ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
Advertisement

การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเชิงบูรณาการเพื่อป้องกันเด็กออกกลางคันและติดตามช่วยเหลือนักเรียนที่ออกกลางคันให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โรงเรียนวัดราษฎร์บำรุง(ไสวราษฎร์อุปถัมภ์)

บทสรุปผู้บริหาร

รายงานผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)

เรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเชิงบูรณาการเพื่อป้องกันและติดตามช่วยเหลือนักเรียนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โรงเรียนวัดราษฎร์บำรุง (ไสวราษฎร์อุปถัมภ์)

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร

1. ความเป็นมาและสภาพปัญหา

การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษา คงอยู่ในระบบและสำเร็จการศึกษาตามศักยภาพถือเป็นภารกิจสำคัญของสถานศึกษาโดยเฉพาะโรงเรียน

ขยายโอกาสทางการศึกษาที่มีผู้เรียนหลากหลายด้านเศรษฐกิจ สังคม ครอบครัว สุขภาวะและวิถีชีวิตจากการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและการติดตามผู้เรียนของโรงเรียน

วัดราษฎร์บำรุง (ไสวราษฎร์อุปถัมภ์) พบว่า ผู้เรียนร้อยละ 1.65 มีความเสี่ยงต่อการขาดเรียนเรื้อรัง การออกกลางคัน และการหลุดออกจากระบบการศึกษา อันเนื่องมาจากปัจจัยที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ได้แก่ ความยากจนและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ครอบครัวแตกแยก การหย่าร้าง ความรุนแรงในครอบครัว การตั้งครรภ์ในวัยเรียน ยาเสพติดและพฤติกรรมเสี่ยง สุขภาพกายและสุขภาพจิต การติดเกม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลการทำงานระหว่างเรียนตลอดจนรูปแบบการจัดการศึกษาที่อาจไม่สอดคล้อง

กับข้อจำกัดและวิถีชีวิตของผู้เรียนบางราย

จากสภาพปัญหาดังกล่าว โรงเรียนจึงเห็นความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการ จากเดิมที่มุ่งแก้ไขปัญหาภายหลังจากที่นักเรียนออกจากระบบไปแล้ว ไปสู่การบริหารจัดการเชิงรุก เชิงป้องกันและเชิงบูรณาการที่สามารถค้นหาสัญญาณความเสี่ยงตั้งแต่ระยะแรก วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาเป็นรายบุคคล ให้ความช่วยเหลืออย่างตรงจุด จัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับบริบทผู้เรียน และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง อันนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาที่เรียกว่า “RB–D to D Zero Dropout Integrated Model” ซึ่งบูรณาการแนวทาง RB Zero Dropout ของสถานศึกษาเข้ากับแนวคิด D to D Model (Decrease to Drop Model) ให้เป็นระบบบริหารจัดการเดียวกัน

2. วัตถุประสงค์

2.1 เพื่อป้องกันและลดปัญหานักเรียนตกหล่นและออกกลางคัน ให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา กลับเข้าสู่การเรียนรู้ คงอยู่ในระบบ

2.2 เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเชิงบูรณาการ (RB–D to D Zero Dropout Integrated Model) เชิงบูรณาการอย่างต่อเนื่อง

3. แนวคิดและองค์ประกอบสำคัญของรูปแบบ

รูปแบบออกแบบบนพื้นฐานแนวคิดการบริหารเชิงระบบ (Input–Process–Output–Outcome/Impact–Feedback) โดยมีองค์ประกอบหลัก ดังนี้

3.1 ปัจจัยนำเข้า (Input)

ปัจจัยนำเข้าประกอบด้วยหลัก 4M ได้แก่ บุคลากร (Man) งบประมาณ (Money) วัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยี (Material) และระบบบริหารจัดการ (Management) เพื่อสร้างความพร้อมในการดำเนินงาน

3.2 ระบบข้อมูลและการเฝ้าระวัง

การพัฒนาระบบ RB Data & Early Warning System เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลนักเรียนรายบุคคล ทั้งข้อมูลการมาเรียน ผลการเรียน พฤติกรรม เศรษฐกิจ ครอบครัว สุขภาพกาย สุขภาพจิต และปัจจัยเสี่ยงอื่น เพื่อค้นพบนักเรียนที่ต้องได้รับการช่วยเหลือก่อนหลุดออกจากระบบ

3.3 กระบวนการดำเนินงานหลัก (5R)

Review หรือ การสำรวจ ตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลนักเรียน

Rescreen หรือ การคัดกรองซ้ำและวิเคราะห์สาเหตุรากของปัญหา (Root Cause)

Resource & Refer หรือ การระดมทรัพยากร ให้ความช่วยเหลือ ประสานงาน และส่งต่อ

Re-evaluation หรือ การกำกับ ติดตาม และประเมินผล

Re-adjust หรือ การปรับแผนและพัฒนามาตรการช่วยเหลือให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงทุกรายได้รับการดูแลด้วยการจัดการรายกรณี (Case Management) ภายใต้หลัก “หนึ่งเด็ก หนึ่งแผน หนึ่งทีมดูแล” (One Child–One Plan–One Team) โดยมีผู้รับผิดชอบได้แก่ครูประจำชั้นหรือครูผู้รับผิดชอบด้านเพื่อนที่ปรึกษา (YC Youthclub) และแผนช่วยเหลือรายบุคคลที่ติดตามและประเมินผลได้

3.4 เส้นทางการจัดการศึกษา (3 Pathways)

เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและวิถีชีวิตของแต่ละบุคคล รูปแบบได้กำหนดเส้นทางการจัดการศึกษาไว้ 3 แนวทาง ได้แก่

Pathway A: Return to School สำหรับนักเรียนที่สามารถกลับเข้าสู่การเรียนในสถานศึกษาได้ตามปกติ

Pathway B: Flexible Learning สำหรับนักเรียนที่จำเป็นต้องได้รับการจัดการศึกษาในรูปแบบที่ยืดหยุ่น

Pathway C: Learning to the Child สำหรับนักเรียนที่ยังไม่สามารถมาเรียนตามรูปแบบปกติ โดยนำโอกาสทางการศึกษา สื่อ เทคโนโลยี หรือรูปแบบการเรียนที่เหมาะสมไปถึงผู้เรียนตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองจากการกำหนดให้ผู้เรียนทุกคนต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบเดียวกัน ไปสู่การพัฒนาระบบการศึกษาที่สามารถตอบสนองต่อความแตกต่างของผู้เรียนเป็นรายบุคคล

3.5 กลไกการมีส่วนร่วม (2P&O)

การดำเนินงานได้รับการสนับสนุนผ่านกลไก Participant–Partner–Organization (2P&O) ซึ่งเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา ชุมชน และภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา สุขภาพ สังคมสงเคราะห์ สวัสดิการ และอาชีพ บนหลักการว่าการป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของโรงเรียน ครอบครัว ชุมชน และเครือข่าย

4. การวัดและประเมินผล

การประเมินผลดำเนินการอย่างเป็นระบบเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะก่อนดำเนินงาน ระหว่างดำเนินงาน และหลังดำเนินงาน โดยใช้ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากหลายแหล่ง เปรียบเทียบข้อมูลพื้นฐานกับผลหลังการดำเนินงาน ครอบคลุมตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ จำนวนและร้อยละของผู้เรียนที่ได้รับการคัดกรอง นักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการช่วยเหลือและจัดทำแผนรายบุคคล นักเรียนที่ได้รับการส่งต่อ นักเรียนที่กลับเข้าสู่ระบบหรือได้รับการจัดการศึกษาผ่านเส้นทางที่เหมาะสม อัตราการขาดเรียน อัตราการคงอยู่ในระบบ และจำนวนเด็กตกหล่น/ออกกลางคัน ทั้งนี้ ได้ใช้การสัมภาษณ์ การเยี่ยมบ้าน การสังเกต การประชุมพูดคุยกับคณะครูประจำชั้น ครูประจำวิชา รวมถึงผู้ปกครองนักเรียนเป็นรายกรณี และโรงเรียนได้ใช้แนวทางชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นเครื่องมือสนับสนุนข้อมูลเชิงคุณภาพและตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผลการดำเนินงาน

5. ผลการดำเนินงาน

ผลการดำเนินงานตามรูปแบบ RB–D to D Zero Dropout Integrated Model ปรากฏครอบคลุม 4 ระดับ ได้แก่

5.1 ด้านผู้เรียน

ผู้เรียนร้อยละ 1.65 ของกลุ่มเสี่ยง ได้รับโอกาสทางการศึกษา ได้รับการช่วยเหลือตรงตามสภาพปัญหา สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา

5.2 ด้านครูและบุคลากร

ครูและบุคลากรทุกคนมีสมรรถนะในการใช้ข้อมูล การคัดกรอง การวิเคราะห์สาเหตุ การจัดการรายกรณี และการทำงานร่วมกันผ่านระบบ PLC

5.3 ด้านสถานศึกษา

โรงเรียนมีระบบเฝ้าระวังล่วงหน้า ระบบจัดการรายกรณี ระบบส่งต่อ และรูปแบบการบริหารที่ชัดเจนสามารถตรวจสอบและพัฒนาต่อเนื่องได้

5.4 ด้านชุมชนและภาคีเครือข่าย

ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา วัด ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกิดการมีส่วนร่วม ร่วมือกันในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และช่วยเหลือนักเรียนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมมิใช่เพียงแต่มารับฟังข้อมูลหรือนโยบายของโรงเรียนแต่เกิดความร่วมมือในการร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมแก้ปัญหาและให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัด

6.ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน ผลที่เกิดขึ้นจริง

6.1.จำนวนนักเรียนทั้งหมดในสถานศึกษา 964 คน

6.2.จำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการคัดกรอง จำนวน 16 คน/คิดเป็นร้อยละ 1.65

6.3.จำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับแผนช่วยเหลือรายบุคคล (Case Management) จำนวน 16 คน/คิดเป็นร้อยละ 1.65

6.4.จำนวนนักเรียนที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา (Pathway A) จำนวน12 คน

6.5.จำนวนนักเรียนที่ได้รับการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น (Pathway B) จำนวน 2 คน

6.6จำนวนนักเรียนที่ได้รับการนำการเรียนไปถึงตัว (Pathway C) จำนวน2 คน

6.7อัตราการขาดเรียนเรื้อรัง ก่อน–หลังดำเนินงาน ก่อนดำเนินการร้อยละ 1.65 หลังดำเนินการ 1.45

6.8อัตราการคงอยู่ในระบบการศึกษา ร้อยละ 1.65

6.9จำนวนเด็กตกหล่นและออกกลางคัน ก่อน–หลังดำเนินงาน ก่อนดำเนินการร้อยละ 1.65 หลังดำเนินการ ร้อยละ 0

7. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความสำเร็จของการดำเนินงาน ได้แก่

7.1ภาวะผู้นำและความมุ่งมั่นของผู้บริหารสถานศึกษา การมีฐานข้อมูลและระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ

7.2 การดำเนินงานตามกระบวนการ 5R อย่างต่อเนื่อง การจัดการรายกรณีโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ สมรรถนะและการทำงานเป็นทีมของครู

7.3 การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นผ่าน 3 เส้นทางการเรียนรู้

7.4 การมีส่วนร่วมของครอบครัวและภาคีเครือข่ายตามกลไก 2P&O การบริหารทรัพยากรตามหลัก 4M การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและปราศจากการตีตราผู้เรียนตลอดจนการกำกับติดตามและปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่องตามวงจรคุณภาพ PDCA

8. สรุปและข้อเสนอแนะเชิงการขยายผล

รูปแบบ RB–D to D Zero Dropout Integrated Model เป็นนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาที่ปรับเปลี่ยนแนวทางการแก้ไขปัญหาเด็กออกกลางคันจากการดำเนินงาน

เชิงรับและเฉพาะกรณี ไปสู่ระบบบริหารเชิงรุก เชิงป้องกัน เชิงบูรณาการ และยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเชื่อมโยงระบบข้อมูล บุคลากร การจัดการรายกรณี การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น และเครือข่ายความร่วมมือเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งใช้ผลการดำเนินงานเป็นข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) เพื่อพัฒนารูปแบบอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จของรูปแบบมิได้พิจารณาเพียงจำนวนนักเรียนที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาเท่านั้น แต่พิจารณาการเปลี่ยนแปลงตลอดเส้นทางตั้งแต่การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา การกลับเข้าสู่การเรียนรู้ การคงอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่อง จนถึงการสำเร็จการศึกษาและการนำความรู้ทักษะไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิต จึงเห็นควรนำรูปแบบดังกล่าวไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา และการป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ตลอดจนเผยแพร่และขยายผลสู่สถานศึกษาที่มีบริบทใกล้เคียงกันต่อไป

โพสต์โดย รัติยา : [27 ส.ค. 2569 (07:09 น.)]
อ่าน [35] ไอพี : 203.172.236.174
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
Advertisement

 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 12,750 ครั้ง
ขจัดกลิ่นเท้าด้วยมะนาว
ขจัดกลิ่นเท้าด้วยมะนาว

เปิดอ่าน 19,111 ครั้ง
10 ขั้นตอนบริหารใบหน้าชะลอแก่
10 ขั้นตอนบริหารใบหน้าชะลอแก่

เปิดอ่าน 14,999 ครั้ง
ใช้หมากรุกเป็นวิชา แก้ตกเลขซ้ำซาก
ใช้หมากรุกเป็นวิชา แก้ตกเลขซ้ำซาก

เปิดอ่าน 19,836 ครั้ง
เฮ ! ปรับลดค่าไฟลงอีก 1.05 สตางค์/หน่วย เริ่มพฤศจิกายนนี้
เฮ ! ปรับลดค่าไฟลงอีก 1.05 สตางค์/หน่วย เริ่มพฤศจิกายนนี้

เปิดอ่าน 15,044 ครั้ง
12 เทคนิคกันสมองเหี่ยว
12 เทคนิคกันสมองเหี่ยว

เปิดอ่าน 23,186 ครั้ง
หัวเผือก-หัวมัน กินเล่น ๆ แต่ได้ประโยชน์จริง
หัวเผือก-หัวมัน กินเล่น ๆ แต่ได้ประโยชน์จริง

เปิดอ่าน 29,457 ครั้ง
เรื่องของเลขศูนย์
เรื่องของเลขศูนย์

เปิดอ่าน 22,341 ครั้ง
การเรียนรู้โดยใช้แป้นพิมพ์แทนการเขียน ดีหรือไม่?
การเรียนรู้โดยใช้แป้นพิมพ์แทนการเขียน ดีหรือไม่?

เปิดอ่าน 127,696 ครั้ง
ดาวน์โหลดหนังสือ Brain-based Learning (BBL) 7 เล่ม เขียนโดย อ.พรพิไล เลิศวิชา
ดาวน์โหลดหนังสือ Brain-based Learning (BBL) 7 เล่ม เขียนโดย อ.พรพิไล เลิศวิชา

เปิดอ่าน 20,821 ครั้ง
20 กันยายน วันเยาวชนแห่งชาติ
20 กันยายน วันเยาวชนแห่งชาติ

เปิดอ่าน 22,281 ครั้ง
ชุดประจำชาติที่ "น้องไข่มุก" ใส่ประกวดมิสยูนิเวิร์สปีนี้
ชุดประจำชาติที่ "น้องไข่มุก" ใส่ประกวดมิสยูนิเวิร์สปีนี้

เปิดอ่าน 11,432 ครั้ง
ฤดูฝน กับยางของท่าน
ฤดูฝน กับยางของท่าน

เปิดอ่าน 4,544 ครั้ง
แนะนำแนวทางสำหรับครูรุ่นใหม่ ในการเตรียมเด็กสอบ TGAT
แนะนำแนวทางสำหรับครูรุ่นใหม่ ในการเตรียมเด็กสอบ TGAT

เปิดอ่าน 169,401 ครั้ง
พฤติกรรมมนุษย์ Human Behavior
พฤติกรรมมนุษย์ Human Behavior

เปิดอ่าน 64,099 ครั้ง
9 เหตุผลที่คนเก่ง ก้าวไปได้ไม่ไกลในสายงาน
9 เหตุผลที่คนเก่ง ก้าวไปได้ไม่ไกลในสายงาน

เปิดอ่าน 15,421 ครั้ง
ควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่ได้อย่างไร
ควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่ได้อย่างไร
เปิดอ่าน 32,448 ครั้ง
ธุรกิจเทคโนโลยีกับการคืนกำไรสู่สังคม
ธุรกิจเทคโนโลยีกับการคืนกำไรสู่สังคม
เปิดอ่าน 141,104 ครั้ง
การจัดตั้งโรงเรียนเอกชนประเภทกวดวิชา
การจัดตั้งโรงเรียนเอกชนประเภทกวดวิชา
เปิดอ่าน 11,905 ครั้ง
ดื่มน้ำอัดลม 0 แคลอรี่ ช่วยลดน้ำหนักได้ จริงหรือ? / พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล
ดื่มน้ำอัดลม 0 แคลอรี่ ช่วยลดน้ำหนักได้ จริงหรือ? / พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล
เปิดอ่าน 16,724 ครั้ง
ความเป็นมา  "วันสงกรานต์"
ความเป็นมา "วันสงกรานต์"

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
ติวสอบ GED
ติวสอบ SAT
เครื่องมือวัด
เครื่องมืออุตสาหกรรม
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ