เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศึกษาธิการ) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการและตรวจเยี่ยมโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 จังหวัดอุดรธานี ในโอกาสการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่จังหวัดอุดรธานี ว่า กระทรวงศึกษาธิการกำลังเร่งขับเคลื่อนนโยบายสำคัญทั้ง 5 ด้าน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การปรับระบบจัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษา และการยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้หารือร่วมกับ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศึกษาธิการ) ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กยังประสบปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยเฉพาะเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนที่ไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการศึกษา
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ระบบจัดสรรงบประมาณตามจำนวนหัวนักเรียนที่ใช้ในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสถานศึกษา โดยโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน ย่อมไม่สามารถมีทรัพยากรเทียบเท่าโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียน 3,000 คนได้ ดังนั้น หากกระทรวงศึกษาธิการยังยึดรูปแบบการจัดสรรงบประมาณแบบเดิม ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็จะยังคงอยู่ จึงจำเป็นต้องกล้าปรับเปลี่ยนวิธีคิดและระบบบริหารจัดการงบประมาณให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนแต่ละขนาด
“ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้เริ่มหารือกับสำนักงบประมาณแล้ว เพื่อผลักดันการจัดทำระบบงบประมาณรูปแบบใหม่ หรือ New Budgeting โดยตั้งเป้าหมายให้สามารถนำมาใช้ได้ในปีงบประมาณ 2571 ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงกฎหมายการศึกษาและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะสำนักงบประมาณ เนื่องจากหลักเกณฑ์เงินอุดหนุนรายหัวเดิมที่ใช้ในช่วงปี 2566-2569 สิ้นสุดกรอบระยะเวลาแล้ว จึงเป็นโอกาสที่จะพิจารณาปรับปรุงระบบใหม่ให้ตอบโจทย์การจัดการศึกษามากขึ้น”รมช.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า ทั้งนี้ ถ้าเรายังยึดแบบเดิมก็จะเป็นเหมือนเดิม กระทรวงศึกษาธิการจึงต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งขณะนี้ได้มีการหารือกับสำนักงบประมาณแล้ว โดยพยายามผลักดัน New Budgeting ให้สามารถใช้ได้ในปี 2571 เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณในอนาคตดีขึ้น และเชื่อว่าจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า” นายอัครนันท์ กล่าว
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่กำลังเร่งดำเนินการ คือ การผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จและเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้ภายในปลายปี 2569 หลังจากกฎหมายการศึกษาฉบับเดิมใช้มาเป็นเวลาประมาณ 27 ปี โดยต้องการปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน ทั้งด้านคุณภาพผู้เรียน คุณภาพครู การบริหารจัดการศึกษา การลดความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนการปรับปรุงหลักสูตรและตำราเรียน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากการจัดการศึกษาที่เน้นมาตรฐาน หรือ Standards-based ไปสู่การจัดการศึกษาฐานสมรรถนะ หรือ Competency-based ที่มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ได้จริง
นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังเดินหน้านโยบายคืนเวลาให้ครู โดยทบทวนโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่สร้างภาระงานให้สถานศึกษา ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้มีการยกเลิกบางโครงการแล้ว ขณะที่บางโครงการอยู่ระหว่างการปรับปรุง รวมถึงทบทวนกระบวนการประเมินต่าง ๆ เพื่อลดภาระที่ไม่จำเป็น และเปิดโอกาสให้ครูมีเวลาในการจัดการเรียนการสอนและพัฒนาคุณภาพผู้เรียนมากขึ้น
นายอัครนันท์ กล่าวอีกว่า สำหรับการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอุดรธานีครั้งนี้ ได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการติดตามการขับเคลื่อนศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยของนักเรียน ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เด็กนักเรียนมีพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง โดยได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน รวมถึงงบประมาณที่จัดสรรลงไปในพื้นที่ว่ามีการนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและช่องทางการเข้าถึงศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ เพราะปัจจุบันยังมีนักเรียนและประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทราบว่าหากประสบปัญหาหรือได้รับความเดือดร้อนจะสามารถขอความช่วยเหลือได้จากช่องทางใด
“ผมได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบออกหนังสือเวียนกำชับให้ทุกโรงเรียนจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ โดยอย่างน้อยต้องมี QR Code สำหรับให้นักเรียนสแกนแจ้งเรื่องร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือได้ทันที พร้อมเตรียมประสานผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ร่วมกันลงพื้นที่สุ่มตรวจว่าแต่ละโรงเรียนได้ดำเนินการตามนโยบายแล้วหรือไม่ โดยย้ำว่าการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการจะต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับรอให้เกิดปัญหา เป็นการทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันเหตุและสร้างความเข้าใจให้เด็กเข้าถึงระบบช่วยเหลือได้อย่างแท้จริง
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวถึงการแวะตรวจเยี่ยมโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ซึ่งมีนักเรียนประมาณ 70 คน ว่า เป็นการตรวจโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เนื่องจากโรงเรียนอยู่ในเส้นทางเดินทาง จึงต้องการเห็นสภาพการดำเนินงานจริง ไม่ใช่การลงพื้นที่เพื่อจับผิด โดยได้สอบถามนักเรียนเกี่ยวกับปริมาณและคุณภาพอาหารว่าเพียงพอหรือไม่ หากรับประทานไม่อิ่มสามารถเติมได้หรือไม่ รวมถึงตรวจดูว่ามีผักและผลไม้ประกอบอาหารตามหลักโภชนาการหรือไม่ ซึ่งพบว่านักเรียนสามารถเติมอาหารได้ มีผลไม้ให้รับประทาน และภาพรวมถือว่าค่อนข้างน่าพอใจ
“การลงพื้นที่โดยไม่แจ้งล่วงหน้าทำให้เราเห็นสภาพจริงว่าเด็กได้รับอาหารเพียงพอหรือไม่ มีคุณภาพทางโภชนาการอย่างไร เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่การไปจับผิดโรงเรียน แต่ต้องการเห็นปัญหาที่แท้จริงเพื่อนำมาแก้ไข การพัฒนาคุณภาพการศึกษาจะมองเฉพาะผลการเรียนไม่ได้ แต่ต้องดูคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมของเด็กด้วย” นายอัครนันท์ กล่าวและว่า กระทรวงศึกษาธิการกำลังพยายามผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในหลายด้านพร้อมกัน แม้บางเรื่องต้องใช้ระยะเวลาและกระบวนการทางกฎหมาย แต่เชื่อว่าจะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงทำให้เด็กทุกคนได้เข้าเรียน แต่ต้องทำให้เด็กได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพมหานครหรือพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะคุณภาพการศึกษาต้องครอบคลุมทั้งผู้เรียน ครู หลักสูตร ความปลอดภัย และทรัพยากรที่จำเป็นต่อการจัดการศึกษาอย่างแท้จริง
ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวและอ่านเพิ่มเติมได้จาก FOCUSNEWS วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569