บทสรุปผู้บริหาร
รายงานผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
เรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเชิงบูรณาการเพื่อป้องกันและติดตามช่วยเหลือนักเรียนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โรงเรียนวัดราษฎร์บำรุง (ไสวราษฎร์อุปถัมภ์)
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร
1. ความเป็นมาและสภาพปัญหา
การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษา คงอยู่ในระบบและสำเร็จการศึกษาตามศักยภาพถือเป็นภารกิจสำคัญของสถานศึกษาโดยเฉพาะโรงเรียน
ขยายโอกาสทางการศึกษาที่มีผู้เรียนหลากหลายด้านเศรษฐกิจ สังคม ครอบครัว สุขภาวะและวิถีชีวิตจากการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและการติดตามผู้เรียนของโรงเรียน
วัดราษฎร์บำรุง (ไสวราษฎร์อุปถัมภ์) พบว่า ผู้เรียนร้อยละ 1.65 มีความเสี่ยงต่อการขาดเรียนเรื้อรัง การออกกลางคัน และการหลุดออกจากระบบการศึกษา อันเนื่องมาจากปัจจัยที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ได้แก่ ความยากจนและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ครอบครัวแตกแยก การหย่าร้าง ความรุนแรงในครอบครัว การตั้งครรภ์ในวัยเรียน ยาเสพติดและพฤติกรรมเสี่ยง สุขภาพกายและสุขภาพจิต การติดเกม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลการทำงานระหว่างเรียนตลอดจนรูปแบบการจัดการศึกษาที่อาจไม่สอดคล้อง
กับข้อจำกัดและวิถีชีวิตของผู้เรียนบางราย
จากสภาพปัญหาดังกล่าว โรงเรียนจึงเห็นความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการ จากเดิมที่มุ่งแก้ไขปัญหาภายหลังจากที่นักเรียนออกจากระบบไปแล้ว ไปสู่การบริหารจัดการเชิงรุก เชิงป้องกันและเชิงบูรณาการที่สามารถค้นหาสัญญาณความเสี่ยงตั้งแต่ระยะแรก วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาเป็นรายบุคคล ให้ความช่วยเหลืออย่างตรงจุด จัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับบริบทผู้เรียน และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง อันนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาที่เรียกว่า RBD to D Zero Dropout Integrated Model ซึ่งบูรณาการแนวทาง RB Zero Dropout ของสถานศึกษาเข้ากับแนวคิด D to D Model (Decrease to Drop Model) ให้เป็นระบบบริหารจัดการเดียวกัน
2. วัตถุประสงค์
2.1 เพื่อป้องกันและลดปัญหานักเรียนตกหล่นและออกกลางคัน ให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา กลับเข้าสู่การเรียนรู้ คงอยู่ในระบบ
2.2 เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเชิงบูรณาการ (RBD to D Zero Dropout Integrated Model) เชิงบูรณาการอย่างต่อเนื่อง
3. แนวคิดและองค์ประกอบสำคัญของรูปแบบ
รูปแบบออกแบบบนพื้นฐานแนวคิดการบริหารเชิงระบบ (InputProcessOutputOutcome/ImpactFeedback) โดยมีองค์ประกอบหลัก ดังนี้
3.1 ปัจจัยนำเข้า (Input)
ปัจจัยนำเข้าประกอบด้วยหลัก 4M ได้แก่ บุคลากร (Man) งบประมาณ (Money) วัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยี (Material) และระบบบริหารจัดการ (Management) เพื่อสร้างความพร้อมในการดำเนินงาน
3.2 ระบบข้อมูลและการเฝ้าระวัง
การพัฒนาระบบ RB Data & Early Warning System เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลนักเรียนรายบุคคล ทั้งข้อมูลการมาเรียน ผลการเรียน พฤติกรรม เศรษฐกิจ ครอบครัว สุขภาพกาย สุขภาพจิต และปัจจัยเสี่ยงอื่น เพื่อค้นพบนักเรียนที่ต้องได้รับการช่วยเหลือก่อนหลุดออกจากระบบ
3.3 กระบวนการดำเนินงานหลัก (5R)
Review หรือ การสำรวจ ตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลนักเรียน
Rescreen หรือ การคัดกรองซ้ำและวิเคราะห์สาเหตุรากของปัญหา (Root Cause)
Resource & Refer หรือ การระดมทรัพยากร ให้ความช่วยเหลือ ประสานงาน และส่งต่อ
Re-evaluation หรือ การกำกับ ติดตาม และประเมินผล
Re-adjust หรือ การปรับแผนและพัฒนามาตรการช่วยเหลือให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงทุกรายได้รับการดูแลด้วยการจัดการรายกรณี (Case Management) ภายใต้หลัก หนึ่งเด็ก หนึ่งแผน หนึ่งทีมดูแล (One ChildOne PlanOne Team) โดยมีผู้รับผิดชอบได้แก่ครูประจำชั้นหรือครูผู้รับผิดชอบด้านเพื่อนที่ปรึกษา (YC Youthclub) และแผนช่วยเหลือรายบุคคลที่ติดตามและประเมินผลได้
3.4 เส้นทางการจัดการศึกษา (3 Pathways)
เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและวิถีชีวิตของแต่ละบุคคล รูปแบบได้กำหนดเส้นทางการจัดการศึกษาไว้ 3 แนวทาง ได้แก่
Pathway A: Return to School สำหรับนักเรียนที่สามารถกลับเข้าสู่การเรียนในสถานศึกษาได้ตามปกติ
Pathway B: Flexible Learning สำหรับนักเรียนที่จำเป็นต้องได้รับการจัดการศึกษาในรูปแบบที่ยืดหยุ่น
Pathway C: Learning to the Child สำหรับนักเรียนที่ยังไม่สามารถมาเรียนตามรูปแบบปกติ โดยนำโอกาสทางการศึกษา สื่อ เทคโนโลยี หรือรูปแบบการเรียนที่เหมาะสมไปถึงผู้เรียนตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองจากการกำหนดให้ผู้เรียนทุกคนต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบเดียวกัน ไปสู่การพัฒนาระบบการศึกษาที่สามารถตอบสนองต่อความแตกต่างของผู้เรียนเป็นรายบุคคล
3.5 กลไกการมีส่วนร่วม (2P&O)
การดำเนินงานได้รับการสนับสนุนผ่านกลไก ParticipantPartnerOrganization (2P&O) ซึ่งเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา ชุมชน และภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา สุขภาพ สังคมสงเคราะห์ สวัสดิการ และอาชีพ บนหลักการว่าการป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของโรงเรียน ครอบครัว ชุมชน และเครือข่าย
4. การวัดและประเมินผล
การประเมินผลดำเนินการอย่างเป็นระบบเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะก่อนดำเนินงาน ระหว่างดำเนินงาน และหลังดำเนินงาน โดยใช้ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากหลายแหล่ง เปรียบเทียบข้อมูลพื้นฐานกับผลหลังการดำเนินงาน ครอบคลุมตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ จำนวนและร้อยละของผู้เรียนที่ได้รับการคัดกรอง นักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการช่วยเหลือและจัดทำแผนรายบุคคล นักเรียนที่ได้รับการส่งต่อ นักเรียนที่กลับเข้าสู่ระบบหรือได้รับการจัดการศึกษาผ่านเส้นทางที่เหมาะสม อัตราการขาดเรียน อัตราการคงอยู่ในระบบ และจำนวนเด็กตกหล่น/ออกกลางคัน ทั้งนี้ ได้ใช้การสัมภาษณ์ การเยี่ยมบ้าน การสังเกต การประชุมพูดคุยกับคณะครูประจำชั้น ครูประจำวิชา รวมถึงผู้ปกครองนักเรียนเป็นรายกรณี และโรงเรียนได้ใช้แนวทางชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นเครื่องมือสนับสนุนข้อมูลเชิงคุณภาพและตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผลการดำเนินงาน
5. ผลการดำเนินงาน
ผลการดำเนินงานตามรูปแบบ RBD to D Zero Dropout Integrated Model ปรากฏครอบคลุม 4 ระดับ ได้แก่
5.1 ด้านผู้เรียน
ผู้เรียนร้อยละ 1.65 ของกลุ่มเสี่ยง ได้รับโอกาสทางการศึกษา ได้รับการช่วยเหลือตรงตามสภาพปัญหา สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา
5.2 ด้านครูและบุคลากร
ครูและบุคลากรทุกคนมีสมรรถนะในการใช้ข้อมูล การคัดกรอง การวิเคราะห์สาเหตุ การจัดการรายกรณี และการทำงานร่วมกันผ่านระบบ PLC
5.3 ด้านสถานศึกษา
โรงเรียนมีระบบเฝ้าระวังล่วงหน้า ระบบจัดการรายกรณี ระบบส่งต่อ และรูปแบบการบริหารที่ชัดเจนสามารถตรวจสอบและพัฒนาต่อเนื่องได้
5.4 ด้านชุมชนและภาคีเครือข่าย
ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา วัด ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกิดการมีส่วนร่วม ร่วมือกันในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และช่วยเหลือนักเรียนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมมิใช่เพียงแต่มารับฟังข้อมูลหรือนโยบายของโรงเรียนแต่เกิดความร่วมมือในการร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมแก้ปัญหาและให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
ผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัด
6.ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน ผลที่เกิดขึ้นจริง
6.1.จำนวนนักเรียนทั้งหมดในสถานศึกษา 964 คน
6.2.จำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการคัดกรอง จำนวน 16 คน/คิดเป็นร้อยละ 1.65
6.3.จำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับแผนช่วยเหลือรายบุคคล (Case Management) จำนวน 16 คน/คิดเป็นร้อยละ 1.65
6.4.จำนวนนักเรียนที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา (Pathway A) จำนวน12 คน
6.5.จำนวนนักเรียนที่ได้รับการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น (Pathway B) จำนวน 2 คน
6.6จำนวนนักเรียนที่ได้รับการนำการเรียนไปถึงตัว (Pathway C) จำนวน2 คน
6.7อัตราการขาดเรียนเรื้อรัง ก่อนหลังดำเนินงาน ก่อนดำเนินการร้อยละ 1.65 หลังดำเนินการ 1.45
6.8อัตราการคงอยู่ในระบบการศึกษา ร้อยละ 1.65
6.9จำนวนเด็กตกหล่นและออกกลางคัน ก่อนหลังดำเนินงาน ก่อนดำเนินการร้อยละ 1.65 หลังดำเนินการ ร้อยละ 0
7. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความสำเร็จของการดำเนินงาน ได้แก่
7.1ภาวะผู้นำและความมุ่งมั่นของผู้บริหารสถานศึกษา การมีฐานข้อมูลและระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ
7.2 การดำเนินงานตามกระบวนการ 5R อย่างต่อเนื่อง การจัดการรายกรณีโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ สมรรถนะและการทำงานเป็นทีมของครู
7.3 การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นผ่าน 3 เส้นทางการเรียนรู้
7.4 การมีส่วนร่วมของครอบครัวและภาคีเครือข่ายตามกลไก 2P&O การบริหารทรัพยากรตามหลัก 4M การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและปราศจากการตีตราผู้เรียนตลอดจนการกำกับติดตามและปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่องตามวงจรคุณภาพ PDCA
8. สรุปและข้อเสนอแนะเชิงการขยายผล
รูปแบบ RBD to D Zero Dropout Integrated Model เป็นนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาที่ปรับเปลี่ยนแนวทางการแก้ไขปัญหาเด็กออกกลางคันจากการดำเนินงาน
เชิงรับและเฉพาะกรณี ไปสู่ระบบบริหารเชิงรุก เชิงป้องกัน เชิงบูรณาการ และยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเชื่อมโยงระบบข้อมูล บุคลากร การจัดการรายกรณี การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น และเครือข่ายความร่วมมือเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งใช้ผลการดำเนินงานเป็นข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) เพื่อพัฒนารูปแบบอย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จของรูปแบบมิได้พิจารณาเพียงจำนวนนักเรียนที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาเท่านั้น แต่พิจารณาการเปลี่ยนแปลงตลอดเส้นทางตั้งแต่การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา การกลับเข้าสู่การเรียนรู้ การคงอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่อง จนถึงการสำเร็จการศึกษาและการนำความรู้ทักษะไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิต จึงเห็นควรนำรูปแบบดังกล่าวไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา และการป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ตลอดจนเผยแพร่และขยายผลสู่สถานศึกษาที่มีบริบทใกล้เคียงกันต่อไป