เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูง ศธ.ที่มี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ.เข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามงานตามนโยบาย 5 ด้านของ ศธ. โดยเฉพาะการเดินหน้านโยบาย “ลดภาระงานครู” อย่างจริงจัง รับเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569 โดย กำชับทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปีนี้ พร้อมมอบหมายให้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด
นาย ประเสริฐ กล่าวว่า นอกจากการติดตามงานตามปกติแล้ว ที่ประชุมยังได้พิจารณาเรื่องสำคัญ 2 เรื่องคือ นโยบายควิกวิน 5 ด้าน ซึ่งจะเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรม โดยในวันที่ 27 พ.ค.นี้ ตนได้สั่งให้ทำข้อสรุป เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติให้กับครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา ว่า ศธ.ต้องการอย่างไร เช่น การลดภาระครู ลดความเหลื่อมล้ำ ความปลอดภัย มีเรื่องอะไรบ้าง เป็นต้น และเรื่องงบประมาณ สืบเนื่องจากพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาลมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งมีอยู่ 2 ก้อน คือ ก้อนแรก 2 แสนล้าน แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และอีก 2 แสนล้าน ที่เกี่ยวข้อกับกระทรวงศึกษาธิการ คือการนำเงินมาใช้ ทำเรื่องความยั่งยืนของประเทศ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพื่อให้เกิดการแข่งขันในระยะยาว ซึ่ง ศธ.จะขอเงินจำนวนนี้ด้วย เพื่อมาพัฒนาการเรียนการสอน ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานจะต้องรายงานผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งจำนวนโครงการที่ปรับลด จำนวนชิ้นงานที่ลดลง และเวลาการทำงานของครูที่สามารถลดได้ โดยให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาช่วยงานด้านเอกสาร เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจนภายในปี 2569
นายตติยภัทร์ กล่าวว่า รมว.ศึกษาธิการได้เน้นย้ำ 2 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การทบทวนและปรับลดโครงการหรือภารกิจที่ซ้ำซ้อน ลดงานเอกสารและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อคืนเวลาให้ครูได้ทำหน้าที่ดูแลนักเรียนและจัดการเรียนการสอนได้เต็มที่ รวมถึงผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาช่วยงานด้านเอกสาร รายงาน และธุรการ เพื่อลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของครู นอกจากนี้ นายอัครนันท์ ยังรายงานต่อที่ประชุมว่า จากการลงพื้นที่พบครูทั่วประเทศ พบเสียงสะท้อนตรงกันว่าครูจำนวนมากยังต้องใช้เวลาไปกับงานเอกสารและงานโครงการจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเร่งปรับระบบการทำงานให้คล่องตัวขึ้น เพื่อให้ครูมีเวลาพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนและดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ ดังนั้น สิ่งแรกที่ ศธ.ถือเป็นนโยบายสำคัญและเร่งด่วน คือการลดภาระครู ที่จะต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
โฆษกศธ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีที่ รมว.ศึกษาธิการ ประกาศมาตรการลดภาระผู้ปกครอง โดยเรื่องการแต่งชุดลุกเสือ เนตรนารี เป็นหนึ่งในมาตรการ ที่ระบุว่า ไม่บังคับซื้อชุดใหม่หรือแบบเต็มยศ ให้ใช้เพียงผ้าผูกคอและหมวกได้ ขณะที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า โรงเรียนหลายแห่งยังให้นักเรียนต้องแต่งชุดเต็มยศอยู่ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมออนไลน์ ว่าเป็นการลดภาระผู้ปกครองอย่างไร เรื่องนี้ ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงแนวปฏิบัติการแต่งชุดลูกเสือ เนตรนารี ว่า ตามกฎหมายกำหนดว่าลูกเสือต้องแต่งเครื่องแบบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ คือ เรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อผู้ปกครอง จึงมีการเรียกร้องให้ผ่อนปรนการแต่งเครื่องแบบลูกเสือ ขณะที่โรงเรียนอีกส่วนหนึ่งก็มีความพร้อมที่จะแต่งเครื่องแบบลูกเสือ ไม่มีปัญหาเรื่องเครื่องแบบ อย่างไรก็ตามปีที่ผ่านมา สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ(สลช.)ได้มีหนังสือซักซ้อมแจ้งไปยังโรงเรียนตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เพื่อซักซ้อมถึงการแต่งกายชุดลูกเสือ เนตรนารี การจัดกิจกรรมฝึกอบรมลูกเสือในโรงเรียน ว่า อนุโลมให้ใช้เครื่องแบบลำลองในการฝึกอบรมในโรงเรียนได้ รวมถึงการอยู่ค่ายพักแรม กิจกรรมเดินทางไกล หรือกิจกรรมในชุมชน โดยเครื่องแบบลำลอง คือ ผ้าผูกคอ และหมวกลูกเสือแต่ละประเภทเพื่อแสดงความเป็นลูกเสือเท่านั้น ส่วนชุดที่สวมอาจจะเป็น ชุดนักเรียน ชุดกีฬา หรือ ชุดอะไรก็ได้ที่โรงเรียนกำหนด ซึ่งจากที่สั่งการไปตั้งแต่ปีที่ผ่านมาโรงเรียนก็เข้าใจและดำเนินการตามที่ สลช.สั่งการ ส่วนการแก้ไขกฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบลูกเสือนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นการพิจารณาร่วมกันของ สลช.กับ คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ แต่คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็ว ๆ นี้ และทันใช้ในภาคเรียนต่อไปแน่นอน
ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวและอ่านเพิ่มเติมได้จาก FOCUSNEWS วันที่ 14 พฤษภาคม 2569