับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวคือ เด็กรักครู ครูรักเด็ก เด็กรู้จักความสามัคคี

เมื่อได้เข้ามาทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ ทุกคนเป็นเสมือนลูกน้องที่ตนจะต้องให้การดูแลและช่วยเหลือในทุกด้าน ไม่เฉพาะเรื่องหนี้สินอย่างเดียว โดยเฉพาะข้าราชการหรือครูผู้น้อยจะช่วยเหลือให้สามารถทำงานได้อย่างปกติสุข ส่วนเรื่องหนี้สิน จะต้องพิจารณาถึงสาเหตุก่อนการให้ความช่วยเหลือ และต้องยอมรับว่าบางครั้งเป็นเรื่องของการสมยอม การไม่มีวินัยในการใช้จ่าย แต่ในกรณีที่ครูไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงได้ แล้วทำให้เป็นหนี้เป็นสิน ก็จะต้องให้ดูแลช่วยเหลือเป็นรายๆ ไป

เร่งขับเคลื่อนนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”

ในการขับแคลื่อนนโยบายดังกล่าว ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องถ่ายทอดนโยบายและแนวทางไปยังผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรในโรงเรียนในสังกัดอย่างถูกต้องและทั่วถึง และในการสัมมนาครั้งนี้ ก็จะขอรับฟังข้อเสนอเกี่ยวกับนโยบายนี้จากทุกคนด้วย โดยแยกตามกลุ่มโรงเรียนและลักษณะของพื้นที่ อาทิ โรงเรียนชายขอบ ในเมือง พื้นที่สูง เพราะต้องการทำงานแบบคลี่ปัญหาและลงในรายละเอียดของปัญหา เพื่อจะได้ตัดเสื้อให้พอดีตัว จะไม่มีการตัดเสื้อไซส์เดียว แล้วใส่เหมือนกันทั้งหมด

ซึ่งขณะนี้ สพฐ.กำลังพิจารณารูปแบบกิจกรรมเพื่อเป็นแนวทางให้โรงเรียนนำไปจัดกิจกรรม คาดว่าจะแล้วเสร็จและนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้

ฝากภารกิจที่จะดำเนินการตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้

ระหว่างนี้ จึงขอฝากให้ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาช่วยกันระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับภารกิจหลักและกิจแฝงที่จะต้องดำเนินการตามนโยบายในประเด็นต่างๆ ดังนี้

- การสอนเสริมในจำนวนชั่วโมงที่ลดลง เช่น ในระดับประถมศึกษาลดลง 160 ชม. จะต้องมีการเรียนชดเชยหรือไม่ ตลอดจนเวลาเรียนที่ลดลงจะส่งผลต่อการสอบของนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ เมื่อต้องไปสอบแข่งขันกับนักเรียนในโรงเรียนที่ไม่ได้เข้าโครงการหรือไม่ ขอให้ สพฐ.ศึกษาและจัดเตรียมข้อมูลเหล่านี้ไว้ให้ชัดเจน เพราะเหล่านี้เป็นข้อคำถามของผู้ปกครองทั้งประเทศ

- กิจกรรมเสริมทักษะหรือเมนูกิจกรรมในช่วงบ่ายมีอะไรบ้าง ซึ่งรูปแบบกิจกรรมต้องมาจากหลักคิดที่มีตรรกะ เป็นเหตุเป็นผล ลงในรายละเอียดของนักเรียนในแต่ละวัย แต่ละระดับ และวุฒิภาวะของเด็ก ทั้งระดับประถมศึกษาตอนต้น ประถมศึกษาตอนปลาย มัธยมศึกษาตอนต้น และมีการจัดแบ่งกลุ่มเสริมทักษะในแต่ละด้านด้วย กล่าวคือ จะต้องเป็นเมนูนี้ที่พร้อมนำไปใช้ หรือพร้อมกิน พร้อมใช้ และอาจมีบางเมนูที่ต้องมีอุปกรณ์เสริม ซึ่ง สพฐ.จะจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ให้ต่อไป

- เป้าหมายโรงเรียนที่จะเข้าร่วมโครงการ หากมีโรงเรียนมาสมัครไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ คือ 10% ของโรงเรียนสังกัด สพฐ. หรือประมาณ 3,100 โรงเรียน ก็ไม่จำเป็นจะต้องรับสมัครเพิ่ม แต่ขอให้โรงเรียนที่มาเข้าร่วมโครงการมีความหลากหลายรูปแบบ ทั้งโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ไปจนถึงไกลตัวเมือง โรงเรียนในพื้นที่สูง โรงเรียนชายขอบ ตลอดจนให้มีการประเมินความพร้อมของครูในโรงเรียนจะสมัครเข้าร่วมโครงการ ทั้งในด้านเนื้อหาและเวลาด้วย

- ย้ายกิจกรรมที่จัดอยู่แล้วไปไว้ช่วงบ่าย มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำกิจกรรมต่างๆ ที่โรงเรียนจัดให้กับนักเรียนอยู่แล้ว ย้ายไปจัดในช่วงบ่ายหลังเรียนวิชาหลัก ซึ่งในความเป็นจริงช่วงเวลาในการจัดกิจกรรมสามารถยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสมของแต่ละโรงเรียน ไม่จำเป็นต้องยึดเวลาอยู่ที่ 14.00 น. เท่านั้น

- การขออนุญาตรับนักเรียนกลับบ้าน ผู้ปกครองสามารถทำได้ แต่ต้องขออนุญาตเป็นรายๆ ไป โดยขอฝากให้ผู้ปกครองทำความตกลงกับบุตรหลานด้วย เพราะเด็กบางคนอาจจะต้องการเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนที่โรงเรียนก็ได้ หากโรงเรียนมีกิจกรรมที่น่าสนใจและดึงดูดมากพอ แต่หากคำถามว่าหากผู้ปกครองจะรับนักเรียนไปเพื่อเรียนกวดวิชา กรณีนี้กระทรวงศึกษาธิการคงไม่สามารถห้ามได้ เพราะการกวดวิชาเกิดจากระบบการแข่งขันของเรา ซึ่งหากจะแก้ไขระบบการสอบแข่งขันต่างๆ ก็คงจะต้องใช้เวลานานและเป็นเรื่องในอนาคตที่จะต้องคิดต่อไป ส่วนกรณีที่ครูรับสอนพิเศษหลังเวลาเลิกเรียน ได้มอบให้ ผอ.สพท.จัดทำข้อมูลและรายละเอียดของครูที่ไปสอนพิเศษที่ต่างๆ ทั้งในด้านจำนวนครู สถานที่ที่ไปสอน หรือวิชาที่สอน เพื่อเป็นข้อมูลในการกำกับติดตามการเรียนการสอนในชั้นเรียนของครูต่อไป

การขับเคลื่อนงานด้านการศึกษา

ขณะนี้ได้ลงนามในคำสั่งมอบหมายงานให้ รมช.ศึกษาธิการ แล้ว โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

- งานประจำ ได้มอบให้พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงาน กศน. ส่วนนายแพทย์ ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) รวมทั้งหน่วยงานในกำกับ คือ สสวท. และ สทศ. ส่วนที่เหลือคือสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และหน่วยงานในกำกับอื่นๆ ดูแลเอง
- งานตามนโยบาย 26 เรื่อง ซึ่งจะมีหลายงานที่ต้องบูรณาการการทำงานแบบข้ามแท่งกัน เช่น การรับนักเรียนนักศึกษาอาชีวะที่จะมีการเชื่อมโยงไปยัง สกอ. ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพราะขณะนี้เป็นช่วงเวลาของการปฏิรูป ตนจำเป็นต้องรู้งานของกระทรวงทุกเรื่อง เพื่อให้นโยบายทิศทางการทำงาน (หมายเหตุ : งานตามนโยบาย 26 เรื่อง สามารถตรวจสอบได้ที่ข่าว 294)
นอกจากนี้ ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศปข.ศธ.) ซึ่งจะมีการประชุมทุกช่วงเช้าวันจันทร์ เพื่อเร่งรัดติดตามงานและแก้ไขปัญหาการดำเนินงานในแต่ละนโยบาย

หวังให้ครูและให้บุคลากรกระทรวงศึกษาธิการช่วยกันพลิกประเทศ แก้ปัญหาทุจริต

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า ต้องยอมรับว่าระบบอุปถัมภ์เป็นวัฒนธรรมไทย แต่จะทำอย่างไรให้ระบบนี้มีความเหมาะสมที่ถูกที่ควร ซึ่งตนต้องการจะแก้ไขปัญหาการทุจริต เพราะไม่ชอบให้ใครมาดูถูกบุคลากรหรือหน่วยงานในสังกัดกระทรวง จึงขอให้บุคลากรในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการช่วยกันพลิกประเทศ โดยเฉพาะครูกว่า 4 แสนคนที่สามารถสอนให้คนไทยทุกระดับรู้จักคิด รู้จักถูก รู้จักผิด เริ่มจากนักเรียนในโรงเรียน ส่งต่อไปยังผู้ปกครอง และชุมชน ก็จะเป็นการสร้างพลังได้อย่างมหาศาล ยิ่งครูแต่ละคนทำสำเร็จมากเท่าใด ก็มีพลังมากเท่านั้น

ครูเป็นกลไกสำคัญต่อการสร้างสังคมไทยให้ใช้ Fact มากกว่า Feeling

ครูจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความจริง (Fact) ไม่ใช่สังคมที่มีแต่อารมณ์ความรู้สึก (Feeling) ครูต้องสอนให้เด็กสามารถแยกแยะถูกผิด รู้ดีรู้ชั่ว และรู้จักหน้าที่มากกว่ารู้จักเฉพาะสิทธิของตน เพื่อให้หลุดพ้นจากวังวนของการถูกบีบบังคับจากฝ่ายการเมืองในเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควร การชักนำให้ทำในสิ่งผิด การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ตลอดจนการไม่เคารพกฎหมาย ดังนั้น จึงขอให้ทุกคนในกระทรวงรวมพลังเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ แม้จะต้องใช้เวลามาก ก็ต้องทำ เป็นเรื่องที่ไม่ควรปล่อยไว้โดยเด็ดขาด

สำหรับการย้ายครูที่มีข่าวลือมานานว่า มีการเรียกรับเงินตามระยะทาง อาจจะต้องทบทวนการกติกาการย้ายครูให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงและยุคสมัยปัจจุบัน เช่น ระยะเวลาประจำการก่อนย้าย การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งครูตำแหน่งต่างๆ เช่น สอบจังหวัดใด บรรจุจังหวัดนั้น เป็นต้น เพื่อลดการย้ายและเรียกรับเงิน เช่นเดียวกับการทบทวนหลักเกณฑ์เลื่อนวิทยฐานะตามข้อตกลงในการพัฒนางาน (P.A.) เพราะไม่สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่จะเป็นการดึงครูออกจากนักเรียน จึงมอบให้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ปรับปรุงแก้ไข โดยแยกกลุ่มที่จะใช้ประเมินครูอย่างละเอียด เพื่อให้ครูทุกกลุ่มทุกคนทุกลักษณะมีโอกาสเข้าถึงระบบการประเมินนี้ทั้งในด้านวิชาการและด้านจิตวิญญาณความเป็นครู

ในโอกาสนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้รับฟังข้อเสนอแนะของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนนโยบาย อาทิ การนำกิจกรรมในห้องเรียนมาสานต่อนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เช่น การสอนซ่อมเสริม การสอนวิชาชีพ กิจกรรมชุมนุม ทักษะชีวิต การนำคนดีเข้าสู่ระบบครู เน้นสร้างอุดมการณ์ความเป็นครู และสร้างคุณค่าในวิชาชีพ เพื่อเป็นการเตรียมคนในการเปลี่ยนแปลงประเทศในอนาคต การแก้ปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบ และการเสนอให้ลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้กู้ที่มีความพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง มีวินัยในการใช้จ่าย หรือจะไม่กู้ยืมเงินอีก เป็นต้น

 

 

อนึ่ง ช่วงก่อนเปิดการประชุมในภาคเช้า, นายอนุสรณ์ ฟูเจริญ และ ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการ กพฐ. ได้กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานปีงบประมาณ 2559 ของ สพฐ. ว่า ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายใหม่ๆ หลายประการ ซึ่ง สพฐ.จะได้กระจายให้เขตพื้นที่การศึกษานำไปสู่การปฏิบัติต่อไป และในปีงบประมาณ 2559 มีแผนงานที่จะดำเนินโครงการหลายส่วน อาทิ โครงการวิจัยและถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อยอดสู่ความเป็นเลิศ (Area of Excellence) ช่วงที่ 2 โดยมีเป้าหมายรับสมัคร 36 เขตพื้นที่ที่มีความสมัครใจจะเข้าร่วม, โครงการประชุมชี้แจงเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อให้มีวิทยฐานะฯ ระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน 2558 โดยมีเป้าหมายคือผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้รับผิดชอบเขตละ 2 คน, มาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบแข่งขันฯ ครูผู้ช่วย ซึ่งจะจัดกลุ่มเขตพื้นที่การศึกษาตามเขตตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจัดทำข้อตกลง (TOR) กับสถาบันอุดมศึกษาในการออกข้อสอบ การจัดระบบสอดส่อง กำกับ ดูแลการปฏิบัติ การป้องปรามการจัดติวข้อสอบหรือกวดวิชา การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร การตรวจสอบวุฒิการศึกษาและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ตลอดจนใบรับรองสิทธิ์ เป็นต้น

ตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านกะหลิม ตำบลป่าตอง อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต

ภายหลังการประชุมในช่วงบ่าย รมว.ศึกษาธิการ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านกะหลิม โดยมีนางฉวี จิตต์สำรวจ ผู้อำนวยการโรงเรียน และคณะครู ให้การต้อนรับ และนำชมห้องเรียนต่างๆ ได้แก่ ห้องเรียนระบบทางไกลผ่านดาวเทียม ห้องเรียนภาษาอังกฤษ ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ห้องเรียนคอมพิวเตอร์ และห้องเรียนสอนศาสนาอิสลาม พร้อมทั้งได้พูดคุยกับคณะครูถึงปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน

โรงเรียนบ้านกะหลิม ก่อสร้างตั้งแต่ปี 2511 เป็นโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต เปิดสอนระดับอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 109 คน มีครูและบุคลากรทางการศึกษา 13 คน ซึ่งที่ผ่านมาโรงเรียนได้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาจนได้รับรางวัลต่างๆ จำนวนมาก อาทิ ผลการสอบ O-Net ในปี 2556 มีคะแนนเฉลี่ยทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชาสูงสุดเป็นอันดับสองของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต และสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศทุกวิชา, ผ่านการประเมินภายนอกรอบ 3 ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน), เป็นสถานศึกษาต้นแบบด้านภัยพิบัติ, ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการสอนนำร่อง English Bilingual Education Program for Primary teachers in the south of Thailand, เป็นต้นแบบการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ระดับโซนภูมิภาค 5 จังหวัดภาคใต้ เป็นต้น

 

ที่มา กระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 8 กันยายน 2558

 

Advertisement


TAGS ที่เกี่ยวข้อง >> ผลการประชุมมอบนโยบาย ผอ.สพท.ทั่วประเทศที่ จ.ภูเก็ต , , ผลการประชุมมอบนโยบาย , ผอ.สพท.ทั่วประเทศที่ , จ.ภูเก็ต << คลิกอ่านเพิ่มเติม

≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
Advertisement

≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡
ผลประชุมกระทรวงศึกษาธิการ 9/2559 เมื่อวันพุธที่ 14 กันยายน 2559☕ คลิกอ่านเลย
ผลประชุมกระทรวงศึกษาธิการ 9/2559 เมื่อวันพุธที่ 14 กันยายน 2559
เปิดอ่าน 141,619 ครั้ง
มติ ครม. 5 กุมภาพันธ์ 2556 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ☕ คลิกอ่านเลย
มติ ครม. 5 กุมภาพันธ์ 2556 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ
เปิดอ่าน 11,287 ครั้ง
ผลประชุมกระทรวงศึกษาธิการ  ครั้งที่ 3/2557 (4 มีนาคม 2557)☕ คลิกอ่านเลย
ผลประชุมกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 3/2557 (4 มีนาคม 2557)
เปิดอ่าน 7,042 ครั้ง
ผลการประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่  9/2556 (14 ตุลาคม  2556)☕ คลิกอ่านเลย
ผลการประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ 9/2556 (14 ตุลาคม 2556)
เปิดอ่าน 9,912 ครั้ง
คำขวัญวันแม่ 2557 สมเด็จพระราชินีพระราชทาน คำขวัญวันแม่แห่งชาติ☕ คลิกอ่านเลย
คำขวัญวันแม่ 2557 สมเด็จพระราชินีพระราชทาน คำขวัญวันแม่แห่งชาติ
เปิดอ่าน 11,149 ครั้ง

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

"วันครูโลก" 5 ตุลาคมของทุกปี"วันครูโลก" 5 ตุลาคมของทุกปี
เปิดอ่าน 28,604 ครั้ง
เพลงลูกเสือ เพลงประกอบท่าทางเพลงลูกเสือ เพลงประกอบท่าทาง
เปิดอ่าน 14,615 ครั้ง
อยากลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น อย่าพลาดผัก-ผลไม้เหล่านี้นะอยากลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น อย่าพลาดผัก-ผลไม้เหล่านี้นะ
เปิดอ่าน 27,376 ครั้ง
ชาแบบไหน เหมาะกับคุณชาแบบไหน เหมาะกับคุณ
เปิดอ่าน 6,866 ครั้ง
5 นิสัยของคนประสบความสำเร็จ5 นิสัยของคนประสบความสำเร็จ
เปิดอ่าน 11,765 ครั้ง

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย

 
หมวดหมู่เนื้อหา
[ข่าว/ประกาศ] [บทความเทคโนโลยีการศึกษา] [Technology] [e-Learning] [Graphics & Multimedia] [OpenSource & Freeware] [ซอฟต์แวร์แนะนำ] [ทฤษฎีทางการศึกษา] [เครื่องมือและเทคนิคการถ่ายภาพ] [Hot Issue] [Research Library] [Questions in ETC] [แวดวงนักเทคโนฯ] [ข่าวการศึกษา] [คุณครูควรรู้ไว้] [คณิตศาสตร์] [วิทยาศาสตร์] [ภาษาต่างประเทศ] [ภาษาไทย] [สุขศึกษาและพลศึกษา] [สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม] [ศิลปศึกษาและดนตรี] [การงานอาชีพและเทคโนโลยี] [My Profile] [เรื่องราวจากสมาชิก] [เตรียมประเมินวิทยฐานะ] [ความรู้ทั่วไป] [ผลงานวิชาการเล่มเต็ม] [ข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ] [สาระดีๆจากนานมีบุ๊คส์] [ภาพอบรม/สัมมนา] [การวิจัยทางการศึกษา] [โปรแกรม/เครื่องมือสำหรับครู] [ผู้สนับสนุน] [เกมส์] [งานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/บริการสังคม] [คลิปวิดีโอ] [บทความการศึกษา] [infoGraphics] [เกาะกระแสโลกสังคมออนไลน์]

ครูบ้านนอกดอทคอม

เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ