ชื่อวิจัย รูปแบบการนิเทศแบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู
ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน
ผู้วิจัย นางณัฐญานี ธงยศ
ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ
ชื่อหน่วยงาน โรงเรียนบ้านหนองสะโน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1
ปีที่วิจัย ปีการศึกษา 2567
บทคัดย่อ
การวิจัย เรื่อง รูปแบบการนิเทศแบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาหาสาเหตุของปัญหา และแนวทางแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน 2) เพื่อสร้าง และตรวจสอบคุณภาพร่างรูปแบบการนิเทศแบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศแบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ ครู ที่รับผิดชอบจัดการเรียนรู้ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองสะโน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 6 คน และผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 48 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ฉบับที่ 9 แบบประเมินคุณภาพด้านกระบวนการนิเทศแบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ฉบับที่ 10 แบบประเมินคุณภาพด้านพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู ฉบับที่ 11 แบบบันทึกผลการประเมินคุณภาพของผู้เรียนด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ฉบับที่ 12 แบบประเมินด้านความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของ ครู และฉบับที่ 13 แบบประเมินด้านความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีต่อรูปแบบการนิเทศแบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน และเอกสารประกอบ ฯ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า
1. ผลการศึกษาหาสาเหตุของปัญหา 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการพัฒนาครู ครูขาดการพัฒนาด้านการจัดการเรียนรู้ ครูขาดการพัฒนาเทคนิคการจัดการเรียนรู้ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง 2) ด้านการนิเทศที่ขาดความต่อเนื่อง และขาดความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนิเทศในการร่วมวางแผน 3) ด้านการจัดการเรียนรู้ของครู ครูยังขาดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ และแนวทางแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน มีดังนี้ 1) แนวทางแก้ปัญหาด้านครูขาดการพัฒนาด้านการจัดการเรียนรู้ ควรส่งเสริมและพัฒนาการสอนใหม่ ๆ ให้แก่ครูอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในสถานศึกษา 2) แนวทางแก้ปัญหาด้านการนิเทศขาดความต่อเนื่องและขาดความร่วมมือ ควรให้โรงเรียนศึกษารูปแบบการนิเทศที่ให้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมมือในการดำเนินการนิเทศด้วย 3) แนวทางแก้ปัญหาด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติ ควรส่งเสริมให้ครูปรับเปลี่ยนวิธีสอนไปสู่การจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนปฏิบัติจริงเชิงรุก (Active Learning)
2. ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพร่างรูปแบบการนิเทศแบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน พบว่า กระบวนการนิเทศ ประกอบด้วย 4 กิจกรรม และการนิเทศ 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การเตรียมการก่อนการนิเทศ เป็นการสร้างความพร้อมและวางแผนร่วมกัน ประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ดังนี้ กิจกรรมที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหา และกิจกรรมที่ 2 การกำหนดเป้าหมายการนิเทศ ระยะที่ 2 การปฏิบัติ เป็นระยะดำเนินการกระบวนการนิเทศสู่การปฏิบัติจริง ประกอบด้วย 1 กิจกรรมหลัก 2 กิจกรรมย่อย ดังนี้ กิจกรรมที่ 3 การดำเนิน การนิเทศ กิจกรรมย่อยที่ 1 ดำเนินการฝึกอบรม (Training) และการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Work shop) กิจกรรมย่อยที่ 2 การเรียนรู้ด้วยตนเองจากการปฏิบัติงาน OJT (On the Job Training) ระยะที่ 3 การประเมินและสะท้อนผล เป็นการตรวจสอบความสำเร็จของร่างรูปแบบนิเทศ และจัดทำเอกสารประกอบร่าง ฯ ประกอบด้วย 1 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมที่ 4 การประเมินผลการนิเทศ ผลการยกร่างเอกสารประกอบร่างรูปแบบการนิเทศแบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน จำนวน 2 รายการ คือ เล่มที่ 1 คู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศแบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน (สำหรับผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง) และ เล่มที่ 2 คู่มือการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (สำหรับครู) ผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และประโยชน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ มติรับรองร่างรูปแบบการนิเทศแบบร่วมมือ ฯ และเอกสารประกอบร่าง ฯ จากผู้ทรงคุณวุฒิ ผ่านการตรวจสอบคุณภาพภาคสนามจากโรงเรียนบ้านนาสะเดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 ผ่านเกณฑ์การผ่านทุกรายการ
3. ผลการใช้รูปแบบการนิเทศแบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน พบว่า 1) ผลต่อคุณภาพด้านกระบวนการนิเทศแบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน โดยภาพรวม คุณภาพด้านกระบวนการนิเทศแบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ระดับมากที่สุด (µ=4.71, σ=0.19) ผ่านเกณฑ์การผ่าน 2) ผลต่อคุณภาพของครูด้านพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู พบว่า คุณภาพของครูด้านพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โดยภาพรวม ระดับมากที่สุด (µ=4.69, σ=0.19) ผ่านเกณฑ์การผ่าน 3) ผลต่อคุณภาพของผู้เรียนด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน พบว่า ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับดี (3) ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ค่าเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนดทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ 4) ผลต่อด้านความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู พบว่า โดยภาพรวม ผู้เรียนมีความพึงพอใจ ระดับมาก (µ=2.75, σ=0.14) และ 5) ผลต่อด้านความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีต่อรูปแบบการนิเทศแบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน และเอกสารประกอบ ฯ พบว่า โดยภาพรวม ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความพึงพอใจ ระดับมากที่สุด (x̄ =4.65, SD=0.21)
คำสำคัญ รูปแบบ การนิเทศแบบร่วมมือ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก