ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
รายงานการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิด แบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ผู้ศึกษา ศรีเรือน นารีเลิศ

กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

ปีการศึกษา 2562

บทคัดย่อ

รายงานการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้าง และพัฒนาแบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยแบบฝึกเพื่อพัฒนา และเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี 3 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนสตรีทุ่งสง ห้อง 3/5 จำนวนนักเรียน 30 คนได้มาโดยการสุ่มแบบเป็นกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เนื่องจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทุกห้องเป็นนักเรียนที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน จัดชั้นเรียนโดยคละนักเรียนที่มีความสามารถทั้งเก่ง ปานกลางและอ่อน ระยะเวลาในการทดลอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 22 ชั่วโมง ไม่รวมเวลาทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 ถึง วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 จัดการเรียนการสอน ครั้งละ 1 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ มี 3 ชนิด คือ 1) แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 อันดับ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test แบบ Dependent Samples) พบว่า

1. การใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.80/83.00 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3. นักเรียนมีความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( = 4.50, S.D.= 0.52)

คำสำคัญ แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิด

ทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 ได้กล่าวถึงการพัฒนาผู้เรียนนอกเหนือจากความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย สติปัญญา และความรู้แล้วยังเน้นให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนค่านิยมที่พึงประสงค์ การเน้นให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมอันพึงประสงค์นั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ได้กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณลักษณะดังกล่าว โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นสาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม มาตรฐาน ส 1.1รู้และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดี และธำรงรักษาพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ จากมาตรฐานการเรียนรู้ทั้ง 2 มาตรฐาน จะเห็นได้ว่าเป็นการเน้นการเรียนการสอน เรื่องพระพุทธศาสนา

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 และมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) ที่ระบุไว้ในมาตราที่ 6 ว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรม ในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579) จะเห็นได้ว่ามีการเน้นให้คนไทยหรือผู้เรียน นอกจากจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ แล้ว ยังเน้นความสมบูรณ์ทางจิตใจ การมีคุณธรรม จริยธรรม เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมนุษย์จะสมบูรณ์ได้นั้น จะต้องสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ และได้ระบุไว้ในจุดหมายของหลักสูตร ข้อที่ 1 ว่า มีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กระทรวงศึกษาธิการ (2560)

ยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560 – พ.ศ.2579) ให้ความสำคัญกับการวางรากฐาน การพัฒนาคนให้ความสมบูรณ์เริ่มตั้งแต่กลุ่มเด็กปฐมวัยที่ต้องพัฒนาให้มีสุขภาพกายและใจที่ดี มีทักษะทางสมอง ทักษะการเรียนรู้ และทักษะชีวิต เพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพควบคู่กับการพัฒนาคนไทยในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี มีสุขภาวะที่ดี มีคุณธรรมจริยธรรม มีระเบียบวินัย มีจิตสานึกที่ดีต่อสังคมส่วนรวม มีทักษะความรู้ และความสามารถปรับตัวเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงรอบตัว ที่รวดเร็ว บนพื้นฐานของการมีสถาบันทางสังคมที่เข้มแข็งทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา สถาบันชุมชน และภาคเอกชนที่ร่วมกันพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีคุณภาพสูง อีกทั้งยังเป็นทุนทางสังคมสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ซึ่งครูจะต้องคอยสนับสนุนให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมทั้งในและนอกห้องเรียนที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะชีวิต และทักษะการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องกระทรวงศึกษาธิการ. (2560). แผนการศึกษาชาติ พ.ศ.2560-2579จากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่มีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครองและบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ รวมทั้งใน หลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ฉบับปรับปรุง 2560 ได้กำหนดไว้ในหมวดว่าด้วยการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยยึดหลักว่า ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ยึดประโยชน์ ที่เกิดกับผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็ม ตามศักยภาพ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เน้นให้ความสำคัญ ทั้งความรู้และคุณธรรม และในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ได้กำหนดเป้าหมายรวมการพัฒนาในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ 12 ว่าคนไทยมีคุณลักษณะเป็นคนไทยที่สมบูรณ์มีวินัย มีทัศนคติและพฤติกรรมตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม มีความเป็นพลเมืองตื่นรู้มีความสามารถในการปรับตัวได้อย่างรู้เท่าทันสถานการณ์ มีความรับผิดชอบและทำประโยชน์ต่อส่วนรวม มีสุขภาพกายและใจที่ดีมีความเจริญงอกงามทางจิตวิญญาณมีวิถีชีวิตที่พอเพียงและมีความเป็นไทย (แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ ฉบับที่ 12. 2560 – 2564)

ผู้ศึกษา ทำการสอน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งเป็นวัยรุ่นอายุ 15 ปี ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ มีความอ่อนไหวทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก ค่อนข้างมาก วัยรุ่นส่วนใหญ่พอใจและยอมรับในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็สนใจดูแลตนเอง ดูแลรูปร่าง หน้าตาให้ดูสวยงาม ชอบแต่งตัวแปลกๆ เพื่อสร้างความสนใจและให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน และผู้พบเห็น ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับเพื่อน ทำกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนที่สนิท ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงวัยที่มีความขัดแย้งกับครู ผู้ปกครอง พ่อแม่ มากที่สุด เนื่องจากต้องการเป็นอิสระ และเป็นตัวของตัวเอง ฝ่าฝืนกฎระเบียบ กติกาต่างๆ ไม่ชอบให้ใครมาบังคับหรือสั่งการ เด็กเริ่มเรียนรู้สังคมภายนอกครอบครัวมากขึ้น (วิโรจน์ อารีย์กุล วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า.สาขาเวชศาสตร์วัยรุ่น) มักจะเชื่อ รับรู้ โต้ตอบ ข้อมูลข่าวสาร ในสื่อออนไลน์ โดยมิได้ไตร่ตรอง จนนำไปสู่ความขัดแย้งในวงกว้าง ซึ่งเกิดการความคิดในขณะนั้น ที่เข้าใจว่าคิดถูกต้องแล้วจึงทำ จะเห็นได้ว่าความคิดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเป็นจุดเริ่มต้น ของชีวิต พฤติกรรมที่แสดงออกทางคำพูดและการกระทำ ไม่ว่าดีหรือชั่วล้วนมาจากความคิดเบื้องต้นทั้งสิ้น ซึ่งสอดคล้องกับสำนวนที่ว่า ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว หรือทางพระพุทธศาสนา เปรียบเทียบไว้ว่า สิ่งทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าใจดีหรือชั่ว การกระทำย่อมดีหรือชั่วไปด้วย การรู้จักคิดหรือคิดเป็น เป็นศูนย์กลางการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องเพราะเมื่อคิดเป็นแล้วก็ช่วยให้พูดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น การคิดเป็น ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า โยนิโสมนสิการ มีหลายวิธีแต่สรุปเป็น 4 ลักษณะใหญ่ๆ คือ 1) คิดถูกทาง 2) คิดถูกวิธี 3) คิดมีเหตุผล 4) คิดเกิดกุศล ซึ่งเป็นการคิดที่ถูกวิธีมุ่งไปสู่เป้าหมาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า การศึกษาเริ่มต้นที่ รู้จักคิด หรือ คิดให้เป็น คิดให้ถูก พระองค์เรียกตามศัพท์ศาสนาว่า “โยนิโสมนสิการ” แปลว่า คิดแยกแยะวิเคราะห์เหตุผล สืบสาวสอบสวนต้นเหตุ ปลายเหตุ จนแจ่มกระจ่าง เสฐียรพงษ์ วรรณปก (2541)

ผู้ศึกษาเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญสอดคล้องกัน จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข และเป็นบทบาทหน้าที่โดยตรงของครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา ต้องพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุจุดหมายของสาระการเรียนรู้นี้ และเพื่อให้การประกันคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานและเป้าหมายในประกาศของโรงเรียนสตรีทุ่งสง ควรเริ่มจากสอนให้ผู้เรียนคิดเป็น คิดได้ คิดจากความรู้สึกของตนเอง อาศัยประสบการณ์ด้านคุณธรรม จริยธรรมจากตัวอย่าง รูปแบบ ตลอดจนการเรียนรู้จากข้อมูลร่วมสมัยรอบตัว การสอนแนวพุทธวิธี เป็นวิธีที่ผู้สอนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากพระบรมศาสดา ถือเป็นพระบรมครู มีหลักการสอนปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก หลายแนว ที่นำมาประยุกต์ให้เข้ากับสมัยนิยมได้ เช่น วิธีสอนแบบไตรสิกขา วิธีสอนแบบปุจฉา วิธีสอนแบบอริยสัจสี่ แม้กระทั่งวิธีสอนแบบโยนิโสนิมนสิการ (สิริวรรณ ศรีพหล. 2552)

“โยนิโสมนสิการ ที่โบราณแปลสืบมาว่า ทำในใจโดยแยบคาย หรือมนสิการโดยแยบคาย หรือแปลง่ายๆว่า คิดแยบคาย เป็นการใช้ความคิดอย่างถูกวิธี หรือคิดอย่างมีวิธี เมื่อเปรียบเทียบ ในกระบวนพัฒนาปัญญาโยนิโสมนสิการอยู่ในระดับเหนือศรัทธา เพราะเป็นขั้นที่เริ่มใช้ความคิด ของตนเองเป็นอิสระ ส่วนในระบบการศึกษาอบรม โยนิโสมนสิการ เป็นการฝึกความคิดให้รู้จักคิดอย่างถูกวิธี อย่างมีระเบียบ รู้จักคิดวิเคราะห์ ไม่มองสิ่งต่างๆ อย่างตื้นๆ ผิวเผิน เป็นขั้นสำคัญในการสร้างปัญญาที่บริสุทธิ์ เป็นอิสระ ทำให้พึ่งตนเองได้ และนำไปสู่จุดหมายของพุทธธรรมอย่างแท้จริง” พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) .(2556)

การจัดการเรียนการสอน สาระพระพุทธศาสนานั้น สุมนต์ อมรวิวัฒน์ (2530 :90) ให้ความเห็นว่า ถ้าพิจารณาวิธีสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล จะพบว่า เป็นการสอน ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ดังนั้น การนำพุทธวิธีของพระพุทธองค์มาประยุกต์ใช้ในการเรียน การสอน เพื่อปลูกฝังความเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่เยาวชนของประเทศ จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

1. เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ

สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80

2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยแบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

นิยามศัพท์เฉพาะ

1. แบบฝึก หมายถึง สื่อที่ใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น เพื่อให้นักเรียนฝึกฝน เพิ่มทักษะภายหลังจากที่นักเรียนได้เรียนเนื้อหาจากบทเรียนปกติแล้ว แบบฝึกจะทำให้ผู้เรียน มีความเข้าใจ มีความรู้ความสามารถและเกิดทักษะความชำนาญมากขึ้น เป็นเครื่องมือสำคัญที่ครูนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน

2. การพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทักษะการคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ไปในทางที่ดีขึ้น เพิ่มพูนทักษะการคิดที่ดีอยู่แล้วให้มั่นคงยิ่งขึ้น โดยใช้หลักโยนิโสมนสิการ คือ การทำไว้ในใจโดยแยบคาย หรือการคิดถูกต้องตามความเป็นจริง การพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน มีสติปัญญาเป็นตัวกำกับ ทำให้นักเรียนสามารถคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และวิเคราะห์ได้อย่างถูกวิธี มีระบบ มีระเบียบต่อเนื่องจากเหตุสู่ผล เชื่อมโยงกันภายใต้พื้นฐานของคุณธรรมที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ การแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม มีเหตุผล และสร้างสรรค์ มี 10 วิธี ดังนี้

วิธีที่ 1 วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย คือ การพิจารณาปรากฏการณ์หรือปัญหาที่เป็นผลจากสภาวะที่เห็นจริงด้วยความต่อเนื่องของเรื่องราวที่เกิดขึ้น ด้วยการลำดับเหตุการณ์และผลกระทบเพื่อหาหนทางแก้ไข ด้วยการค้นหาสาเหตุ และปัจจัยต่าง ๆ ที่สัมพันธ์ส่งผลสืบทอดกันมา ในลักษณะปัจจัยสัมพันธ์และแบบสอบสวนโดยการตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบ

วิธีที่ 2 วิธีคิดแบบแยกส่วน คือ การคิดวิเคราะห์ที่แยกเป็นส่วน ๆ ขององค์ประกอบในประเด็นหลักก่อนที่จะนำมาบูรณาการเป็นองค์รวม โดยต้องแยกแยะออกมาเป็นองค์ประกอบ ย่อย ๆ ได้ กระบวนการคิดแบบนี้ ได้แก่ การแตกประเด็นย่อย การจัดหมวดหมู่ การวิเคราะห์ในแต่ละประเด็น การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของประเด็นย่อย และหมวดหมู่ และการสรุปประเด็นปัญหาเหตุและผล และแนวทางแก้ไข

วิธีที่ 3 วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ คือ กระบวนการคิดให้รู้ และเข้าใจในความธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งปวง ว่าสิ่งเหล่านั้นย่อมมีขึ้นสูงสุด และต่ำลง สิ่งเหล่านั้นย่อมมีการตั้งอยู่ และดับไป

วิธีที่ 4 วิธีคิดแบบอริยสัจ คือ การคิดแบบแก้ปัญหาที่เริ่มจากเหตุแห่งปัญหา หรือทุกข์ มีลักษณะทั่วไป 2 ประการ ได้แก่ วิธีคิดตามเหตุและผล และวิธีคิดที่ตรงจุดตรง เรื่อง ตรงไปตรงมา

วิธีที่ 5 วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ คือ การคิดตามหลักการและจุดมุ่งหมาย คือ กระบวนการคิดที่พิจารณาวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างหลักการกับจุดมุ่งหมาย ซึ่งกระบวนการคิดที่พิจารณาถึงหลักการกับจุดมุ่งหมาย จะช่วยให้เราสามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง และทำให้เกิดผลต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีที่ 6 วิธีคิดแบบพิจารณาคุณโทษ และหาทางออก คือ การคิดพิจารณาในเหตุบนทุกแง่มุม และยอมรับความจริงว่าทุกสิ่งในโลกมีทั้งคุณ - โทษ ข้อดี - ข้อเสีย จุดอ่อน - จุดแข็ง และสามารถหาทางออกหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยการปฏิบัติมรรควิธีที่ถูกต้อง

วิธีที่ 7 วิธีคิดแบบรู้คุณค่าแท้ – คุณค่าเทียม คือ การคิดพิจารณาเกี่ยวกับ การกระทำสิ่งต่าง ๆ ในการใช้สอยหรือบริโภคหรือคุณค่าในการใช้งานในชีวิตประจำวัน การพิจารณาว่าสิ่งใดที่มีคุณค่าแท้ – คุณค่าเทียม จะใช้กิเลส และตัณหาเป็นเกณฑ์พิจารณา คือ ถ้าสิ่งใดที่ทำ เพื่อประโยชน์สุขทั้งของตนเอง และผู้อื่นโดยปราศจากกิเลส และตัณหาเป็นตัวนำ สิ่งนั้นว่าเป็นคุณค่าแท้ แต่ถ้าสิ่งใดทำเพื่อตอบสนองกิเลส และตัณหาเป็นตัวนำ สิ่งนั้นถือว่าเป็นคุณค่าเทียม

วิธีที่ 8 วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม คือ วิธีคิดที่ช่วยให้เกิดบวนการความคิดบนพื้นฐานของคุณธรรม โดยการกำหนดจิตให้ระลึกอยู่ในสิ่งที่กระทำหรือที่เรียกว่า สติ

วิธีที่ 9 วิธีคิดแบบอยู่กับปัจจุบัน คือ วิธีคิดที่ให้จิตจดจ่อหรือตั้งมั่นในสิ่งที่กระทำ ในปัจจุบัน ด้วยการคิดที่มีสมาธิ จิตไม่วอกแวก ไม่นำเรื่องอื่นมาคิดให้กระวนกระวายใจ

วิธีที่ 10 วิธีคิดแบบวิภัชชวาท คือ วิธีคิดแบบการมองความจริงในทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่มองหรือคิดวิธีเฉพาะแง่ใดแง่หนึ่ง

3. ประสิทธิภาพของสื่อ หมายถึง แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการสาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 3 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80

80 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง ทั้งหมด ที่ได้จากการทำแบบทดสอบหลังเรียนด้วยแบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

80 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น

4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความสามารถของนักเรียนที่เกิดจากการเรียนรู้เนื้อหา ที่ทดลองสอนโดยพิจารณาจากคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้นซึ่งสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้

5. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ข้อสอบที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งเป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ

6. ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกชอบหรือพอใจที่มีต่อการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนา และเสริมสร้างทักษะคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

7. แบบสอบถามความพึงพอใจ หมายถึง เครื่องมือที่เก็บรวบรวมข้อมูล สอบถาม ความคิดเห็นของนักเรียนหลังจากที่ได้เรียนด้วยกระบวนการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ไปแล้วโดยแบบสอบถามที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ

วิธีดำเนินการศึกษา

ในการวิจัย เรื่อง การใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะคิดแบบโยนิโสมนสิการ

สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 3 ในครั้งนี้ ผู้ศึกษากำหนดวิธีดำเนินการศึกษาตามลำดับ ดังนี้

1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา

1. กลุ่มเป้าหมาย

1.1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนสตรีทุ่งสง จำนวน 5 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 186 คน

1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนสตรีทุ่งสง ห้อง 3/5 จำนวนนักเรียน 30 คนได้มาโดยการสุ่มแบบเป็นกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เนื่องจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทุกห้องเป็นนักเรียนที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน จัดชั้นเรียนโดยคละนักเรียนที่มีความสามารถทั้งเก่ง ปานกลาง

และอ่อน

2. ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา

2.1 ตัวแปรต้น คือ แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ

สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

2.2 ตัวแปรตาม คือ

2.2.1 ประสิทธิภาพของแบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

2.2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเพื่อพัฒนา และเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

2.2.3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเพื่อพัฒนา และเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่

2.1 แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 เล่ม ดังนี้

เล่มที่ 1 เรื่อง การเผยแผ่พระพุทธศาสนา

เล่มที่ 2 เรื่อง พุทธบริษัท 4 และชาดก

เล่มที่ 3 เรื่อง หลักธรรมในพระพุทธศาสนา

เล่มที่ 4 เรื่อง สัมมนาพระพุทธศาสนากับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

เล่มที่ 5 เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธ

2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรมในรายวิชาสังคมศึกษา 5 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

2.3 การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

4. แบบแผนการทดลอง

การศึกษาครั้งนี้ใช้แบบแผนการทดลองแบบศึกษากลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ( One Group Pretest Posttest Design )

5. การดำเนินการศึกษา

การดำเนินการศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ดำเนินการทดลองตามขั้นตอนดังนี้

5.1 กำหนดวันและเวลาการทดลองตามแผนการจัดการเรียนรู้ ระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2562 โดยปฏิบัติกิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 22 แผน เวลา 22 ชั่วโมง (จัดการเรียนการสอนคาบละ 1 ชั่วโมง) ไม่นับรวมการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน

5.2 ทดสอบก่อนเรียนโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 30 ข้อ

5.3 ดำเนินกิจกรรมการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1– 22 โดยทดสอบก่อนเรียนแล้วดำเนินการสอน ตามกำหนดการสอนที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งเก็บข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรม และทดสอบหลังเรียนในแต่ละแผนการเรียนรู้ ด้วยแบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 3 แต่ละชุด พร้อมทั้งบันทึกและหาค่าสถิติ

5.4 หลังจากจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครบถ้วนตามแผนแล้ว ให้กลุ่มตัวอย่างทดสอบหลังเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดิมกับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน

5.5 ให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 3

5.6 รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้

6. การวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้ศึกษาได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามขั้นตอน ดังนี้

6.1 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 มีรายละเอียด ดังนี้

80 ตัวแรก หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้จากทำแบบทดสอบหลังเรียนของการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 3 ทั้ง 5 ชุด ได้คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 80 ขึ้นไป

80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ได้คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 80 ขึ้นไป

6.2 วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 3 ซึ่งวัดได้จากคะแนนของนักเรียนทั้งหมด จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าที (t – test)

6.3 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนด้วยการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนา และเสริมสร้างทักษะคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี 3 ใช้ค่าเฉลี่ย ( )

สรุปและอภิปรายผล

ผลของการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 3 ผู้ศึกษาได้นำเสนอข้อมูลตามลำดับดังต่อไปนี้

ตอนที่ 1 วิเคราะห์ประสิทธิภาพของการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 3 ตามเกณฑ์ 80/80

ตอนที่ 2 วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 3 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ตอนที่ 3 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการใช้ แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 3 พบว่านักเรียน มีความพึงพอใจต่อการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 3 อยู่ในระดับมาก ( = 4.50, S.D.= 0.52) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านการพัฒนาแบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 3 เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำให้สนุกและน่าสนใจทุกครั้งอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.58,S.D.= 0.51) ส่วนด้านบรรยากาศและด้านประโยชน์มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.46, S.D.= 0.52, = 4.44, S.D.= 0.55)

สรุปผลการศึกษา

1. การใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.80/83.00 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3. นักเรียนมีความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในภาพรวมอยู่ในอยู่ในระดับมาก ( = 4.50, S.D.= 0.52)

อภิปรายผลการศึกษา

จากการศึกษาการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้ศึกษาอภิปรายผลได้ ดังนี้

1. แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.80/83.00 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องมาจากแบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 3 ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้นนั้นได้สร้างขึ้นตามขั้นตอนต่างๆ และดำเนินการอย่างเป็นระบบเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้รวมทั้งศึกษาจากเอกสารต่าง ๆ ที่มีผู้วิจัยหลายต่อหลายท่านได้กล่าวไว้เกี่ยวกับการจัดการเรียนโดยบูรณาการกับวิธีการสอนในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะส่งผลให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มอย่างมีเหตุผล ส่งผลให้เกิดการพัฒนาด้านการคิดวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบ คิดถูกวิธีคิดในแนวทางที่เป็นกุศล เป็นประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม และนำวิธีการคิดที่ถูกต้องไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) (2552 : 675-715) ที่กล่าวว่าการคิดตามหลักโยนิโสมนสิการกระบวนการพัฒนาทางปัญญาที่สูงสุดสำหรับผู้นับถือพระพุทธศาสนา ด้วยวิธีคิดแบบนี้ทำให้บุคคลเข้าใจสภาพของชีวิต สภาพของสังคม และสภาพของโลก สามารถจัดระเบียบชีวิตของตนเองจัดระบบของสังคมและสภาพแวดล้อมทั้งหลายได้อย่างถูกต้อง สอดคล้องกับกฎธรรมชาติ แม้การใช้อาจจะไม่ครบทุกวิธีทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของปัญหาจึงควรพิจารณาเลือกวิธีคิด แต่ละแบบใช้ให้เหมาะสมก็จะทำให้มนุษย์มีชีวิตร่วมกับสรรพสิ่งทั้งหลายได้อย่างถูกต้อง และสร้างสรรค์ สอดคล้องกับผลการวิจัยของ ทิศนา แขมมณี (2558) ได้ศึกษา เรื่อง วิธีการจัดการเรียนรู้โดยสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการของศาสตราจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ มาเขียนไว้ในหนังสือศาสตร์การสอนว่า วิธีการจัดการเรียนรู้ที่ดีต้องเกิดจากการวางรูปแบบการเรียนการสอนโดยสร้างศรัทธา และโยนิโสมนสิการ ส่งผลให้ผู้เรียนจะได้รับจากการการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนการสอนโดยสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการ คือ ผู้เรียนจะพัฒนาทักษะทางการคิด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม ตลอดจนนำความรู้และความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข ผลการวิจัย พบว่า การจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีทุ่งสง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.80/83.00 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 สอดคล้องกับผลการวิจัยของ พระวิชพล รัชตนุภาพ (2556) ได้ศึกษา เรื่อง การใช้วิธีสอนแบบโยนิโสมนสิการ เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้และการคิดอรรถธรรมสัมพันธ์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านต้นผึ่ง จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลบรรพตพิสัย (วัดส้มเสี้ยว) จำนวน 72 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย ผลการวิจัยพบว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีแบบโยนิโสมนสิการในเรื่องสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม เพื่อพัฒนาการคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์จำนวน 7 แผน ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ในการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน คือ ชั้นสร้างศรัทธา ชั้นพิจารณาปัญหา ชั้นความคิดอรรถธรรมสัมพันธ์ และขั้นการประยุกต์ใช้ซึ่งทุกแผนมีความสอดคล้องกับเนื้อหา จุดประสงค์ของการวิจัยตลอดจนการดำเนินกิจกรรมโดยมีค่าเฉลี่ยดัชนีความสอดคล้อง (IOC) จากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน เท่ากับ 0.92 2. ศึกษาการคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง โดยการใช้เกณฑ์ระดับคุณภาพการประเมินของ O-NET พบว่าคะแนน การทำแบบทดสอบ ของผู้เรียนครั้งแรกเฉลี่ยร้อยละ 48.33 อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนคะแนนการทำแบบทดสอบของผู้เรียนครั้งหลังเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 70.50 อยู่ในระดับดีมาก คะแนน การทำแบบทดสอบเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.17 ของการทำแบบทดสอบในครั้งแรก ซึ่งนักเรียนกลุ่มนี้คะแนนการพัฒนาการคิดอรรถธรรมสัมพันธ์อยู่ระหว่างร้อยละ 29.52 – 76.92 แสดงว่า การใช้วิธีสอนแบบโยนิโสมนสิการสามารถพัฒนาการคิดอรรถธรรมสัมพันธ์ของผู้เรียนได้ 3. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ของการจัดการเรียนรู้แบบวิธีโยนิโสมนสิการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง พบว่า คะแนนการทำแบบทดสอบ ของผู้เรียนก่อนเรียนเฉลี่ยร้อยละ 50.00 อยู่ในระดับผ่าน ส่วนคะแนนการทำแบบทดสอบของผู้เรียนครั้งหลังเฉลี่ยร้อยละ 75.00 อยู่ในระดับดีซึ่งคะแนนการทำแบบทดสอบเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.00 ของการทำแบบทดสอบในครั้งแรก นักเรียนกลุ่มนี้มีคะแนนการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อยู่ระหว่างร้อยละ 3.79 – 107.14 แสดงว่า การใช้วิธีสอนแบบโยนิโสมนสิการสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เนื่องมาจากผู้วิจัยได้ออกแบบ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย มีขั้นตอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ชัดเจน และเป็นระบบ มีการใช้กระบวนการกลุ่มที่ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเองตามขั้นตอนที่ผู้สอนได้กำหนดไว้ ท้าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ส่งเสริมให้รู้จักคิด มีโอกาสได้แสดงความคิด รู้จักยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นโดยการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ตลอดจนมีการร่วมมือกันท้างานอย่างมีระบบตามขั้นตอน ทั้งนี้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ตามหลักโยนิโสมนสิการ โดยการนำทฤษฎีของ ศาสตราจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ ซึ่งได้ประยุกต์มาจากหลักพุทธธรรมและพุทธวิธี เพื่อนำไปใช้ให้เหมาะแก่กาลเวลา ลักษณะเนื้อหาสาระและวัยของผู้เรียน โดยมีขั้นตอนของกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามหลักโยนิโสมนสิการ ประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้ (1) ขั้นนำ หมายถึง ขั้นตอนของการเตรียมความพร้อมแก่ผู้เรียน อันได้แก่ การจัดบรรยากาศในชั้นเรียนให้เหมาะสมกับระดับชั้น เหมาะสมกับวัยของผู้เรียนวิธีการเรียนการสอนและเนื้อหาของบทเรียน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ผู้สอนเป็นกัลยาณมิตร หมายถึง ผู้สอนทำตนให้เป็นที่เคารพรักของผู้เรียน โดยมีบุคลิกภาพดี สะอาด แจ่มใส และ สำรวม มีสุขภาพจิตดี มีความมั่นใจในตนเอง และการเสนอสิ่งเร้าและแรงจูงใจ เช่น ใช้สื่อการเรียนการสอน หรืออุปกรณ์และวิธีการต่าง ๆ เพื่อเร้าความสนใจ เช่น การจัดป้ายนิเทศ นิทรรศการ เสนอเอกสาร ภาพ กรณีปัญหา กรณีตัวอย่าง สถานการณ์จำลอง จัดกิจกรรมที่สนุก น่าสนใจ ให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบความรู้ความสามารถของตน และได้รับทราบผลทันที (2) ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง ขั้นตอนที่ผู้เรียนจะได้ใช้ความสามารถทางปัญญา ฝึกทักษะต่าง ๆ และพัฒนาความสามารถทางอารมณ์ โดยใช้กิจกรรมในการจัดการเรียนรู้ตามหลักโยนิโสมนสิการด้วยวิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1. คิดเร้ากุศลทำให้เกิดความคิดและการกระทำที่ดีงามเป็นประโยชน์ ในขณะนั้น ๆ 2. ช่วยแก้ไขนิสัยเดิมพร้อมกับสร้างนิสัยความเคยชินใหม่ 3. คิดในเรื่องที่เป็นประโยชน์และดีงามอย่างมีเหตุผล 4. นำไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหา เมื่อครูจัดการเรียนรู้ตามลำดับขั้นตอนจนครบแล้ว จะเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มอย่างมีเหตุผล ส่งผลให้เกิดการพัฒนาด้านการคิดวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบ คิดถูกวิธี คิดในแนวทางที่เป็นกุศลเป็นประโยชน์ต่อตนเอง และส่วนรวม และนำวิธีการคิดที่ถูกต้องไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ (3) ขั้นสรุป หมายถึง ขั้นตอนที่ครูและผู้เรียนจะได้รวบรวมข้อมูล จากการสังเกตการปฏิบัติทุกขั้นตอน นำมาอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้ แล้วสรุปผล การปฏิบัติสรุปบทเรียน ครูวัดและประเมินผลการจัดเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะทางการคิด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม ตลอดจนนำความรู้และความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข สอดคล้องกับผลการวิจัย ของ พระวิชพล รัชตนุภาพ (2556) ได้ศึกษา เรื่อง การใช้วิธีสอนแบบโยนิโสมนสิการ เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้และการคิดอรรถธรรมสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง จังหวัดเชียงใหม่ ผลการวิจัยพบว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีแบบโยนิโสมนสิการในเรื่องสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมเพื่อพัฒนาการคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์จำนวน 7 แผน ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ในการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน คือ ขั้นสร้างศรัทธา ขั้นพิจารณาปัญหา ขั้นความคิดอรรถธรรมสัมพันธ์ และขั้นการประยุกต์ใช้ ซึ่งทุกแผนมีความสอดคล้องกับเนื้อหา จุดประสงค์ของการวิจัยตลอดจนการดำเนินกิจกรรม 2. ศึกษาการคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ของนักเรียน ขั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง โดยการใช้เกณฑ์ระดับคุณภาพการประเมินของ O-NET พบว่าคะแนนการทำแบบทดสอบของผู้เรียนครั้งแรก เฉลี่ยร้อยละ 48.33 อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนคะแนนการทำแบบทดสอบของผู้เรียนครั้งหลังเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 70.50 อยู่ในระดับดีมาก คะแนนการทำแบบทดสอบเพิ่มขึ้น ร้อยละ 22.17 ของการทำแบบทดสอบในครั้งแรก ซึ่งนักเรียนกลุ่มนี้ คะแนนการพัฒนาการคิดอรรถธรรมสัมพันธ์อยู่ระหว่างร้อยละ 29.52 – 76.92 แสดงว่า การใช้วิธีสอนแบบโยนิโสมนสิการสามารถพัฒนาการคิดอรรถธรรมสัมพันธ์ของผู้เรียนได้3. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ของการจัดการเรียนรู้แบบวิธีโยนิโสมนสิการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง พบว่าคะแนนการทำแบบทดสอบของผู้เรียนก่อนเรียน เฉลี่ยร้อยละ 50.00 อยู่ในระดับผ่าน ส่วนคะแนนการทำแบบทดสอบของผู้เรียนครั้งหลัง เฉลี่ยร้อยละ 75.00 อยู่ในระดับดีซึ่งคะแนนการทำแบบทดสอบเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.00 ของการทำแบบทดสอบในครั้งแรก นักเรียนกลุ่มนี้มีคะแนนการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อยู่ระหว่างร้อยละ 3.79 – 107.14 แสดงว่า การใช้วิธีสอนแบบโยนิโสมนสิการสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ สอดคล้องกับผลการวิจัยของพระมหาสุรศักดิ์ มุ่งซ้อนกลาง (2558) ได้ศึกษา เรื่อง การศึกษาผลการเรียนรู้และการคิดแบบคุณโทษและทางออก เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการเรียนรู้ เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ด้วยวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความสามารถในการคิดแบบคุณโทษและทางออก ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับผลการวิจัยของ พระพิทักษ์ อริยปุตฺโต (บุญทอง) (2560) ได้ศึกษา เรื่อง การสอนแบบโยนิโสมนสิการ วิชาพระพุทธศาสนา นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัด แม่เฉย จังหวัดอุตรดิตถ์” ผลการวิจัยพบว่า 1) การสอนแบบโยนิโสมนสิการ วิชาพระพุทธศาสนา นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดแม่เฉย จังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มอย่างมีเหตุผล นำเสนอ ซักถาม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามหลักโยนิโสมนสิการได้เป็นอย่างดี 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง วันมาฆบูชา แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง วันวิสาขบูชา แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง วันอาสาฬหบูชา แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง วันเข้าพรรษา แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง วันออกพรรษา มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.49, S.D = 0.49) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้าน การจัดการเรียนรู้ตามหลักโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ในรายวิชาสังคมศึกษา 5 ส 23101 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยแบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้สื่อประสม โรงเรียนสตรีทุ่งสง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบฝึกทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการแล้วทำให้สนุกและน่าสนใจทุกครั้งอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.58, S.D.= 0.51) ส่วนด้านบรรยากาศและด้านประโยชน์มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.46, S.D.= 0.52, = 4.44, S.D.= 0.55) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) (2542 : 33 -34) ที่อธิบายว่าในการเรียนควรเรียนจากสิ่งที่รู้เห็นเข้าใจง่าย หรือรู้เห็นอยู่แล้วไปหาสิ่งที่เข้าใจยาก หรือยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ เรียนจากเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวไปหาสิ่งที่อยู่ไกลตัว ถ้าสิ่งที่เรียนเป็นสิ่งที่แสดงได้ก็ให้เรียนด้วยของจริง เพื่อให้นักเรียนได้ดูได้เห็น ได้ฟังเองอย่างที่เรียกว่าประสบการณ์ตรง การเรียนการสอนดำเนินไปในรูปแบบที่ให้รู้สึกว่าผู้เรียนกับผู้สอนมีบทบาทร่วมกัน ในการแสงหาความจริง ให้มีการแสดงความคิดเห็น โต้ตอบเสรี หลักการนี้เป็นข้อสำคัญในวิธีการ แห่งปัญญา และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ นันทวัน พัวพัน (2560 : บทคัดย่อ) ที่ศึกษาเรื่องการพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่อง หลักธรรมของพระพุทธศาสนา และความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลด้วยวิธีสอนแบบโยนิโสมนสิการ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่านักเรียน มีความเห็นด้วยต่อการจัดการเรียนด้วยวิธีสอบแบบโยนิโสมนสิการอยู่ในระดับเห็นด้วยมากทุกด้าน

ข้อเสนอแนะ

1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการศึกษาไปใช้

1.1 ก่อนที่จะนำแบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ไปใช้ ครูผู้สอนควรศึกษาคู่มือการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และรายละเอียดของแผนการจัดการเรียนรู้ให้เข้าใจก่อน

1.2 ในกรณีที่มีการแบ่งกลุ่มการสอนควรแบ่งนักเรียนไว้ให้เรียบร้อยก่อนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งแต่ละกลุ่มควรที่จะประกอบไปด้วยเด็กที่ระดับการเรียนเก่ง ปานกลาง และเด็กอ่อนคละกันไปเพราะทำให้นักเรียนมีโอกาสได้ช่วยกันในการเรียน

1.3 การใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3เป็นเทคนิคการเรียนรู้แนวใหม่สำหรับนักเรียน ครูได้มีรูปแบบในการใช้การจัดการเรียนรู้ตามหลักโยนิโสมนสิการ โดยครูควรศึกษาข้อมูลและหลักการของกระบวนการการจัดการเรียนรู้ตามหลักโยนิโสมนสิการให้เกิดความชำนาญ ในการที่จะนำไปใช้กับนักเรียนก่อน เพื่อไม่ให้เกิดการข้ามขั้นตอนของกระบวนการและเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไป

2. ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป

2.1 การเลือกเนื้อหาสำหรับใช้ในแบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ควรเลือกเนื้อหาที่น่าสนใจทันสมัย ทันเหตุการณ์ จะช่วยเร้าความสนใจของนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น และสามารถนำความรู้และข้อคิดไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

2.2 ควรศึกษาเปรียบเทียบการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ กับวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิธีอื่นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ในสาระศาสนา ศีลธรรมจริยธรรม ของนักเรียนให้มากขึ้น

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตัวชี้วัดและหลักสูตรแกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรูสังคมศึกษา

ศาสนาและวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา

ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. สำนักคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ, กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรการเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). แผนการศึกษาชาติ พ.ศ.2560-2579.สำนักงานเลขาธิการสภา

การศึกษา กรุงเทพฯ : บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต). (2554). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม (Dictionary of Buddhism). กรุงเทพฯ : สหธรรมมิก จำกัด.

. (2549). พุทธธรรม : ฉบับปรับปรุงและขยายความ.พิมพ์ครั้งที่ 11. กรุงเทพฯ : สหธรรมิก.

สิริวรรณ ศรีพหล. (2552). การจัดการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา

และวัฒนธรรม .นนทบุรี : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช.

สุมน อมรวิวัฒน์. (2530). การสอนโดยสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการ.กรุงเทพฯ:

โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮ้าส์.

เสถียรพงษ์ วรรณปก. (2541). คิดเป็นทำเป็นตามแนวพุทธธรรม. กรุงเพทฯ : อมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด.

Applewhite, P. B. (1965). Organization Behavior Englewook Cliffs. New York:

Prentice Hall.

Maslow, A. (1970). Human needs theory: Maslow’s hierarchy of human needs.

In R.F. Craven & C. J. Hirnle (Eds.), Fundamental of Nursing: Human

McGregor, Douglas. (1960). The Human Side of Enterprise. New York : McGraw–Hill Book Company, Inc.

Morse Nancey C. (1955). Satisfaction in the White Collar Job. Michigan :

University of Michigan Press

Scott, A.H. (1970). Milkproduction. London : lliffed. Vishalache Balakrishnan (2009)

โพสต์โดย ศรี : [18 พ.ค. 2564 เวลา 10:37 น.]
อ่าน [1173] ไอพี : 110.168.250.165
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
เครื่องมือวิทยาศาสตร์
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com

แนวข้อสอบท้องถิ่น
แนวข้อสอบ กพ


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ