ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระเสียงยาว กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติและเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร อีกทั้งภาษาไทยยังเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทยเป็นเครื่องมือในการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทำให้สามารถประกอบธุระกิจการงานและการดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุขและเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ

เพื่อพัฒนาความรู้ ความคิด วิเคราะห์ วิจารณ์และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของตนเองและในระดับประเทศชาตินอกจากนี้ภาษาไทยยังเป็นสื่อที่แสดงถึง

ภูมิปัญญาท้องถิ่นของบรรพบุรุษในด้านวัฒนธรรมประเพณีและความเป็นอยู่โดยบันทึกไว้เป็นวรรณคดีและวรรณกรรมอันล้ำค่าจึงถือได้ว่าภาษาไทยจึงเป็นสมบัติของชาติที่ควรแก่การเรียนรู้และอนุรักษ์

สืบสานให้คงอยู่คู่กับชาติไทยตลอดไปอีกทั้งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2542 มาตรา 22 กำหนดแนวทางในการจัดการศึกษาไว้ว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ ฉะนั้นครูผู้สอนจะต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการเป็นผู้ชี้นำผู้ถ่ายทอดความรู้ไปเป็นผู้ช่วยเหลือส่งเสริมและสนับสนุนผู้เรียนในการแสวงหาความรู้จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้เรียนเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้สร้างสรรค์ความรู้

ของตนเอง (กระทรวงศึกษาธิการ . 2551: 28)

ภาษาไทยเป็นเครื่องมือใช้สื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันและตรงตามจุดมุ่งหมาย

ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดความต้องการและความรู้สึก การใช้ภาษาเป็นทักษะที่ผู้ใช้ต้องฝึกฝน

ให้เกิดความชำนาญไม่ว่าจะเป็นการอ่านการเขียนการพูดการฟังและการดูสื่อต่าง ๆ รวมทั้งต้องใช้ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางภาษาเพื่อสื่อสารให้เกิดประสิทธิภาพและใช้อย่างคล่องแคล่วหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ได้เห็นความสำคัญของการเรียนภาษาไทยจึงกำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยออกเป็น 5 สาระ ได้แก่ สาระที่ 1 การอ่าน

สาระที่ 2 การเขียน สาระที่ 3 การฟัง สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม ซึ่งทุกสาระล้วนเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนให้เกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อสื่อสาร

ให้ผู้เขียนเลือกใช้คำเรียบเรียงความคิด ความรู้ให้ชัดเจน ใช้ภาษาให้ถูกต้องตามหลักภาษา ใช้ถ้อยคำ

ให้ตรงความหมาย ถูกต้องตามฐานะและสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการเรียนสาระวรรณคดีและวรรณกรรม ผู้เรียนต้องเห็นความงดงามของถ้อยคำและคุณค่าในบทร้อยกรอง เข้าใจเรื่องราว

ในวรรณคดี ดังนั้น การอ่านบทร้อยกรองที่ไพเราะหรือการท่องบทอาขยาน ก็จะเป็นต้นทุนและพื้นฐานของการแต่งบทร้อยกรองในระดับที่สูงขึ้นและทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้สังคมชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทยอีกด้วย (กระทรวงศึกษาธิการ. 2552 : 9)

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเกี่ยวกับการอ่านและการเขียนนั้นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดให้นักเรียนต้องเรียนรู้ทักษะการอ่านและการเขียน สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยให้บรรลุจุดประสงค์ของหลักสูตรและมีคุณภาพนั้น จำเป็นต้องฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ให้สัมพันธ์กัน ทั้งทักษะการรับเข้ามา คือการอ่านหรือการฟังและทักษะ การถ่ายทอดออกไป คือการพูดและการเขียน โดยเฉพาะการอ่านและการเขียนเป็นทักษะที่มี

ความจำเป็นที่ใช้ในการรักษาและสื่อสารต่อโลกปัจจุบัน เป็นโลกแห่งข้อมูลข่าวสารโลกของการศึกษา จึงมิได้กำหนดอยู่ภายในห้องเรียนเท่านั้น การอ่านและการเขียนจึงเป็นกระบวนการสำคัญยิ่ง

ในการ พัฒนาในยุคโลกไร้พรมแดน ส่วนการเขียนคำถือเป็นทักษะทางภาษาที่สำคัญเพราะเป็นการใช้สัญลักษณ์แทนการพูดเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด เรื่องราวต่าง ๆ และในเรื่องของการประสม

สระเสียงยาวมีความสำคัญต่อการอ่านและการเขียนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นพื้นฐานที่จำเป็นของ

การอ่านและการเขียนอย่างหนึ่งที่นักเรียนต้องรู้จักอ่านและเขียนให้ถูกต้องก่อน จึงจะสามารถเขียนประโยคและเรื่องราวได้ การอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระเสียงยาว ยังเป็นพื้นฐานในการแสดงออก

ที่สำคัญในการเรียนการสอนเกือบทุกวิชาและในอ่านและเขียนการเขียนคำที่ถูกต้อง จะช่วยให้สื่อความหมายมีประสิทธิภาพถ้านักเรียนอ่านและเขียนคำผิด จะทำให้การสื่อความหมายผิดไปด้วยและส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไม่เป็นตามที่ประสงค์ การอ่านและการเขียนจึงสำคัญมาก

หากอ่านและเขียนโดยไม่ระมัดระวัง ย่อมทำให้เกิดปัญหาในการถ่ายทอด ทำให้สื่อสารไม่ตรงตามวัตถุประสงค์มีผลกระทบต่อการเรียนของนักเรียน เพราะต้องอาศัยทั้งทักษะการอ่านและการเขียน

ในการจดบันทึกเขียนอธิบาย เขียนในแบบทดสอบ ถ้าอ่านและเขียนไม่ถูกต้องจะเป็นอุปสรรค

ในการถ่ายทอดความคิด ทำให้การเขียนนั้นสะดุด ต้องใช้เวลารวบรวมความคิดใหม่ ทำให้นักเรียน

เขียนหนังสือได้ช้า ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในการจัดการเรียนการสอน ดังนั้นครูจึงต้องเน้นให้นักเรียน

ได้ฝึกฝนการอ่าน และการเขียนคำที่ประสมสระเสียงยาวอยู่เสมอ จนอ่านและเขียนได้ถูกต้องรวดเร็ว

เกิดความมั่นใจ สามารถนำเอาประโยชน์จากการอ่านและการเขียนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

(ธนพร ดวงพรกชกร. 2559 : 2)

ด้วยความสำคัญดังกล่าว หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

ได้กำหนดให้ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร

การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 37) แต่ยังพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลิมุด (บุญชอบ สาครินทร์) ยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ ดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ท11101

ปีการศึกษา 2561-2562 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลิมุด (บุญชอบ สาครินทร์)

ข้อมูลเปรียบเทียบ ปีการศึกษา

2561 2562

เป้าหมาย 80 80

ผลการประเมิน 68.34 71.10

จากตารางที่ 1 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลิมุด (บุญชอบ สาครินทร์) ตั้งแต่ปี 2561 – 2562 ยังไม่บรรลุเป้าหมาย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าโดยธรรมชาติของวิชาภาษาไทยแล้ว ถือว่าเป็นวิชาที่นักเรียนไม่ค่อยให้ความสำคัญ

เมื่อผนวกกับผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไม่น่าสนใจ และขาดการใช้สื่อที่มีคุณภาพ จึงส่งผลให้การเรียนน่าเบื่อหน่ายและไม่ตระหนักถึงความสำคัญของวิชานี้ ผู้รายงานได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้รายงานพบว่าปัจจุบันได้มีการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำที่มีประสิทธิภาพเป็นจำนวนมาก และพบว่าแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำช่วยให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ดังที่ สุวิทย์ มูลคำ และ อรทัย มูลคำ (2556 : 57 – 58) ได้กล่าวถึงข้อดีของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำว่าเป็นการส่งเสริมการเรียนเป็นรายบุคคล โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความสามารถ ความสนใจ ตามเวลาและโอกาส

ที่เหมาะสมของแต่ละบุคคล แก้ปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอน เพราะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียน

ได้ด้วยตนเอง และต้องการความช่วยเหลือจากครูผู้สอนไม่มากนัก สร้างความมั่นใจและช่วยลดภาระ

ของผู้สอน เพราะแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ เตรียมไว้ครบจำนวนหน่วยการเรียนรู้ และจัดไว้เป็นหมวดหมู่ ทำให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ได้ทันที เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง มีโอกาสฝึกการตัดสินใจ และการทำงานร่วมกับกลุ่ม และช่วยให้ผู้เรียนจำนวนมากได้รับความรู้แนวเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ

จากเหตุผลข้างต้นที่กล่าวมานั้น ผู้รายงาน จึงได้เล็งเห็นว่าหากนักเรียนได้รับการฝึกซ้ำบ่อย ๆ ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระเสียงยาว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จะสามารถช่วยแก้ปัญหาในการอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระเสียงยาวที่นักเรียนอ่านและเขียนผิดบ่อย ๆ ได้และช่วยพัฒนาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยให้มีประสิทธิภาพและ

ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยสูงขึ้น

โพสต์โดย ครูรอฮานา : [21 มี.ค. 2565 เวลา 17:38 น.]
อ่าน [362] ไอพี : 49.230.175.191
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 13,467 ครั้ง
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อันตรายที่อย่ามองข้าม
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อันตรายที่อย่ามองข้าม

เปิดอ่าน 40,263 ครั้ง
รวมคำสั่ง RUN ที่จำเป็นต้องใช้
รวมคำสั่ง RUN ที่จำเป็นต้องใช้

เปิดอ่าน 13,350 ครั้ง
QR CODE คืออะไร
QR CODE คืออะไร

เปิดอ่าน 11,748 ครั้ง
กรุงเทพฯ กับ บางกอก
กรุงเทพฯ กับ บางกอก

เปิดอ่าน 7,686 ครั้ง
ปฏิรูปการศึกษาไทย พายเรือในอ่าง (1)
ปฏิรูปการศึกษาไทย พายเรือในอ่าง (1)

เปิดอ่าน 13,962 ครั้ง
จดหมายฉบับที่ 47 ถึงนายกรัฐมนตรี+รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
จดหมายฉบับที่ 47 ถึงนายกรัฐมนตรี+รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เปิดอ่าน 47,050 ครั้ง
ตัวอย่างใบงานจากการ์ตูนความรู้
ตัวอย่างใบงานจากการ์ตูนความรู้

เปิดอ่าน 18,020 ครั้ง
เคล็ดลับการเลือกสีผมจากสีผิว
เคล็ดลับการเลือกสีผมจากสีผิว

เปิดอ่าน 54,306 ครั้ง
เทคนิคการใช้แฟลชในการถ่ายภาพ
เทคนิคการใช้แฟลชในการถ่ายภาพ

เปิดอ่าน 9,924 ครั้ง
ใช้คอมมากระวัง.. โรควุ้นในตาเสื่อม !!
ใช้คอมมากระวัง.. โรควุ้นในตาเสื่อม !!

เปิดอ่าน 22,011 ครั้ง
"วาสนา" ดีจากไหน ลองดูที่ "เส้นวาสนา" จากลายมือกัน
"วาสนา" ดีจากไหน ลองดูที่ "เส้นวาสนา" จากลายมือกัน

เปิดอ่าน 11,228 ครั้ง
เป่ายิ้งฉุบเป็นของชาติไหน
เป่ายิ้งฉุบเป็นของชาติไหน

เปิดอ่าน 49,712 ครั้ง
ตารางธาตุ
ตารางธาตุ

เปิดอ่าน 14,302 ครั้ง
สุดทึ่ง นักโบราณคดีอึ้ง รูปปั้นนักรบเฝ้าสุสานจีน 7 พันตัว ถูกปั้น"ตามใบหน้าจริงแต่ละคน
สุดทึ่ง นักโบราณคดีอึ้ง รูปปั้นนักรบเฝ้าสุสานจีน 7 พันตัว ถูกปั้น"ตามใบหน้าจริงแต่ละคน

เปิดอ่าน 12,236 ครั้ง
คู่มือกระตุ้นจินตนาการครูและผู้ปกครองโหลดฟรี
คู่มือกระตุ้นจินตนาการครูและผู้ปกครองโหลดฟรี

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
เครื่องมือวิทยาศาสตร์
Koi360
ติวสอบ GED
ติวสอบ SAT
จดทะเบียนบริษัท
ตู้แช่ไวน์
BestKru
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร

เปิดอ่าน 10,330 ครั้ง
อยากรู้มั้ยว่าทำไม ? คนไทยถึงรักพระเจ้าแผ่นดิน
อยากรู้มั้ยว่าทำไม ? คนไทยถึงรักพระเจ้าแผ่นดิน

เปิดอ่าน 20,430 ครั้ง
วัฎจักรการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการวิจัย (Internet research cycle)
วัฎจักรการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการวิจัย (Internet research cycle)

เปิดอ่าน 9,195 ครั้ง
5 สูตรสวยด้วยเกลือ
5 สูตรสวยด้วยเกลือ

เปิดอ่าน 11,271 ครั้ง
7 Thinking method to be genius วิธีคิดอย่างคนเก่ง
7 Thinking method to be genius วิธีคิดอย่างคนเก่ง

เปิดอ่าน 20,534 ครั้ง
"ครูเคยโทษตัวเองบ้างหรือไม่ ?" บทความกระแสคัดค้านการถ่ายโอนสู่ท้องถิ่น โดย วีระ สุดสังข์
"ครูเคยโทษตัวเองบ้างหรือไม่ ?" บทความกระแสคัดค้านการถ่ายโอนสู่ท้องถิ่น โดย วีระ สุดสังข์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ