ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 4/2569 วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569 โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่ากากระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และมีมติที่สำคัญ ดังนี้
1. อนุมัติ การกำหนดตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม) ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ตามที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน พุทธศักราช 2560 พ.ศ. 2565 ที่กำหนดให้มีรองศึกษาธิการจังหวัด เพื่อช่วยเหลืองานศึกษาธิการจังหวัด จำนวนไม่เกินสามคน โดยกำหนดว่า การเกลี่ยอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่เพิ่มอัตรากำลังคนและไม่กระทบต่องบประมาณ ซึ่ง ก.ค.ศ. ในคราวประชุมครั้งที่ 8/2560 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2560 ได้กำหนดตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด เป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ประเภทอำนวยการ ระดับต้น โดยระยะแรกกำหนดให้มีรองศึกษาธิการจังหวัดละ 1 ตำแหน่ง เพื่อให้อยู่ภายใต้งบประมาณที่ได้รับ และไม่เพิ่มภาระงบประมาณรายจ่ายด้านบุคลากร
ต่อมา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ขออนุมัติการกำหนดตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม) ซึ่ง ก.ค.ศ. ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2565 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2565 ได้อนุมัติกำหนดตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม) ตามขนาดจังหวัดของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ที่ ก.ค.ศ. กำหนด ซึ่งอยู่ภายใต้งบประมาณที่ได้รับและไม่ทำให้งบประมาณรายจ่ายด้านบุคคลเพิ่มสูงขึ้น จำนวน 9 จังหวัด ๆ ละ 2 ตำแหน่ง จำนวน 10 จังหวัด ๆ ละ 1 ตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 19 จังหวัด 28 ตำแหน่ง
โดยในครั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ขออนุมัติการกำหนดตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม) ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ที่ปัจจุบันมีอัตรากำลังตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 1 ตำแหน่ง ซึ่ง ก.ค.ศ. มีมติอนุมัติการกำหนดตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม) ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด กลุ่มจังหวัดขนาดกลาง จำนวน 27 จังหวัด จังหวัดละ 1 ตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 27 ตำแหน่ง ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ตรัง นครปฐม นครพนม นครสวรรค์ นนทบุรี นราธิวาส น่าน ปทุมธานี ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ยโสธร ยะลา ระยอง ราชบุรี ลพบุรี ลำปาง เลย สมุทรปราการ สุโขทัย สุพรรณบุรี และหนองบัวลำภู และอนุมัติให้ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศูนย์ประสานงานและบริหาร การศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้) สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 13 อัตรา เพื่อนำมากำหนดเป็นตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม) ดังกล่าว
2. เห็นชอบ (ร่าง) กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ พ.ศ. ....
สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรี ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามที่ ก.พ. เสนอ โดยเป็นการปรับเงินเดือนของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ดำเนินการโดยองค์กรกลางบริหารงานบุคคล กำหนดใช้บังคับวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 และ 1 พฤษภาคม 2568) และการปรับเพิ่มเงินเพื่อการครองชีพชั่วคราว (ดำเนินการโดยกระทรวงการคลัง)
ซึ่งต่อมา ก.ค.ศ. ในคราวประชุม ครั้งที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ได้มีมติเห็นชอบการกำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรอง เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดอัตราเงินดือนและจำนวนเงินที่ได้ปรับตามคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรอง (การปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราเงินเดือน แรกบรรจุใหม่) รวมทั้งบัญชีอัตราเงินเดือนและจำนวนเงินที่ได้ปรับตามคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรอง (ว 8/2567 และ ว 13/2567) ซึ่งการกำหนดอัตราเงินเดือนฯ และการปรับเงินเดือนชดเชยตามมติ ครม. ดังกล่าว มีผลให้ต้องดำเนินการแก้ไขกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555
และเนื่องจากมีการแก้ไขสาระสำคัญของกฎ ก.ค.ศ. เดิม ทั้ง 2 ฉบับ หลายประการ จึงได้ยกเลิกกฎ ก.ค.ศ. ฯ เดิม และกำหนดใหม่ เพื่อให้มีความชัดเจน และสะดวกต่อการนำไปใช้ในทางปฏิบัติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการได้อย่างถูกต้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ การใดที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎเดิม และการใดที่เคยดำเนินการได้ตามกฎเดิม ให้ใช้บังคับต่อไปจนแล้วเสร็จ
นอกจากนี้ ได้รับทราบ (ร่าง) คำอธิบายกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ พ.ศ. .... และ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับเงินเดือนในกรณีที ่ได้รับคุณวุฒิเพิ่มมขึ้นหรือสูงขึ้น ตามคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรองและได้มอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ขอข้อมูลจำนวนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่จะได้รับผลกระทบจากการออกกฎ ก.ค.ศ. ฉบับนี้ เพื่อนำไปใช้คำนวณงบประมาณประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป
3. เห็นชอบ (ร่าง) ประกาศ ก.ค.ศ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา
เดิม ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา (ว 10/2551) เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาพัฒนาตนเองให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา และส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และได้มาตรฐาน ตามมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว ได้บังคับใช้มาเป็นระยะเวลากว่า 17 ปี ประกอบกับบริบทการบริหารทรัพยากรบุคคลทางด้านการศึกษาในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการตามมาตรา 79 แห่ง พรบ.ระเบียบข้าราชการครูฯ พ.ศ. 2547 ซึ่งกำหนดให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่พัฒนาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็น รูปธรรม จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว จากการกำหนดหลักการทั่วไป ไปสู่การกำหนดขั้นตอนและกลไกการดำเนินงานที่ชัดเจน มีการวางแผน การกำกับ ติดตาม และการนำผลการพัฒนาไปใช้ประโยชน์ในการบริหารงานบุคคลอย่างเป็นระบบ ซึ่งการปรับปรุงดังกล่าวมิได้เป็นการเพิ่มภาระงาน แต่เป็นการจัดระบบการพัฒนาที่หน่วยงานดำเนินการอยู่แล้วให้มีความเชื่อมโยง และสามารถใช้ข้อมูลเชิงระบบในการขับเคลื่อนการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้จัดการทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์และหน้าเว็บไซต์สำนักงาน ก.ค.ศ. โดยมีกลุ่มเป้าหมายผู้ตอบแบบสอบถาม คือ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสายงานการสอน สายงานบริหารสถานศึกษา สายงาน บริหารการศึกษา และสายงานนิเทศการศึกษา และข้าราชการครูและบุคลากรทางการการศึกษาอื่นในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ และอื่น ๆ ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวนทั้งสิ้น 6,659 คน และได้มีการนำสรุปผลความคิดเห็นไปใช้ประกอบการปรับปรุง (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าวด้วยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา (ว 10/2551) และให้สำนักงาน ก.ค.ศ. จัดทำคู่มือประกอบหลักเกณฑ์ฯ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติต่อไป
4. อนุมัติ แต่งตั้งอนุกรรมการผู้แทน กศจ. ใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา แทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 145 ตำแหน่ง
ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ.